ปิยมหาราชานุสรณ์

150 ปีศรีสวรินทิรา

ในเดือนเมษายน พ.ศ.2453 ได้ปรากฏดาวหางขนาดใหญ่ขึ้นในท้องฟ้า ผู้คนตระหนกอกสั่นขวัญแขวนกันไปตามๆ กัน ตามความเชื่อแต่ครั้งโบราณ ปีใดที่มีดาวหางมักบอกลางร้ายเสียมากกว่า เรื่องดี

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสนพระทัยและมีพระราชประสงค์ที่จะทรงทราบเรื่องราว ถึงกับมีพระราชหัตถเลขากราบทูลไปยัง กรมหลวงวชิรญาณวโรรส วัดบวรนิเวศ ข้อความตอนหนึ่งว่า

"ในบาลีจะมีแห่งใดบ้างหรือไม่ที่กล่าวถึงดาวหาง และเรียกดาวหางว่าอย่างไร"

กรมหลวงวชิรญาณถวายพระวินิจฉัยว่า

"ดาวหางเรียกอย่างไรในบาลียังไม่เคยพบ แต่ในภาษาสันสกฤตเรียกว่า ธูมเกตุ จึงได้ความว่าสงเคราะห์เข้าในพวกธาตุอันมีแสงและศัพท์ว่า ธูมเกตยังไม่เคยพบในบาลี แต่ในอรรถกถาจะมีบ้างหรืออย่างไรยังไม่แน่ จะรับพระราชทานค้นดูก่อน"

จากนั้นไม่นานดาวหางก็จากไปโดยหาได้มีสิ่งใดเกิดขึ้นตามที่หวั่นวิตกกันไปไม่ จนกระทั่งผู้คนในบ้านเมืองเริ่มจะลืมเลือนในที่สุด จนถึงวันหนึ่งสิ่งบอกเหตุก็เริ่มต้น

เจ้าคุณพระยาบุรุษรัตนราชพัลลภได้เขียนบันทึกเกี่ยวกับการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ไว้อย่างละเอียด นับเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญที่ทำให้ทราบถึงเหตุการณ์อันนำมาซึ่งความโทมนัสของคนทุกชนชั้นในสยามประเทศในเวลานั้นได้เป็นอย่างดี

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระพลานามัยไม่สู้ดีมาตั้งแต่ พ.ศ.2449 แล้ว โดย ดร.เบอร์เมอร์ นายแพทย์ของกรมทหารเรือซึ่งเป็นผู้ถวายการอภิบาลได้ตรวจพระอาการลงสันนิษฐานว่า พระโกฎฐาล ภายในพระวรกายไม่เป็นไปสม่ำเสมอ พระโรคเช่นนี้ไม่ถูกกับอากาศชื้น เช่นในฤดูฝนชุกและร้อนจัด เช่น ฤดูคิมหันต์ ประเทศที่จะรักษาพระโรคเช่นนี้ได้เหมาะดีที่สุดก็มีแต่ยุโรปเท่านั้น จึงกราบบังคมทูลถวายคำแนะนำเพื่อเสด็จประพาสยุโรป บำรุงพระวรกายให้คืนเป็นปกติ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสยุโรปครั้งที่สองเป็นเวลาถึง 8 เดือน โดยระหว่างนั้น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เจ้าฟ้าวชิราวุธ ทรงสำเร็จราชการแทนพระองค์ จนเสด็จพระราชดำเนินกลับถึงพระนครในวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ.2450 มีการจัดงานรับเสด็จอย่างยิ่งใหญ่

หลังจากเสด็จพระราชดำเนินกลับจากยุโรป พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังคงทรงงานต่อไปอย่างหนัก ยามว่างจากพระราชกิจจะทรงตรวจตราการก่อสร้างพระที่นั่งอนันตสมาคม และวัดเบญจมบพิตร จนถึงวันอาทิตย์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ.2453 เป็นครั้งสุดท้ายที่ทรงขับรถพระที่นั่งออกประพาส ในตอนเย็นเสด็จทอดพระเนตรการเลี้ยงไก่พันธุ์ต่างประเทศ บริเวณพญาไท แต่มิได้เสด็จลงจากรถพระที่นั่ง รับสั่งว่า

"ท้องไม่ค่อยสบาย จะรีบกลับ" จากนั้นจึงทรงขับรถพระที่นั่งกลับไปยังพระที่นั่งอัมพรสถาน

วันรุ่งขึ้นมีงานบำเพ็ญพระราชกุศลประจำปีถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระบรมมหาราชวัง แต่เนื่องด้วยพระนาภียังไม่เป็นปกติ จึงโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เสด็จไปแทนพระองค์

