มิชชันนารี หมอชี้ค (๒)

นักพัฒนา พ่อค้าไม้ หรือคนบาปแห่งล้านนา?
กรุมรดกล้านนา

แม้ในด้านชีวิตส่วนตัวจะเหลวแหลก แต่ในด้านธุรกิจ หมอชี้คถือว่าเป็นคนมีฝีมือคนหนึ่ง เขาเป็นผู้สร้างสะพานไม้สักข้ามแม่น้ำปิงเชื่อมชุมชนวัดเกตุกับตลาดวโรรสเป็นแห่งแรกของเชียงใหม่ ในปี ๒๔๒๕

ส่วนในเรื่องการทำธุรกิจ เขาสั่งเครื่องจักรกลจากอเมริกามาตั้งโรงเลื่อยที่เชียงใหม่ แต่ดำเนินกิจการไปได้ไม่นานนักก็ถูกเบี้ยวสัญญา และถูกโกงไป ๓ ราย ช่วงนั้นเป็นระยะเวลาเดียวกับที่เขาได้ทำสัญญาสร้างหอเย็น ๓ ชั้น และสร้างสะพานไม้สักข้ามแม่น้ำปิงแห่งแรกของเมืองเชียงใหม่ ซึ่งจำเป็นต้องจ่ายเงินสดก้อนใหญ่ล้วนๆ เพราะได้สั่งเครื่องมือจักรกลและวิศวกรมาจากอเมริกา งานที่รับมาแล้วเสร็จก่อนสิ้นปี ๒๔๓๓

แต่เสร็จงานแล้วแทนที่จะมีความดีความชอบ บรรดาเจ้าในนครเชียงใหม่เกิดความหวาดระแวง เนื่องจากหมอชี้คมีสภาพเป็นเอเย่นต์ไม้ของรัฐบาลสยาม จึงหาเหตุปฏิเสธไม่ยอมจ่ายค่าสร้างสะพาน มีการไม่ยอมรับงาน อ้างว่าสะพานยาว ๒๐๐ หลา ดูบอบบางไม่แข็งแรง หมอชี้คจึงต้องท้าพิสูจน์ด้วยการนำขบวนผู้คนและช้างอีก ๓ เชือก เดินข้ามสะพานไปโดยปลอดภัย

อีกเรื่องหนึ่งเมื่อหมอชี้คสั่งเรือกลไฟลำใหม่ชื่อ "แม่ปิง" เข้ามาเพื่อลากเรือพ่วงบรรทุกสินค้าระหว่างปากน้ำโพถึงอำเภอระแหง จังหวัดตาก เรือเกิดล่มลง บริษัทบอร์เนียวให้เงินช่วยอย่างเสียไม่ได้ นอกจากนั้นหมอชี้คยังต้องหาเงินไปซ่อมโดยลากจูงไปกรุงเทพฯ เสียค่าซ่อมไป ๒,๗๐๐ บาท เปล่าๆปลี้ๆ ซ้ำบริษัทบอร์เนียวยังฟ้องเรียกค่าเสียหายในการกู้เรืออีกห้าร้อยกว่าบาท

ความสับสน ความผิดพลาด มีเหตุที่จะต้องเสีย ผสมกับอาการเจ็บไข้ได้ป่วยทำให้เขาปิดบัญชีล่าช้าไป ๙๐ วัน ตัวเลขผลกำไรก็ตกต่ำเสียจนส่วนที่เขามีสิทธิได้รับแค่เพียงพอสำหรับจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ที่ยังค้างในบริษัทบอร์เนียวอยู่ ความจริงเขายังมีซุงไม้สักในป่าสัมปทานอีกหลายพันหลายหมื่นต้น รอคอยการปล่อยลงสู่กระแสน้ำใหญ่ แต่ปีนั้นเกิดความแห้งแล้ง แล้งเสียจนไม่อาจล่องซุงลงมาแปรสภาพเป็นเงินสดได้ หมอชี้คจึงตกอยู่ในสถานการณ์ย่ำแย่ถึงขีดสุด!

ปีถัดมา หมอชี้คไม่สามารถชำระดอกเบี้ยเงินกู้ที่เคยยืม ผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบดูแลกิจการป่าไม้เริ่มร้อนอกร้อนใจ แต่ในแวดวงของหมอชี้คเองทำเป็นเหมือนไม่เห็น ในเมื่อหมอชี้คใช้ชีวิตฟุ่มเฟือยราวกับราชา และแล้วเรื่องก็มาซ้ำรอยเดิมที่ครั้งหนึ่งเขาเคยมีปัญหากับเลคกี้ บริษัทบอร์เนียวแยกตัวจนต้องแยกตัวออกมา

รัฐบาลสยามส่งใบทวงหนี้ คาดคั้นให้ชำระหนี้ ยื่นคำขาดให้หมอชี้คชำระเงินคืนทั้งหมดโดยเร็วที่สุด!

