ณุช เนาวเขตต์ ดีไซเนอร์สุดไฮเปอร์

นัดพบ

เธอคนนี้เป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกเลี้ยงดูราวกับไข่ในหิน "พ่อคะณุชจะไปนิวยอร์ก" เป็นประโยคที่สร้างความตะลึงพรึงเพริดให้กับครอบครัวอย่างยิ่ง และการตัดสินใจครั้งนั้นถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของชีวิต ทำให้ ณุช เนาวเขตต์ กลายเป็นที่รู้จักดีบนเวทีแฟชั่นระดับโลกอย่าง นิวยอร์กแฟชั่นวีค โดยผลงานแรกที่สร้างชื่อให้สาวไทยตาคมร่างเล็ก คือ งานเปิดตัวออกแบบคอลเลคชั่นสปริง/ซัมเมอร์ 2006 เมื่อ 6 ปีก่อน

ภาพของ ณุช เนาวเขตต์ ณ วันนี้จึงกลายเป็นดีไซเนอร์สุดไฮเปอร์ ที่ประสบความสำเร็จด้านการออกแบบเสื้อผ้า มีลูกค้ากว่า 5 รายทั่วโลก เหล่าดาราในวงการฮอลลีวู้ด รวมทั้งสุภาพสตรีทั่วโลกทั้งในมหานครนิวยอร์กและลอส แอนเจลิส อย่าง คิม และ คอร์ตนีย์ คาร์ดาเชียน เซเลบริตี้และดาราดังจากเรียลิโชว์ล้วนเป็นลูกค้าอย่างเหนียวแน่น รวมไปถึง คริสตินา ริชชี คาเรน ม็อก หรือดาราดังอย่าง ซูฉี และ เดมี มัวร์ ต่างก็เป็นลูกค้าแบรนด์ Nuj Novakhett

แต่กว่าที่ดีไซเนอร์ตาคมคนนี้จะประสบความสำเร็จได้ เธอต้องฝ่าฟันอุปสรรคมาไม่น้อยทีเดียว โดยเฉพาะกับความรู้สึกที่ต้องการเปลี่ยนแปลงตัวเอง และวันนี้ ณุช เนาวเขตต์ จะมาเล่าให้เราฟังว่าเธอใช้วิธีการใดบ้างในการปฏิวัติจากไข่ในหินมาเป็นนักออกแบบเสื้อผ้าผู้มีชื่อเสียง...

แรงบันดาลใจในการทำงานของณุชเกิดจากอะไร เพราะการออกแบบเสื้อผ้าก็ถือเป็นงานศิลปะแขนงหนึ่ง

ต้องบอกก่อนว่าณุชเป็นผู้หญิงทำงาน นอกจากแฟชั่นแล้วณุชยังทำงานอีกหลายอย่างมาก จึงทำให้ออฟพูนิตี้ในชีวิตแตกแขนงไปมากมาย เช่น ตอนนี้กำลังทำเฟอร์นิเจอร์ส่งฮ่องกง ณุชชอบที่จะพบเจอกับคนใหม่ๆ เพื่อเติมพลังงานใหม่ๆให้กับชีวิต ซึ่งเป็นเรื่องที่สนุกมากสำหรับเรา

คนทั่วไปมักจะมองว่าดีไซเนอร์จะเป็นคนแรง แต่ความจริงไม่ใช่ ณุชไม่เคยมองเลยว่าเราเป็นดีไซเนอร์ตั้งแต่แรก เพราะวันที่เราเดินเข้าสู่วงการนี้เรายังเด็กเกินไปคืออายุประมาณ 23 ปี เพิ่งจบจากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บ้านเราจะจบธรรมศาสตร์กันหมดตั้งแต่รุ่นคุณปู่

และเป็นความโชคดีที่ได้เรียนธรรมศาสตร์ ซึ่งทำให้เราเจอกับเพื่อนจากทั่วสารทิศ ณุชมาจากโรงเรียนร่วมฤดีเรียนอินเตอร์ โลกของเราก็จะต่างออกไป แต่พอมาอยู่ธรรมศาสตร์ณุชจะตกอยู่ในอาการช็อกกับวัฒนธรรมใหม่ แต่เราไม่ถึงกับฝรั่งจ๋าเพราะก็เติบโตมาในครอบครัวคนไทยธรรมดา ณุชมีเพื่อนมาจากทุกจังหวัดทั่วประเทศ แต่ต่างกันทั้งเรื่องฐานะและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ถ้าไปคุยกับเพื่อนๆ ทุกคนจะบอกว่ายังจำวันแรกที่เจอณุชได้

ทำไมจึงเลือกเรียนศิลปศาสตร์ ที่ธรรมศาสตร์

พ่อขอให้เข้าเรียนธรรมศาสตร์แต่สาขาใดก็ได้ และอยากให้เรียนวิชาที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจเป็นพื้นฐานไว้บ้าง หลังจากนั้นจะเรียนศิลปะก็ตามใจ