วันที่ 19 ตุลาคม เวลาค่ำ มีรับสั่งให้มหาดเล็กไปเชิญพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงเทวะวงศ์วโรปการ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงดำรงราชานุภาพ และพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นนครไชยศรีสุรเดช และเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) ขึ้นไปเฝ้าบนพระที่นั่งอัมพรสถาน ชั้น 3 ในที่พระบรรทม สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนนครสวรรค์วรพินิต เสด็จมาทีหลัง ตามขึ้นไปเฝ้า พระบาทสมเด็จพระเจ้ายู่หัว ยังตรัสราชการและตรัสเล่นกับผู้ที่ไปเฝ้าเหมือนเวลาทรงพระสำราญ

หม่อมเจ้าหญิง จงจิตรถนอม ดิสกุล พระธิดาในพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงดำรงราชานุภาพ ทรงเล่าว่า

"วันที่ 19 ตุลาคม เป็นวันพุธ ตรัสสั่งให้พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี ตั้งขนมจีนน้ำยาเป็นเครื่องตอนกลางวัน ส่วนตอนเย็นให้ทรงจัดเป็นกระทงสังฆทาน กระทงใหญ่และกระทงเล็กเครื่องคาว 7 สิ่ง มีฉู่ฉี่ปลาสลิดสด แกงเผ็ด หมูหวานผัดน้ำพริก ผัก และปลาดุกย่างทอด เครื่องหวาน 7 สิ่ง พระกระยาหารอยู่ก้นกระทงมีใบตองปิดเป็น 3 ชั้น เสวยพระกระยาหารได้แต่เริ่มพระนาภีไม่สู้จะดี จึงเสวยพระโอสถปัด"

เช้าวันรุ่งขึ้นสมเด็จพระบรมราชินี มีรับสั่งให้มหาดเล็กไปตามหมอเบอร์เมอร์ หมอไรเตอร์และหมอปัวร์ให้มาเฝ้าฯโดยด่วน มีรับสั่งให้จัดอาหารเลี้ยงหมอและจัดที่ให้หมอมาอยู่ประจำ ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา คณะหมอฝรั่งรายงานพระอาการว่า เป็นเพราะพระบังคนหนักคั่งอยู่นาน เมื่อเสวยพระโอสถปัดพระบังคนหนักออกมาจึงอ่อนพระทัย พระกระเพาะอาหารอ่อนไม่มีแรงพอที่จะย่อยอาหารใหม่ ควรให้บรรทมนิ่งอย่าเสวยกระยาหารสัก 24 ชั่วโมง จะเป็นปกติ

วันที่ 21 ตุลาคม บรรทมตื่นแต่เช้า ตรัสว่าพระศอแห้ง แล้วเสวยพระสุธารสเย็น คณะแพทย์ไทยถวายพระโอสถแก้พระเสมหะแห้ง รับสั่งว่าอยากเสวยอะไรให้ชุ่มพระศอ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ถวายน้ำผลเงาะคั้น

พอเสวยได้ครู่เดียวก็ทรงอาเจียน สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ตกพระทัย เรียกหมอทั้งสามคนขึ้นไปตรวจพระอาการ หมอกราบบังคมทูลว่าเพราะพระกระเพาะว่างและยังอักเสบเป็นพิษอยู่ เพราะฉะนั้นเมื่อเสวยพระกระยาหารหรือพระโอสถจึงทำให้อาเจียนออกมาหมดและเสียพระกำลังด้วย สู้อยู่นิ่งๆ ดีกว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถึงกับทรงกริ้ว รับสั่งว่าอาหารก็ไม่ให้กิน ยาก็ไม่ให้กิน ให้นอนนิ่งอยู่เฉยๆ จะรักษาอย่างไรก็ไม่รักษามันจะหายได้อย่างไร รับสั่งว่าหมอฝรั่งเชื่อไม่ได้ พูดกลับไปกลับมาไม่แน่นอนเป็นหลักฐานอะไรได้ ครั้นเมื่อหมอกลับลงไป พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รับสั่งกับสมเด็จพระบรมราชินี ว่าให้ไปตามใครๆ มา ขอให้ไปปรึกษากันดูว่าจะทำอย่างไร

เมื่อพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงเทวะวงศ์วโรปการ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงดำรงราชานุภาพ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนนครสวรรค์วรพินิต และสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์ รับฟังพระอาการจากสมเด็จพระบรมราชินีนาถแล้วต่างเห็นพ้องต้องกัน ร่วมกันถวายความเห็นว่าที่หมอฝรั่งถวายการรักษาอยู่ในเวลานี้ถูกต้องแล้ว สมเด็จพระบรมราชินีนาถ จึงนำความขึ้นกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงนิ่งและไม่ได้รับสั่งอะไรอีก

หลังจากนั้นเป็นต้นมาพระอาการประชวรกลับทรุดลง ทรงมีพระอาการซึม บรรทมหลับอยู่เสมอ และมีพระบังคนเบาเล็กน้อย ครั้งหนึ่งประมาณ 1 ช้อนกาแฟ

