สดุดี 100 พระชันษาสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ

19รัตนสังฆราชา แห่งสังฆมณฑลไทย
เรื่องพิเศษ
ช่างภาพ: 

ตอนที่ 5 สมเด็จพระสังฆราชมี รัตนสังฆราชาพระองค์ที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

สมเด็จพระสังฆราชมีทรงประสูติในปลายสมัยอยุธยา ตรงกับรัชสมัยพระเจ้าบรมโกศ ในวันพุธ เดือน 8 ขึ้น 12 ค่ำ ปีมะเมีย จุลศักราช 1112 นับอย่างปัจจุบันคือวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ.2293 นอกจากมีหลักฐานเกี่ยวกับวันเดือนปีเกิดแล้ว แต่ก็นับว่าแปลกที่ภูมิลำเนาอื่นๆ ของพระองค์กลับไม่ปรากฏ มาทราบอีกทีก็เป็นที่รับรู้กันว่า ในครั้งกรุงธนบุรีทรงเป็นพระเปรียญเอกอยู่วัดเลียบ หรือวัดราชบูรณะนั่นเอง

มาในคราวที่กรุงรัตนโกสินทร์ได้สถาปนาขึ้นแล้ว ทรงได้รับโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็นพระราชาคณะในราชทินนามที่ พระวินัยรักขิต เป็นรูปแรก แทนตำแหน่ง พระอุบาลี ที่เป็นตำแหน่งพระราชาคณะสามัญมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ด้วยทรงพระราชดำริว่า ที่พระอุบาลี นั้นพ้องกันกับนามพระอรหันต์ จึงโปรดฯให้เปลี่ยนเสียใหม่เป็น พระวินัยรักขิต

พอถึงปี 2337 ก็ได้รับโปรดเกล้าฯจากรัชกาลที่ 1 ให้เลื่อนขึ้นเป็นรองสมเด็จพระราชาคณะที่ พระพิมลธรรมเป็นคราวเดียวกับที่ทรงสถาปนา สมเด็จพระสังฆราช (ศุข) วัดมหาธาตุ และสมเด็จพระพนรัตน แห่งวัดโพธาราม หรือวัดพระเชตุพน และต่อมาเมื่อถึงรัชกาลที่ 2 เมื่อสมเด็จพระพนรัตน วัดพระเชตุพน ถึงแก่มรณภาพลงในราวต้นรัชกาล พระองค์จึงทรงได้รับโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้เป็นที่ สมเด็จพระพนรัตน (มี) แห่งวัดราชบูรณะ ต่อมาภายหลังตำแหน่งนี้จึงได้ถูกเปลี่ยนมาใช้ เป็น สมเด็จพระวันรัต แทน

เมื่อครั้งที่กรุงรัตนโกสินทร์ได้ส่งคณะสมณทูตไทยไปลังกาเป็นครั้งแรกในปี 2357 หลังจากที่สยามได้ขาดการติดต่อกับลังกาไป เนื่องจากเหตุการณ์เสียบ้านเสียเมือง ในคราวนั้น สมเด็จพระวันรัต (มี) ได้ร่วมกับพระพุทธโฆษาจารย์ จัดเป็นคณะภิกษุสมณทูตไทยที่มีทั้งคณะเหนือและคณะใต้รวมกันเป็น 9 รูป โดยสมเด็จพระวันรัตได้จัดภิกษุจากวัดราชบูรณะ 5 รูป คือ พระอาจารย์ดี พระอาจารย์เทพ พระแก้ว พระคง และพระห่วง ด้านพระพุทธโฆษาจารย์จัดพระภิกษุจากวัดมหาธาตุ 4 รูป คือ พระอาจารย์อยู่ พระปราง พระเซ่ง และพระม่วง ร่วมกับพระภิกษุชาวลังกาอีก 2 รูป ที่เข้ามาบวชในไทยคือ พระรัตนปาละ และพระหิธายะ ร่วมไปกับคณะ รวมกันเป็น 11 รูป