อย่างไรจึงเข้ามาเกี่ยวกับวงการแฟชั่น

คงเพราะที่บ้านชอบแต่งตัวอยู่แล้วมั้งคะ แต่ไม่ถึงกับเว่อร์ เมื่อรู้ว่าตัวเองสนใจเรื่องแฟชั่น ณุชก็ไปฝึกงานตั้งแต่สมัยยังเรียนอยู่ที่ธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นการฝึกเพื่อการเรียนรู้ รู้จักตัวเอง รู้จักสิ่งที่เราชอบ รู้จักสิ่งที่อยากจะเป็น ณ วันที่เริ่มทำจึงไม่ได้บรรจุกับใครทั้งนั้น แต่การฝึกงานของเราคือทำให้เขาฟรีด้วยความที่อยากจะทำ ไม่ได้คาดหวังเรื่องเงินเรื่องทองใดๆ หวังว่าจะได้เห็น ได้รู้ ได้อยู่ เพื่อที่จะดูว่าตัวเองชอบมั้ย เคยทำโฆษณา ถ่ายโฆษณาของโทรศัพท์ฮัท แล้วก็ได้ไปฝึกงานกับแบรนด์ไทย ขณะที่ยังเรียนอยู่ก็ทำคอสตูมให้กับโรงเรียน ISB ซึ่งตอนนั้น
คริส หอวัง เป็นอาจารย์สอนอยู่ เรียกได้ว่าจับงานมาแล้วทุกอย่างที่คิดว่าตัวเองทำได้มั้ย ทำได้ดีมากน้อยแค่ไหน ชอบหรือไม่

ณุชกดดันตัวเองมาตั้งแต่เด็ก คิดเยอะ เป็นคนซ้ายก็ซ้าย ขวาก็ขวาไปเลย เรียกว่าสุดโต่งดีกว่า แต่ไม่ได้ออกมาทางนิสัยนะคะ แต่มันอยู่ในความคิดมาตลอด ส่วนเรื่องของความถูกผิดจะไม่มีขาวดำ เรื่องของนิสัยหรือความคิดก็ไม่มีขาวดำอีก ถูกผิดบางครั้งก็อยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์ แต่ถ้าให้มองทุกอย่างเป็นสีเทาหมด ทุกอย่างมีสองด้านหรือมากกว่าเสมอ ยกตัวอย่างลูกเต๋ายังมี 6 ด้าน เรายังไม่สามารถมองเห็นครบทั้ง 6 ด้าน นี่คือสิ่งที่บอกตัวเองมาตลอดเพราะฉะนั้นใครก็ Judge เราไม่ได้ ขณะเดียวกันเราก็จะไม่ Judge ใคร

ณุชจะเป็นคนสนใจเรื่องการใช้ชีวิตของตัวเอง ซึ่งมันก็จะไปเกี่ยวข้องกับว่าทำไมจึงต้องทำงานอะไรมากมายทั้งๆที่ก็ไม่ได้เดือดร้อน แต่กลับกดดันตัวเองตลอดมา เพื่อให้ตัวเองพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ณุชจึงไม่ได้มีแฟ็คเตอร์ใดไปมากกว่านี้

ถามว่าเข้าไปเกี่ยวข้องกับวงการแฟชั่นได้อย่างไร มันเริ่มต้นด้วยการที่พอจบธรรมศาสตร์ณุชก็แพ็คกระเป๋าไปเมืองนอก เพราะที่ผ่านมาพ่อเลี้ยงนุชเหมือนไข่ในหิน บอกได้เลยว่าณุชวันนั้นกับณุชวันนี้แตกต่างกันมาก แต่ก่อนเรียบร้อยมาก แต่ก็ชอบแต่งตัว ความรู้สึกตอนนั้นคือ ณุชไม่ชอบตัวเอง

ไม่ชอบตัวเองในเรื่องใดบ้าง

เพราะทุกคน เทคอะแวนเทจณุชไปหมด ทุกคนมองว่าณุชง่ายกับทุกเรื่องไม่เคยคิดลุกขึ้นมาต่อต้านใคร อะไรก็ได้ ตอนที่อยากจะโตจึงรู้สึกไม่ชอบตัวเอง ฉันจึงอยากจะไปนิวยอร์ก เพราะต้องการชีวิตที่มัน Tuff

เพราะตอนนั้นมีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง อันดับแรกเลยคือ พ่อถามว่าอยากทำอะไร เพราะพ่ออยากให้เรียนมาสเตอร์ที่อังกฤษเพียงแค่ปีเดียวก็จบปริญญาโท กลับมาก็เข้าทำงานที่ยูเอ็น ความจริงก็อยากเป็นอย่างนั้นนะ แล้วแม่ก็อยากให้ไปอยู่กับย่าที่ฝรั่งเศส เพราะรู้ว่าเราอยากทำเสื้อผ้าฝรั่งเศสจึงน่าจะเหมาะที่สุด