หมอชี้คพยายามชักมูลเหตุต่างๆมาอธิบาย เขายืนยันว่าได้ลงทุนทำไม้สักไปแล้วถึงหนึ่งแสนบาท จึงใคร่ขอยืดเวลาการชำระหนี้ออกไปอีก แต่ได้รับคำตอบปฏิเสธจนกว่าจะมีหลักประกันอื่นๆที่เชื่อถือได้

หมอชี้คเจอทางตัน เขาแก้ปัญหาด้วยการแอบเสนอขายไม้สักซุง ๙,๐๐๐ ท่อนให้แก่ หลุยส์ ตี เลียวโนเวนส์ เพื่อนคู่ซี้ และเจรจากับบริษัทบอมเบย์ เบอร์มาในเชียงใหม่ให้ช่วยชำระดอกเบี้ยสองงวดที่ติดค้างอยู่ แลกกับการที่หมอชี้คจะขายซุงไม้สัก ๒,๐๐๐ ท่อนในราคาพิเศษภายในเวลา ๒ ปี

ข้อเสนอของหมอชี้คต้องกับความประสงค์ของบอมเบย์ เบอร์มาซึ่งเพิ่งเข้าเริ่มกิจการในเชียงใหม่ ซึ่งจุดประสงค์ที่แท้จริงของบอมเบย์ เบอร์มาก็คือตอ้งการเป็นหนึ่งเดียวในอาณาจักรล้านนาให้จงได้ แต่โชคไม่ดีที่รัฐบาลสยามรู้เท่าทันจึงไม่ยินยอมให้มีการโอนสิทธิซื้อขายเช่นนี้ ด้วยเกรงว่าอิทธิพลของอังกฤษจะแผ่ขยายเข้ามาเหมือนกับที่ทำกับพม่ามาแล้ว

ในเวลานั้นหมอชี้คผู้ซึ่งกำลังมืดแปดด้าน มีที่พึ่งเพียงคนเดียวคือเพื่อนซี้ หลุยส์ ตี เลียวโนเวนส์ เขาสั่งให้มีการลำเลียงซุงไม้สัก ๒,๐๐๐ ท่อน ไปให้แก่บริษัทบอร์เนียวที่กรุงเทพฯจัดจำหน่าย โดยมีข้อตกลงกันว่าจากจำนวนเงินสี่แสนกว่าบาทที่คาดว่าจะได้รับ ทางบอร์เนียวจะหักเอาไว้เป็นค่าคอมมิชชั่นและค่าขนส่ง ๒.๕ เปอร์เซ็นต์

แต่ยังไม่ทันดำเนินการ รัฐบาลสยามก็ตามมายับยั้งเอาไว้ได้ทัน เพราะเห็นว่าเป็นสิทธิที่รัฐบาลจะจัดการเอง ถือเป็นการอายัดทรัพย์เพราะมีหนี้สินผูกพันกันอยู่

หมอชี้คต้องต่อลมหายใจเฮือกสุดท้ายโดยการขอความช่วยเหลือจาก สาธุคุณอีตัน ผู้เป็นน้องเขย ซึ่งเพิ่งได้รับแต่งตั้งเป็นรองกงสุลอเมริกันประจำกรุงเทพฯ แต่รัฐบาลสยามก็ส่งข้าหลวงใหญ่ซึ่งมีอำนาจเต็มขึ้นไปตรวจสอบหาหลักฐานถึงเชียงใหม่ เป็นเรื่องสุดวิสัยถ้ากงสุลจะไม่รู้เรื่องและความจริง

รัฐบาลสยามออกประกาศลงวันที่ ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๓๖ ออกประกาศไปทั่วอาณาจักรล้านนา เนื้อหาก็คือให้อายัดไม้และอุปกรณ์ทำไม้รวมทั้งช้างงานทั้งหมดที่อยู่ในอาณัติของหมอชี้ค เรียกตัวบุคคลทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของหมอชี้คให้มารายงานตัวเพื่อสอบปากคำภายใน ๑๕ วัน

หมอชี้คตัดสินใจจ้างทนายชาวอังกฤษมาเตรียมสำนวนส่งฟ้องรัฐบาลสยาม โดยส่งคำฟ้องโดยตรงถึงรัฐบาลอเมริกันให้ใช้ภาวะทางการทูตบีบบังคับให้รัฐบาลสยามจ่ายค่าเสียหายเป็นจำนวนเงินมากกว่าที่เขาเป็นหนี้ค้างกับรัฐบาลสยามเสียอีก เงินนั้นมีจำนวน ๑๐๐,๔๕๖ ปอนด์ โดยที่เขาเป็นหนี้รัฐบาลไทยอยู่ ๗๖,๖๓๙ ปอนด์ แต่รัฐบาลไทยใช้อำนาจเข้าอายัดทรัพย์เขาด้วยการยึดไม้ซุงและอุปกรณ์ต่างๆ ทำให้ธุรกิจเสียหายถึง ๑๐๐,๔๕๖ ปอนด์ เพราะฉะนั้นรัฐบาลไทยจะต้องใช้จ่ายค่าเสียหายให้แก่เขาเป็นเงิน ๒๓,๘๑๗ ปอนด์ หรือประมาณ ๑๙๐,๕๓๖ บาท