ครั้นถึง เดือน 2 ขึ้น 11 ค่ำ ปีจอ พ.ศ.2357 โปรดฯให้นิมนต์พระสมณทูตเขาไปรับผ้าไตร และเครื่องบริขารต่อพระหัตถ์ พร้อมทั้งโปรดฯให้จัดต้นไม้เงินต้นไม้ทอง 16 สำรับ เทียนใหญ่ธูปใหญ่ 300 คู่ เป็นของทรงพระอุทิศ ส่งไปบูชาพระทันตธาตุ และพระเจดียสถาน อันเป็นสักการสถานสำคัญในศรีลังกาที่มีอยู่ด้วยกัน 16 แห่ง คือ 1. พระมหิยังคณมหาเจดีย์ ที่เมืองมหิยังคณะ 2. นาคทีปังคณเจดีย์ 3. กัลยาณีเจดีย์ 4. พระพุทธบาทเขาสุมนกูฏ 5. ทิวาคูหังคณเจดีย์ 6. ทิมวาปิงคเจดีย์ 7. มุติยังคณเจดีย์ 8. ติสสมหาวิหาร 9. พระมหาโพธิ 10. มริจิวฏิยเจดีย์ 11. ถูปาราม 12. อภัยคิริยวิหาร 13. เชตวันมหาวิหาร 14. เสลเจดีย์ 15. กาจรคามกคณเจดีย์ 16. พระธาตุพระเขี้ยวแก้ว เมืองแคนดี้

คราวเดียวกันนี้โปรดฯให้จัดเครื่องสมณบริขาร 3 สำรับ คือ บาตร ฝา และเชิงบาตร ประดับด้วยมุก ถลกบาตรสักหลาดแดง ไตรแพรปักสี ย่ามหักทองขวาง สำหรับพระราชทานพระสังฆนายก พระอนุนายก และพระเถระซึ่งรักษาพระทันตธาตุ ณ เมืองสิงขัณฑศิริวัฒนบุรี หรือเมืองแคนดี อีกทั้งมีสมณสาสน์ของสมเด็จพระสังฆราช (ศุข) ไปถึงสังฆนายกฉบับหนึ่ง โดยโปรดฯให้หมื่นไกร กรมการเมืองนครศรีธรรมราช เป็นไวยาวัจกรสมณทูต คุมต้นไม้เงินทองสิ่งของพระราชทานไปด้วย

หลังจากเตรียมการพร้อมเสร็จสรรพ คณะสมณทูตอันประกอบด้วย พระสงฆ์ไทย 9 รูป พระสงฆ์ลังกา 2 รูป กัปตันพร้อมลูกเรือ จำนวน 45 ชีวิต ก็เริ่มต้นภารกิจการเดินทางครั้งสำคัญ มุ่งหน้าสู่ลังกาทวีปพร้อมกับอัญเชิญสมณสาสน์ของสมเด็จพระสังฆราช นำไปถวายแด่พระสังฆนายกลังกา

ใน พ.ศ.2359 เมื่อสมเด็จพระสังฆราช (ศุข) ถึงแก่กาลมรณภาพลง พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยจึงโปรดฯให้แต่งตั้งสมเด็จพระวันรัต (มี) วัดราชบูรณะ ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อวันพฤหัสบดี แรม 7 ค่ำ เดือน 9 ปีชวด พุทธศักราช 2359 ในราชทินนามที่ สมเด็จพระอริยวงษญาณ นับเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์แรกที่โปรดฯให้มีการแต่งตั้งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 2 ซึ่งภายหลังต่อมา ราชทินนามนี้ได้ถูกใช้ในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชมาทุกพระองค์ จนถึงสมัยรัชกาลที่ 4 พระมหากษัตริย์ผู้ทรงมีพระอัจฉริยภาพรอบด้าน โดยเฉพาะด้านภาษา และพระทรงผนวชอยู่นานถึง 27 ปี โปรดฯให้ใช้ราชทินนามใหม่เป็น สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ นับแต่นั้นมา