แต่ที่ณุชเลือกนิวยอร์กเพราะว่าที่นั่นเราไม่รู้จักใครเลย อารมณ์นั้นคือไม่อยากมีญาติตามไปดูแล เพราะฉันอยากโตและเป็นตัวของตัวเองเสียที แล้วก็อยากเอานิสัยที่ตัวเองไม่ชอบออกไป เช่น เกรงใจคนรอบข้างไปเสียทุกอย่าง ผนวกกับความคิดที่ว่านิวยอร์กประตูมันเปิดมากกว่า มีความเสรีในทุกๆเรื่อง ทุกอาชีพวัดกันที่ความสามารถจริงๆ ไม่เกี่ยวกับเรื่องใดๆทั้งสิ้น ปราศจากการแบ่งชนชั้น แต่ที่อังกฤษยังมีสิ่งเหล่านี้ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามเค้าจะให้ความสำคัญกับคนของเขาก่อนเสมอ แต่ตอนนั้นณุชไปในฐานะนักเรียนนะคะ

ถ้าไปเรียนอังกฤษทุกคนก็จะพูดถึงเซนต์มาร์ติน แต่ณุชมองในมุมของเราว่า จบจากที่นี่แล้วได้อะไร ตอนนั้นเปรียบเทียบในวันที่อายุ 21 - 22 ปี ถ้าเราต้องไปเรียนต่อปริญญาตรีอีกหนึ่งครั้ง หรือเรียนต่อปริญญาโทอีก 2 ปี เพื่อที่จะให้ได้โควต้าไปฝึกงานกับแบรนด์ดังๆ แล้วการที่เด็กผิวเหลืองจะไปกรอกไปสมัครเพื่อจะฝึกงานร่วมกับเขาเมื่อ 10 ปีที่แล้วมันไม่ใช่ ยิ่งตัวเราเองไม่ได้เรียนอยู่ตรงนั้นบอกได้เลยว่ามีโอกาสน้อยมาก

ณุชจึงคิดว่าไม่ใช่แล้ว เพราะสุดท้ายถึงแม้ว่าเราได้ฝึกงานก็ใช่ว่าจะจ้างเราทำงาน เพราะเขาย่อมต้องจ้างคนของเขาก่อน หรือเลือกคนในกลุ่ม EU ก่อนไม่ดีกว่ารึ ทำไมจะต้องวิ่งมาหาคนเอเชีย หรือไม่เราก็ต้องเซียนเหยียบเมฆจริงๆ เพราะฉะนั้นแห่งเดียวที่ณุชจะหนีจากสิ่งที่กล่าวมานี้ได้คือ นิวยอร์กเท่านั้นที่จะทำให้เราเป็นผู้หญิงที่แกร่งขึ้นได้ ทั้งเรื่องเรียนและการทำงานในอนาคต

ตัดสินใจบอกพ่อเมื่อไหร่ว่าจะไปนิวยอร์ก

ณุชบอกพ่อบนโต๊ะอาหาร 2 อาทิตย์ ก่อนที่จะไปนิวยอร์ก พ่อตกใจมาก คิดว่าเราล้อเล่นด้วยซ้ำ หลังจากกินข้าวเสร็จณุชก็เดินเข้าไปปริ๊นท์ตั๋วเครื่องบิน พ่อก็ช็อกไปเลย คืนนั้นพ่อก็เป็นพ่อเลย คือเป็นพ่อที่คอยดูแลลูกมาตลอด โทร.หาทุกคนที่ตัวเองรู้จักในนิวยอร์ก หาอพาร์ตเม้นต์ที่พักให้ หาผู้ใหญ่ที่รู้จักมาคอยดูแล วันที่บินมานิวยอร์กก็ส่งแม่กับน้องบินตามมาด้วยกลายเป็นว่าวันนั้นขึ้นเครื่องพร้อมกัน 3 คน (หัวเราะ)

เราเป็นคนแสวงหาก็จริงแต่ไม่ได้อยากดัง แต่ถามว่าจำเป็นต้องดังมั้ย จำเป็น แต่เรามิได้ต้องการให้ตัวเองดัง แต่อยากให้เสื้อผ้าที่เราออกแบบดังมากกว่า เวลาที่อยู่เมืองนอกไม่เคยมีสื่อมาสัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องส่วนตัว แต่สิ่งที่เค้าต้องการสัมภาษณ์ล้วนเกี่ยวกับงานทั้งหมด ดาราฮอลีวู้ดคนนั้นคนนี้สวมเสื้อผ้าของเรารู้สึกอย่างไรบ้าง แล้วเวลาที่เขาเผยแพร่ออกไปก็ไม่ได้มีหน้า ณุช เนาวเขตต์ ปรากฏอยู่ในสื่อด้วยซ้ำนอกจากคอลเลคชั่นเสื้อผ้า บางคนอาจจะมองว่าเราเป็นดีไซเนอร์จะต้องแต่งตัวเยอะ เว่อร์หรือเปล่า แต่เปล่าเลยณุชเป็นผู้หญิงทำงาน ซึ่งไม่ได้มีเป้าหมายที่เงิน สำหรับณุชได้เงินน้อยก็จะทำ