จากบันทึกของเจ้าคุณพระยาบุรุษรัตนราชพัลลภ ทำให้พอจะประมวลได้ว่า หมอฝรั่งผู้ถวายการอภิบาลมาตลอดมิได้คิดว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวรหนักเกินกว่าจะถวายการรักษา เพราะวินิจฉัยว่าเกิดจากพระธาตุพิการเพียงอย่างเดียว จนกระทั่งสุดท้าย จึงแน่ใจว่าทรงมีอาการพระวักกะพิการ จึงได้รีบประชุมกันประกอบพระโอสถบำรุงพระบังคนเบาและพยายามหาทางแก้ไข แต่ก็สายเกินการณ์

ย่ำค่ำของวันที่ 22 ตุลาคม สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนนครสวรรค์ และหมอฝรั่งขึ้นไปเข้าเฝ้าตรวจพระอาการ สังเกตดูพระเนตรไม่จับใครเสียแล้ว แต่พระกรรณยังได้ยิน สมเด็จพระบรมราชินีนาถกราบทูลว่าเสวยน้ำ ยังทรงพระพักตร์รับได้ เมื่อกราบทูลว่าพระโอสถแก้พระศอแห้งของพระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์ ยังรับสั่งว่า ฮือ

แล้วยกพระหัตถ์ขวาและซ้ายที่สั่นขึ้นเช็ดพระเนตรคล้ายทรงกันแสง พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรีพระราชเทวี ซับเช็ดพระเนตรด้วยผ้าซับพระพักตร์ชุบน้ำถวาย หมอฉีดยาบำรุงพระหทัยให้แรงขึ้น

นับจากเวลานั้น หมอฝรั่งนั่งประจำคอยจับพระชีพจรตรวจพระอาการผลัดเปลี่ยนกันประจำอยู่ที่พระองค์ การหายพระทัยค่อยๆ เบาลงทุกที และบรรทมหลับเกือบตลอดเวลา เจ้านายหลายพระองค์จะขึ้นไปเฝ้าอีกครั้ง ทว่าหมอรีบลงมากราบทูลว่า เสด็จสวรรคตเสียแล้วด้วยพระอาการสงบเมื่อเวลา 2 ยาม 45 นาที

บันทึกของเจ้าคุณพระยาบุรุษรัตนพัลลภบรรยายว่า "ในที่บรรทมและตามเฉลียงเต็มไปด้วยฝ่ายในและฝ่ายหน้า ร้องไห้คร่ำครวญอยู่ระงมเซ็งแซ่ และทุ่มทอดกายทั่วไปประดุจต้นไม้ใหญ่ที่ถูกลมพายุใหญ่พัดต้นและกิ่งก้านหักล้มราบไปฉันใด บรรดาฝ่ายในและฝ่ายหน้าทั้งหมดล้มกลิ้งเป็นลมไปตามกันฉันนั้น ด้วยเศร้าโศกาดูรอย่างล้นเหลือที่จะรำพันให้สิ้นสุดได้"

สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมพระภาณุพันธ์วงศ์วรเดช ทรงคุกพระชงฆ์ลงกราบถวายบังคม สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ อัญเชิญเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระเจ้าแผ่นดิน สืบแทนสมเด็จพระชนกาธิราชต่อไป

ขณะที่สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี และเจ้าจอมมารดาทั้งหลาย ต่างประชวรพระวาโยจนต้องช่วยกันพาไปส่งตำหนักของแต่ละพระองค์ มีเพียงพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี คงประทับเป็นประธานอยู่ด้วยในที่บรรทม จนจัดการพระบรมศพเป็นที่เรียบร้อยและปิดพระสูตรรอการดำเนินการตามพระราชประเพณีต่อไป

วันอาทิตย์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ.2453 เวลาเช้า มีการอัญเชิญพระบรมศพจากพระแท่นที่พระบรรทมไปประทับพระแท่นสำหรับสรง สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี ประทับเป็นประธานในการถวายน้ำสรงพระบรมศพเป็นส่วนฝ่ายใน จากนั้นจึงเชิญพระบรมศพขึ้นพระแท่นที่จัดขึ้นใหม่สำหรับถวายน้ำสรงพระบรมศพในพระราชพิธีช่วงบ่าย ซึ่งสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ทรงเป็นประธานฝ่ายหน้า มีงานออกพระเมรุรวม 3 วัน โปรดฯ ให้ประชาชนเฝ้าฯถวายสักการบูชาพระบรมศพ

หลังงานถวายพระเพลิงพระบรมศพแล้ว สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี เสด็จไปประทับกับสมเด็จพระบรมราชินีนาถที่วังพญาไทเป็นเวลานานหลายเดือน ก่อนจะเสด็จกลับสวนหงส์ ที่ประทับ