นอกจากนี้ยังเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์แรกที่ทำให้เกิดการริเริ่มธรรมเนียมแห่งสมเด็จพระสังฆราช จากพระอารามเดิมมาสถิต ณ วัดมหาธาตุ โดยภายหลังการแต่งตั้งแล้ว โปรดฯให้มีพิธีแห่สมเด็จพระสังฆราชจากวัดราชบูรณะ มายังวัดมหาธาตุ และนับจากนั้นเมื่อมีการโปรดฯแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชครั้งใด ก็จะมีพิธีแห่มาสถิตยังวัดมหาธาตุทุกคราวไปจนถึงสมัยรัชกาลที่ 3 จึงได้โปรดฯให้สมเด็จพระสังฆราชประทับอยู่ ณ พระอารามเดิมได้

เกี่ยวกับพิธีแห่สมเด็จพระสังฆราชนี้มีอยู่ในหนังสือ ประวัติวัดมหาธาตุ ที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงเขียนอธิบายไว้ว่า "ในรัชกาลที่ 2 ต้องทรงตั้งสมเด็จพระสังฆราชถึง 3 พระองค์ ตั้งแต่สมเด็จพระสังฆราช (มี) เป็นต้นมา ล้วนอยู่พระอารามอื่นก่อน แล้วจึงมาสถิตวัดมหาธาตุทั้งนั้น เมื่อจะเป็นสมเด็จพระสังฆราช บางพระองค์แห่มาสถิตวัดมหาธาตุก่อนแล้ว จึงรับพระสุพรรณบัฏ บางพระองค์รับพระสุพรรณบัฏก่อนแล้วจึงแห่มาสถิตวัดมหาธาตุ คงจะเกี่ยวด้วยฤกษ์ทรงสถาปนา ถ้าฤกษ์อยู่ในเวลาพระศพสมเด็จพระสังฆราชองค์ก่อนยังอยู่ที่ตำหนัก ก็รับพระสุพรรณบัฏ ก่อนพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ก่อน แล้วจึงแห่สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ใหม่มาสถิตวัดมหาธาตุ ถ้าฤกษ์สถาปนาเป็นเวลาพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ก่อนแล้ว ก็แห่มาสถิตวัดมหาธาตุก่อน แล้วจึงรับพระสุพรรณบัฏ คราวทรงตั้งสมเด็จพระสังฆราช (มี) นี้ เห็นได้ชัดโดยวันในจดหมายเหตุว่า เมื่อทรงตั้งนั้น สมเด็จพระสังฆราช (ศุข) สิ้นพระชนม์ยังไม่ถึง 3 เดือน คงยังไม่ได้พระราชทานเพลิงศพฯ"

อย่างไรก็ตามในกระบวนแห่สมเด็จพระสังฆราชจากพระอารามเดิมมายังพระอารามใหม่นั้นมีรายละเอียดอย่างไร ก็ยังไม่พบจดหมายเหตุที่บันทึกไว้ ทราบเพียงว่า วันที่แห่สมเด็จพระสังฆราช (มี) จากวัดราชบูรณะไปสถิต ณ วัดมหาธาตุ ตรงกับวันจันทร์เดือน 4 ขึ้น 9 ค่ำ ปีชวด พุทธศักราช 2359 แต่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพก็ทรงสันนิษฐานว่า น่าจะใกล้เคียงกับกระบวนแห่พระสุพรรณบัฏ และตราพระมหามณฑป หรือตราประจำพระองค์ของสมเด็จพระสังฆราช ไปส่งยังพระอาราม ที่มีหลักฐานบันทึกไว้ดังนี้