ใช่งานที่ณุชทำอยู่ทุกวันนี้มีฐานมาจากการทำเสื้อผ้า แล้วได้มีโอกาสทำแฟชั่นวีคที่นิวยอร์ก คือเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงแฟชั่น แม้กระทั่งการทำงานกับจัสปาลก็ทำเพราะอยากทำ และที่สำคัญคือไม่จำเป็นต้องให้ใครรู้ แต่วันที่เปิดตัวจัสปาลมีความจำเป็นต้องทำพี.อาร์. เมื่อถึงเวลาก็ต้องทำเพราะเนื่องในโอกาสฉลอง 40 ปี ของจัสปาล เช่นเดียวกับเวลาที่ณุชทำเสื้อผ้าแบรนด์ "ณุช" ซึ่งถ้าณุชอยากดังเราสามารถทำพี.อาร์.หนักแค่ไหนก็ได้ แต่ณุชก็เลือกที่จะไม่ทำ เพราะตัวเองไม่ใช่คนที่ฝักใฝ่ ไม่ได้ต้องการสร้างภาพ ไม่ว่าจะแต่งตัวเว่อร์ขนาดไหน ก็เพื่อความสนุกของตัวเองเท่านั้น

เหล่านี้เป็นเรื่องของเสื้อผ้านะคะ แต่ถ้าเป็นเรื่องงานณุชจะมีอีกโหมดหนึ่งที่แตกต่าง ตอนที่ทำงานให้กับ จัสปาล เด็กๆ ที่ทำงานด้วยจะรู้เลยว่าลักษณะการทำงานของเราเป็นอย่างไร ณุชชอบที่จะทำงานกับ Head ของฝ่ายต่างๆ ตลอดทั้ง 8 เดือนที่ทำงาน เหมือนเสื้อผ้าที่ทำที่นิวยอร์ก ณุชจะไม่ได้ลงไปทำงานไร้สาระที่อื่น

สไตล์การออกแบบเสื้อผ้าของณุชเป็นอย่างไร

เอาง่ายๆ คือถ้าคุณเป็นผู้หญิงแต่งตัวเมื่อไหร่ที่เปิดตู้เสื้อผ้าจะต้องมีครบทุกอารมณ์ การออกแบบของเราจึงไม่ใช่แบบใดแบบหนึ่ง เช่น ถ้าเซ็กซี่ก็จะสุดสุด ไปเลย ถ้าเรียบร้อยก็จะเรียบร้อยมาก หวานก็มี ดูไทยสุดสุด ก็มี ทั้งนี้เพื่อตอบสนองผู้หญิงที่ชอบแต่งตัว

คนเราทุกคนไม่ว่าจะมีอินสตาแกรม เล่นเฟสบุ๊ค เราจะไม่ได้เอาตัวเราออกไปโชว์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ได้บอกว่าให้ไป แต่สำหรับนุชไม่เคยที่จะพาตัวเองออกไปทั้งหมด ซึ่งณุชถือว่าไม่เป็นการฉลาดเลย และตัวคุณเองก็ไม่มีวันแสดงออกทั้งหมดที่คุณเป็น

ณุชอยู่ที่นิวยอร์กนานเท่าไหร่จึงได้มีโอกาสเป็นหนึ่งในแฟชั่นวีค

อยู่ที่นั่นประมาณ 4 ปี พอทุกอย่างลงตัวก็จะบินไป บินกลับ ตอนนี้มักจะส่งของเข้าไปมากกว่า ใน 1 ปีอาจจะบินไปเพียงแค่ 1-2 ครั้ง ณ วันนี้ไม่ต้องไปลุ้นอะไรมากมายกับเศรษฐกิจของอเมริกา แต่ต้องขอบคุณนิวยอร์กที่ทำให้นุชโตขึ้นแม้ว่าจะต้องใช้เวลาพอสมควรก็ตาม

ในหนึ่งปีแรกณุชยังไม่ได้เปลี่ยนอะไรมาก นอบน้อมที่จะรู้ซึ่งเป็นดาบสองคมอย่างมาก อีกสองปีต่อมาจึงแข็งแรงพอที่ฉันจะได้ทำอะไรก็ได้ที่ฉันพอใจ กว่าจะสลัดเด็กผู้หญิงที่อ่อนแอคนนั้นออกไปได้ พอเราทัฟทุกอย่างมันก็ทัฟขึ้น คือถ้าเราคลุกคลีอยู่กับคนดีเราก็เป็นคนดี แต่ถ้าเราพลัดหลงเข้าไปในวงจรของคนชั่วเราก็ไขว้เขวไปตามนั้น