คดีหมอชี้คเป็นเรื่องใหญ่ก็จริง แต่เพราะเหตุว่าเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ฝรั่งเศสใช้กำลังเข้ายึดฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงใน ร.ศ.๑๑๒ ทางการสยามไม่สามารถแบ่งเวลามาจัดการเรื่องราวของหมอชี้ค จังหวะเดียวกันนี้ หลุยส์ ตี เลียวโนเวนส์ ในฐานะเอเย่นต์ของบริษัทบอร์เนียวก็กำลังแย่งชิงความเป็นหนึ่งเหนือยักษ์ใหญ่บอมเบย์ เบอร์มา

หลังฟ้องร้องกันนาน ๘ ปี คำวินิจฉัย ของอนุญาโตตุลาการ นิโคลัส เจ. เฮนเนน (Sir Nicholas J. Hennen) กงสุลใหญ่และผู้พิพากษาสูงสุดของอังกฤษในเขตแดนจีนและญี่ปุ่น ณ วันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๔๔๑ ต่อคดีนายแพทย์ชี้ค ระหว่างสยามและสหรัฐอเมริกา ตัดสินให้หมอชี้คเป็นฝ่ายชนะคดี ด้วยเหตุผลว่าการที่หมอชี้คเป็นหนี้รัฐบาลไทยแต่ไม่ได้ใช้คืนนั้นไม่เป็นความผิด แต่การที่รัฐบาลไทยไปอายัดทรัพย์ของหมอชี้คนั้นมีผลทำให้ธุรกิจของหมอชี้คต้องพังพินาศ

กงสุลใหญ่อังกฤษตัดสินให้หมอชี้คไม่ต้องใช้เงินแปดแสนบาทที่ยืมมา และบังคับให้รัฐบาลไทยจ่ายค่าเสียหายให้แก่นักบุญชี้คเพิ่มเติมอีกเป็นจำนวน ๗๐๖,๗๒๑ บาท ซึ่งสูงกว่าจำนวน ๑๙๐,๕๓๖ บาทที่นายชี้คฟ้องไว้ถึงสามเท่าครึ่ง แต่ฝ่ายไทยต้องปฏิบัติตามคำพิพากษานี้เพราะไม่อยากมีปัญหากับชาติตะวันตกอีก

แต่หมอชี้คเองก็ไม่ได้อานิสงส์อะไรจากคำตัดสินนี้เลย เพราะ ๓ ปี ก่อนจะถึงวันตัดสินคดี นายแพทย์มาริออน ชี้ค ก็ไม่ได้อยู่ในโลกนี้อีกแล้ว

ในเดือนมิถุนายน ปี ๒๔๓๘ หมอชี้คป่วยหนัก แคลเลทกับหมอโทมัสต้องพาเขาไปส่งที่กรุงเทพฯเพื่อลงเรือกลับสู่บ้านเกิด แต่เรือออกพ้นอ่าวไทยไปไม่เท่าไร หมอชี้คก็ไปเสียชีวิตที่เกาะสีชังเมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๓๘ จบชีวิตอันโลดโผนลงเพียงนั้น

ส่วนผู้ที่ได้รับอานิสงส์จากคำตัดสินคดี ก็คือซาร่าห์ ภรรยาของเขาและลูกๆทั้ง ๙ คน ซึ่งพำนักอยู่ที่สหรัฐอเมริกา

เมื่อผู้สร้างสะพานไม้สักข้ามแม่ปิงเป็นสะพานแรกถึงจุดจบ ฮาเร็มของเขาที่สร้างความอัปยศแก่ฝรั่งมิชชันนารีจนถึงกับห้ามหญิงสาวคริสเตียนเดินผ่านนั้นก็ต้องปิดตัวลง แต่แม้บั้นปลายชีวิตของหมอชี้คจะเละเทะแค่ไหนก็ตาม เขาก็ยังมีเพื่อนฝูง มิตรสหายชาวฝรั่งด้วยกันมากมาย งานศพของเขามีผู้มาร่วมงานมากที่สุดเท่าที่เคยมี โดย ดร.เฮย์เวิร์ด เฮยส์ รับเป็นเจ้าภาพงานศพให้

เกียรติคุณของหมอชี้คที่มีต่อชาวเชียงใหม่ ก็คือเขาได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งโรงเรียนดาราวิทยาลัย เป็นผู้สร้างสะพานไม้ข้ามแม่น้ำปิงแห่งแรกที่เรียกว่า "ขัวกุลา" ผู้คนชาวเชียงใหม่ได้ใช้สะพานไม้สักนี้ต่อมานาน ๓๗ ปี ก่อนที่น้ำเหนือจะบ่าไหลพัดพาเอาท่อนซุงไม้สักลอยมาปะทะสะพานจนผุพังและต้องรื้อถอนไปใน พ.ศ.๒๔๗๕

ไม่ว่าด้านหนึ่งของหมอชี้คจะเป็นอย่างไร แต่หมอชี้คก็คือ "มนุษย์" คนหนึ่งที่มีทั้งมืด และสว่าง ไม่ว่าเขาจะเป็นนักพัฒนา พ่อค้าไม้ หรือ คนบาปแห่งล้านนา?ก็ตาม