ชีวิตที่นิวยอร์กณุชจะใช้เวลาเรียนหนังสือ 1 ปี พอเรียนจบก็มาทำนิวยอร์กแฟชั่นวีค เพราะคิดอยู่ตลอดเวลาเรียนเรื่องแฟชั่นเพียงแค่ประกาศนียบัตร เพราะก่อนมานิวยอร์ก พ่อบอกว่าใช้ชีวิตให้สนุกแล้วค่อยไปเรียนต่อที่อังกฤษ ดังนั้น ณุชกับพ่อจึงมีการต่อรองกันอยู่ตลอดเวลา

หลังจากเรียนจบระหว่างที่รอใบประกาศณุชก็พยายามไปในที่ที่ควรจะไป รู้จักคนที่ควรจะรู้จัก เทรดพอร์ตกับนางแบบกับช่างภาพ ช่างแต่งหน้า เพื่อทำพอร์ตฟอริโอ แต่เชื่อมั้ยคะว่า ณ วินาทีแรกที่เหยียบที่นิวยอร์กจะคิดเสมอว่า ถ้าเราไม่ได้จบตรงทางด้านแฟชั่น โอกาสที่จะได้ทำเสื้อผ้าในแฟชั่นวีคคงไม่มี ถ้าคุณไม่ใช่คนที่เก่งที่สุดของโรงเรียนแล้วมีคนมาดึงตัวไป หรือจะต้องมีอินเวสเตอร์พร้อมที่จะแบ็คอัพตลอดเวลา คนต้องเห็นพอร์เทนเชียลในตัวคุณมาก หรืออาจจะเป็นคนที่เก่งที่สุดของโรงเรียน แต่ไปฝึกงานที่ไหนสักแห่งสัก 10 ปี แล้วไปเป็นมือซ้ายมือขวาให้กับแบรนด์ดังๆ แล้วหลุดออกมาทำแบรนด์ของตัวเองในที่สุด หรือมองแต่เรื่องคอนเน็คชั่นอย่างเดียวซึ่งเป็นทางที่ณุชเลือก

ก่อนจะกลับณุชโดนสบประมาทพอสมควรเกี่ยวกับเรื่องการทำแฟชั่น เพราะณุชเองไม่ใช่นักเรียนที่เรียนทางด้านการออกแบบแฟชั่นโดยตรง จะไปอินเทิร์นกับใครได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะช่วยเราได้คือเรื่องของคอนเน็คชั่นเพียงอย่างเดียว สิ่งที่ทำหนึ่งเดือนก่อนกลับเมืองไทยมีคนสบประมาทไว้ว่า จะไปได้ถึงไหนเกี่ยวกับเรื่องของการทำเสื้อผ้า ณุชจึงเกิดแรงฮึดคิดอยากที่จะทำ และให้บังเอิญว่าเพื่อนฝรั่งที่สนิทด้วยเค้าเองก็เคยทำแฟชั่นวีค และแนะนำว่าให้เราไปขึ้น Fashion week calenda ตอนนั้นยังไม่รู้ว่ามันคืออะไรแต่ณุชก็ไปตามคำแนะนำเพื่อน ปรากฏว่าเหลือเวลาเพียง 2 วัน เพราะในช่วงแฟชั่นวีค ทั้งอาทิตย์มันคืองานหมดเลย

ณุชเริ่มต้นกับการทำแฟชั่นวีคครั้งแรกในชีวิตอย่างไร

ตรงนี้คือเรื่องที่ณุชต้องปรึกษาเพื่อน เพราะต้องใช้เงินทุนสูงมาก เพื่อนก็แนะนำให้ว่าต้องไปหาใครต่อใครบ้าง ณุชจำได้ว่าไปแบบไม่รู้อะไรเลย ตอนนั้นอายุประมาณ 24 ปี พอไปถึงก็เข้าไปพบคนที่ต้องการคือคุณบรูส ปรากฏว่าเธอกำลังติดประชุม แต่อย่างไรเสียเราก็ไม่ถอยแน่นอน จะด้วยพระเจ้าเข้าข้างก็สุดจะเดา เพราะในจังหวะนั้นเธอเปิดประตูออกมาพอดี เราก็เดินเข้าไปแนะนำตัว พร้อมทั้งบอกว่าเราอยากเป็นส่วนหนึ่งของงานแฟชั่นวีค ขอเวลา 5 นาที เพื่ออธิบาย เขาก็พาเข้าไปในออฟฟิศถามว่าทำอะไรมาบ้าง แบรนด์เสื้อผ้าชื่ออะไร งงค่ะเพราะตอนนั้นเรายังไม่ได้คิดไกลไปถึงตรงนั้นเลยค่ะ แต่ก็ตอบไปแบบทันควันนะคะว่า "ณุช" ค่ะเขาก็งงเพราะไม่เคยได้ยินแบรนด์นี้มาก่อน เขายืนฟังอยู่ประมาณ 5 นาที ก็เปิดหนังสือขึ้นมาแล้วก็ย้อนถามกลับมาว่าอยากทำวันไหน ณุชบอกไปว่าอยากทำวันสุดท้าย เพราะไม่รู้มาก่อนเลยว่าวันสุดท้ายคือตัวพ่อตัวแม่ทั้งนั้น เธอก็แนะนำว่าวันสุดท้ายมี แบรนด์ของมาร์คเจคอป ซึ่งเป็นที่ตั้งตาคอยของคนทั่วไป ไม่เหมาะที่หน้าใหม่อย่างเรา ถ้าไม่ประสบความสำเร็จจะเฟลเสียเปล่าๆ วันแรกจะเหมาะกว่า เพราะเป็นวันของดีไซเนอร์หน้าใหม่

เธอเลือกให้ ณุช ทำวันที่ 8 กันยายน 2005 แต่เป็นโชว์สปริง/ซัมเมอร์ปี 2006 เขาก็ถามณุชด้วยว่า ยูรู้ใช่มั้ยว่ามันต้องมีค่าใช้จ่าย วันนั้นณุชมีเงินติดตัวอยู่ประมาณ 300 เหรียญ เพราะที่บ้านสอนเสมอว่าไม่ว่าจะไปไหนต้องมีเงินติดตัวไว้บ้าง เมื่อเขาถามเรื่องค่าใช้จ่าย ณุชก็หยิบเงินออกจากกระเป๋าเท่าที่ตอนนั้นมีคือ 300 เหรียญ ตอนนั้นค่าเงินประมาณ 50บาท/เหรียญ โดยที่ไม่รู้ว่ามีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ เค้าก็โอ.เค.ณุชเข้าไปกอดเค้าแล้วก็ร้องไห้

วันนั้นณุชน่าจะกลับมาแบบงงๆ

ใช่ค่ะ เพราะทุกอย่างล้วนต้องมีค่าใช้จ่ายไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสถานที่ ค่าตัวนางแบบ เสื้อผ้า เชิญแขก จิปาถะที่จะต้องจ่าย ซึ่งตอนนั้นไม่กล้าขอพ่อ หนักเข้าก็ร้องไห้เพราะเริ่มกลัวว่างานมันจะเดินไปอย่างไร แต่...ก็ไม่มีเวลาให้ตกใจนาน เพราะต้องหาสถานที่ ซึ่งเพื่อนก็แนะนำให้ไปหาคุณเจอร์มี่ ณุชไปพบด้วยวิธีเดิมพูดแบบตรงไปตรงมา เจอร์มี่ให้ณุชใช้สถานที่ฟรี ทำให้ดีที่สุด เพราะเราเป็นคนกล้า จนถึงวันนี้เจอร์มี่กลายมาเป็นเหมือนญาติสนิทของครอบครัวไปแล้วค่ะ

ทำไมณุชไม่ขอเงินพ่อล่ะคะ

คือณุชจะเป็นคนช่วยเหลือตัวเองก่อน ก่อนที่จะไปขอความช่วยเหลือใคร เรื่องสถานที่ไม่ใช่เพราะอยากได้ของฟรี ไม่ใช่เพราะไม่มีสตางค์จ่าย แต่เพราะเราต้องช่วยตัวเองก่อนในเมื่อ ณ วันนั้นถ้าถามกันจริงๆ ณุชจะช่วยตัวเองได้อย่างไรเพราะตัวเองก็เพิ่งเรียนจบ

จากการที่ณุชต้องทำเองทั้งหมดแม้กระทั่งการเหยียบผ้าบนแคทวอล์ค 2 คน กับแม่ทำเรารู้สึกได้ถึงความเป็นผู้ใหญ่ ณุช โทร.บอกพ่อกับแม่ตอนที่ได้สถานที่แล้ว แม่ร้องไห้ไปกับณุชด้วย ส่วนพ่อตะโกนผ่านโทรศัพท์มาว่า "เธอเพี้ยนไปแล้วเหรอยัยณุช เธอคิดอะไรอยู่ เอาอีกแล้วนะ" เพราะเราค่อนข้างเป็นคนประหลาด สิ่งที่ณุชคิดอยู่ตลอดเวลาคือ "สุดท้ายแล้วไม่มีอะไรหรอกที่ทำแล้วตาย" เพราะเราไม่เคยเอาตัวเองไปวางไว้ในจุดที่เสี่ยง เราเองก็เป็นคนที่สู้พอตัว แล้วก็อยากทำทุกอย่างให้ได้

เรื่องราวต่างๆ เหล่านั้นมันเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2005 หลังจากนั้นชีวิตก็ดำเนินผ่านกาลเวลาไป ผ่านงาน ผ่านเรื่องราวต่างๆที่มากมายซับซ้อนยิ่งขึ้น แต่สิ่งที่เราไม่เคยลืมเลยว่านั่นคือจุดเริ่มต้นของเรา ไม่เคยลืมคนที่มีบุญคุณกับเรา ยกตัวอย่างเจอร์มี่ ไม่ว่าจะพบกันกี่ครั้งเค้าก็จะต้องพูดถึงเรื่องเดิมคือ เด็กผู้หญิงคนนั้นเสมอ แต่ก่อนเวลาพูดถึงเจอร์มี่แล้วน้ำตาจะไหล เพราะถ้าวันนั้นเค้าคิดค่าสถานที่ณุชต้องจ่ายไม่ต่ำกว่า 5,000 เหรียญ

หลังจากนั้นก็มีสิ่งดีๆตามมาอีก แต่ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมาก เหมือนเป็นเด็กแล้วจู่ๆ ก็ต้องทำสิ่งนี้ และกลายเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาโดยฉับพลัน เช่น ต้องให้สัมภาษณ์สื่อเป็น รู้จักที่จะต้องตอบคำถาม ที่โน่นจะมีหนังสือเกี่ยวกับแฟชั่น WWD ซึ่งณุชเฝ้าคอยมากว่าเมื่อไหร่จะลงข่าวของเรา ณุชทำแฟชั่นวันพฤหัส พอวันศุกร์ก็ไปดูที่แผงหนังสือ ยังไม่มีข่าวของเรา เทียวไปดูทั้ง 7 วัน ก็ยังไม่มีเราอยู่ดี จนถอดใจแล้วจะร้องไห้อีก แต่แม่เป็นคนปลอบใจว่าเป็นเรื่องธรรมดา

ปรากฏว่าเวลาผ่านไป 1 อาทิตย์ลง Talk of The Town เขียนถึงแบรนด์ของเรากับ ราฟ รอเลนท์ อยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์เดียวกัน เพื่อนเป็นคน โทร.มาบอก ณุชไปเหมาหนังสือมาหมดแผงเลย ซีซั่นที่ 2 ก็ทำอีกแล้วก็ได้ลงหนังสืออีก หลังจากนั้นดาราฮอลลีวู้ดก็มาใส่เสื้อผ้าของเรา คนแรกที่ใส่คือ คริสตีน่า ริชชี่ ที่แสดงเรื่องอาดัม
แฟมิลี่ หลังจากนั้นก็ตามมาเรื่อยๆ ดีใจทุกครั้งนะคะ แต่ไม่ใช่แบบกิ้งก่าได้ทอง

เวลาออกแบบเสื้อผ้าจะนึกถึงอะไร

เริ่มต้นที่ฐานของแบรนด์นั้นอยู่นิวยอร์ก เสื้อผ้าที่เราออกแบบจะต้องน่าสนใจสำหรับแม็กกาซีน แต่คนที่จะชี้เป็นชี้ตายแต่ละแบรนด์คือบรรณาธิการแม็กกาซีนทั้งนั้นเลย

เพราะฉะนั้นเมื่อฐานของแบรนด์ยังอยู่ที่นิวยอร์กเสื้อผ้าต้องมีที่มาที่ไป เช่น ซีซั่นแรก ได้แรงบันดาลใจมาจากงานสถาปัตยกรรมของเมืองไทย ไหล่ของเสื้อผ้าก็จะยกสูงคล้ายช่อฟ้า เสื้อผ้าจึงค่อนข้างมีคอนสตรัคชั่นหน่อย แต่ก็มีความเป็นผู้หญิง มีความหวาน อกคืออก เอวคือเอว

แต่พอเวลาผ่านไปณุชจะไม่มีเวลาให้แม็กกาซีนมาชี้เป็นชี้ตาย โดยการตัดสินใจเข้าแอล.เอ. เปลี่ยนฐานไปอยู่ที่นั่น เป้าหมายเปลี่ยนไปที่ดาราฮอลลีวู้ดแทน ซึ่งคราวนี้ก็กลายเป็นว่าอิมแพ็คมันเยอะกว่าในมุมของคนที่ทำเสื้อผ้า เพราะสามารถเข้าถึงได้ง่ายกว่าเนื่องจากมีคนสวมใส่ แล้วคนเหล่านั้นคือนักแสดงผู้มีชื่อเสียงของฮอลลีวู้ด

เพราะเวลาที่เราเห็นเสื้อผ้าที่นางแบบสวม 90 เปอร์เซ็นต์ เราจะคิดว่าเราใส่ไม่ได้ แต่ถ้าเราไปเห็นเสื้อผ้าเหล่านั้นบนดาราหรือคนธรรมดา เราจะรู้ได้ทันทีว่าชอบหรือไม่ชอบ และจะซื้อหรือไม่ซื้อ นี่คือข้อใหญ่ใจความว่าทำไมณุชถึงต้องไปแอล.เอ. เพราะณุชต้องการขายเสื้อผ้าให้คนทั่วไปสวมใส่ได้ เรามองสิ่งที่สวย ชอบ แต่ใส่ไม่ได้ กับ ฉันเห็น แล้วฉันอยากได้ ใส่แล้วต้องสวย

เพราะจริงๆ แล้วณุชไม่ได้อยู่ในโลกของแฟชั่นซึ่งคนจะมองแบบฉาบฉวย แต่ณุชไม่เคยมองอย่างนั้น ณุชจึงพยายามบอกทุกคนว่าอย่ามองว่าเป็นเรื่องฉาบฉวยตามคนอื่น เพราะสามารถทำให้คนรวยได้ ทำให้คนจนได้ ยกตัวอย่างเช่น บริษัทซาร่าซึ่งเป็นบริษัทเสื้อผ้าที่มีพละกำลังมากที่สุดของโลก สุดท้ายมันคือธุรกิจอย่างหนึ่ง ณุชจึงไม่ใช่ดีไซเนอร์ซึ่งจะต้องลุกขึ้นมาแต่งตัวสวยๆ อยู่ตลอดเวลา

นอกจากเรื่องแฟชั่นแล้วณุชยังทำอย่างอื่นอีกด้วยหรือไม่

ทำค่ะ เพราะโดยฐานนิสัยของณุชชอบที่จะเจอคนใหม่ๆ ชอบพลังงานใหม่ๆ พร้อมที่จะล้างบางระบบต่างๆ ทุกๆ 5 ปี หรือเปลี่ยนทีมงานใหม่ ณุชพร้อมที่จะทำแบบนั้นได้ เพราะเชื่อว่าเวลาที่เราทำงานกับคนใหม่ๆ พลังงานมันจะใหม่ขึ้น ลองสังเกตดูว่าคนที่ทำงานซ้ำเดิมอยู่ 5 ปี 10 ปี มักจะเบื่อ เพราะเขาเองก็ไม่มีใจแล้ว ต่อให้เลื่อนขั้นเลื่อนเงินเดือนให้แต่ตราบใดที่ใจเค้าไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้วก็ป่วยการ ของณุชเองเปลี่ยนทีมงานมาทั้งหมด 3 ครั้งแล้ว โดยส่วนตัวแล้วเชื่อว่าทุกอย่างต้อง Change เพื่อเปิดรับพลังงานใหม่ๆ ได้รู้จัก ได้เรียนรู้ ได้สัมผัส โดยไม่เกี่ยงว่าตัวเองมีประสบการณ์หรือไม่ เพราะยิ่งเราไม่มีประสบการณ์เราจะยิ่งสนุก ยกตัวอย่างเช่น ณุชมาทำเรื่องเฟนดิเฟอร์นิเจอร์ ทำให้เราได้เจอกับคนใหม่ขึ้นมาอีก ซึ่งเค้าพูดในสิ่งที่เราฟังไม่รู้เรื่อง แต่เพราะยังอยู่ในฐานที่ต้องใช้แฟชั่นหรืองานศิลปะอยู่ อะไรที่รู้สึกว่าสนุกและสะใจณุชจะเข้าไปทำ เมื่อ 5 เดือนที่แล้วเราต้องเข้าไปคุยกับผู้อาวุโสทั้งหลายที่อายุมากกว่าเราเป็น 20 ปี คุยกันถึงเรื่องเฟอร์นิเจอร์ถามว่าใครบ้างไม่รู้สึกสนุก รู้สึกได้เลยว่าโลกทัศน์ของเราช่างแคบเสียเหลือเกิน เมื่อเทียบกับวิชั่นของคนเหล่านี้ เหมือนตอนที่เข้าไปทำงานกับจัสปาล ซึ่งเราทำงานกันเป็นแฟมิลี่ แล้วเค้าก็ให้เกียรติณุชมาก

ณุชเป็นคนไม่ชอบอยู่เฉย เพราะเมื่อไหร่ที่ว่างจะรู้สึกเครียดขึ้นมาทันที เมื่อวานเพิ่งโดนผู้ใหญ่เตือนว่าไฮเปอร์มากไปหรือเปล่า เพลาๆลงบ้างนะ หาเวลาพักผ่อนบ้าง

แล้วกิจกรรมยามพักผ่อนณุชทำอะไรคะ

ไปดำน้ำ ไปท่องเที่ยว ก่อนที่จะสนุกกับการพบปะผู้คนมากมาย ณุชจะโฟกัสอยู่แต่กับเรื่องงานเสื้อผ้าซึ่งขายเฉพาะช่วงที่ตรงกับซีซั่น เพราะฉะนั้นในแต่ละปีณุชจะมีเวลาว่าง 3-5 เดือน ณุชก็จะไปฝังตัวอยู่ตามเมืองแฟชั่นต่างๆ เช่น อิตาลี ออสเตรียค่ะ ฯลฯ

และทั้งหมดนี้คือตัวตนที่แท้จริงของ ณุช เนาวเขตต์ ดีไซเนอร์ที่มีแนวทางในการใช้ชีวิตในแบบฉบับของตนเองอย่างแท้จริง