"ในวันทรงตั้งสมเด็จพระสังฆราชนั้น ตอนบ่ายแห่พระสุพรรณบัฏ แลตราพระมหามณฑปไปส่งยังพระอาราม มีกระบวนเกณฑ์แห่สวมเสื้อกางเกงหมวกตามอย่างกระบวน ถือธงมังกรไปข้างหน้า 40 แล้ว ถึงคู่แห่นุ่งถมปักลาย สวมเสื้อครุยและลอมพอกขาวถือดอกบัวสด 40 แล้ว ถึงกลองชนะ 20 จ่าปี่ 1 จ่ากลอง 1 แตรฝรั่ง 4 แตรงอน 8 สังข์ 2 รวม 32 คน สวมเสื้อ หมวกแดง แล้วถึงเครื่องสูง บังแซก รวม 18 คน นุ่งกางเกงยก เสื้อมัสรู่เกี้ยวผ้าลาย แล้วถึงราชยานกงรับพระสุพรรณบัฏร แลตราพระมหามณฑป มีขุนหมื่นอาลักษณ์นุ่งถมปักลายสวมเสื้อครุยลอมพอก นั่งประคองคนหนึ่ง กระบวนหลังมีเครื่องสูง แล้วถึงเกณฑ์แห่ มีคู่แห่ 20 แลคนถือธง 20 เปนหมดกระบวน

ในค่ำวันนั้นมีจุดดอกไม้เพลิง ดอกไม้พุ่ม 7 ชั้น 20 พุ่ม ระทาสูง 4 ศอก 10 ระทา พะเนียง 30 บอก จุดที่นอกพระระเบียงข้างหน้าวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

แต่กระบวนแห่สมเด็จพระสังฆราชมาสถิตพระอาราม คงมีเสลี่ยงกง เชิญพระพุทธรูป พระธรรม และพระสุพรรณบัตร ทราบแต่ว่าสมเด็จพระสังฆราช ทรงวอช่อฟ้า..."

เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช (มี) ทรงประทับอยู่ที่ ณ พระตำหนัก วัดมหาธาตุมาด้วยดี จนกระทั่งมาในปลายปีนั้นเอง ได้เกิดเหตุการณ์ต้องอธิกรณ์ครั้งใหญ่ในกรุงรัตนโกสินทร์ ดังในพระราชพงศาวดารรัชกาลที่ 2 ได้บันทึกไว้ว่า "ในเดือน 12 ปีชวด อัฐศกนั้น มีโจทย์ฟ้องว่า พระพุทธโฆษาจารย์ (บุญศรี) วัดมหาธาตุรูป 1 พระญาณสมโพธิ (เค็ม) วัดนาคกลางรูป 1 พระมงคลเทพมุนี(จีน) วัดหน้าพระเมรุกรุงเก่ารูปหนึ่ง ทั้ง 3 รูปนี้ประพฤติผิดพระวินัยบัญญัติข้อสำคัญ ต้องเมถุนปาราชิกมาช้านานจนถึงมีบุตรหลายคน โปรดฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นรักษ์รณเรศ กับพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (ต่อมาทรงขึ้นครองราชย์เป็นรัชกาลที่ 3) ทรงพิจารณาได้ความเป็นสัตย์สมดังฟ้อง จึงมีรับสั่งเอาตัวผู้ผิดไปจำไว้ ณ คุก"

เป็นคดีเกรียวกราวสนั่นเมืองที่แทบไม่ต่างจากคดีสมีต้องปาราชิกในยุคนี้นัก เรียกว่ามีมาแทบทุกยุคสมัยก็ว่าได้ เพียงแต่พุทธศาสนิกชนต้องตั้งสติแยกแยะให้ดี การทุ่มเทความศรัทธาให้กับตัวบุคคลมากๆ เมื่อเกิดเหตุร้ายขึ้น ก็ผิดหวังจนแทบสูญสิ้นศรัทธากันไปเลย ฉะนั้นต้องแยกแยะให้ได้ระหว่างตัวบุคคลกับสถาบันพระศาสนา เกิดเหตุหมองมัวเนื่องจากตัวบุคคล แต่พระธรรมคำสอนอันเป็นหัวใจหลักแห่งพระศาสนาของพระศาสดานั้นบริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง

เหตุการณ์ครั้งนี้นำความสลดพระทัยมาสู่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเป็นอย่างยิ่ง ด้วยทรงโปรดปรานและไว้วางพระทัยในพระพุทธโฆษาจารย์ (บุญศรี) ยิ่งนัก ว่ากันว่ามีโอกาสจะได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นที่สมเด็จพระวันรัต อันเสมือนว่าที่สมเด็จพระสังฆราชเสียด้วย แต่เมื่อมาต้องอธิกรณ์ลงเสียแล้ว มิหนำซ้ำยังมีอีก 2 คดี ของพระเถระผู้ใหญ่อีก 2 รูปอีกเล่า ก็ทำให้ทรงโทมนัสในพระทัยเป็นที่ยิ่ง

ต่อมามีการสืบสวนหาความจนได้ความเป็นสัตย์ จำเลยยอมรับสารภาพ ภิกษุอลัชชีทั้ง 3 จึงถูกถอดออกจากสมณศักดิ์ ถูกจับสึก ถูกโบยตี แล้วนำตัวไปเข้าคุก และภายหลังจากมีการชำระความและลงพระอาญาไปแล้ว จึงโปรดฯให้มีการดูแลจัดระเบียบคณะสงฆ์กันใหม่ โปรดฯให้สมเด็จพระสังฆราช (มี) และสมเด็จพระพนรัตน(อาจ) วัดสระเกศ แต่งหนังสือโอวาทานุสาสนี แสดงข้อวัตรปฏิบัติอันควรแก่สมณะ แจกจ่ายกันไปทั่วทั้งมณฑลให้พระอุปัชฌาย์และพระเถราจารย์ทั้งหลายเอาใจใส่อบรมภิกษุสามเณรให้อยู่ในบริสุทธิ์ศีลเป็นอย่างดี และปฏิบัติให้ถูกต้อง (อย่างไรก็ตามหลังเหตุการณ์นี้ผ่านไปราว 3 ปี ก็มาเกิดเรื่องเศร้าสลดใจอย่างยิ่ง เมื่อมีเหตุในทำนองเดียวกันขึ้นอีก เพียงแต่ว่าหนนี้เกิดเหตุกับภิกษุผู้แต่ง โอวาทานุสาสนี ขึ้นเสียเอง ด้วย สมเด็จพระพนรัตน (อาจ) วัดสระเกศ ต้องอธิกรณ์ในข้อหา ประพฤติต่อศิษย์ผิดสมณสารูป จึงถูกถอดออกจากสมณศักดิ์ และไล่ออกจากวัดมหาธาตุให้ไปอยู่วัดไทรทอง ซึ่งก็คือบริเวณที่สร้างวัดเบญจมบพิตรในปัจจุบัน)

มาในปี 2360 ด้วยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยมีพระราชปุจฉากับสมเด็จพระสังฆราช (มี) ว่า "จะบำเพ็ญกุศลอันใด ให้ได้ผลบุญอันยิ่งใหญ่ มากกว่า การรักษาศีล ภาวนา บริจาคทาน ที่ได้ทำอยู่แล้วเป็นประจำตลอดมา ?" ทรงตั้งพระทัยที่จะทรงบำเพ็ญพระราชกุศลให้ยิ่งไปกว่าที่ทรงบริจาคทานและรักษาศีลภาวนาดังที่ได้ทรงบำเพ็ญมาเป็นประจำ สมเด็จพระสังฆราชมี (มี) จึงได้ถวายพระพร ให้ทรงกระทำการสักการบูชาพระรัตนตรัยในวันวิสาขบูชา อันตรงกับวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของสมเด็จพระบรมศาสดา พระสัมมาสัมพุทธเจ้า "อันเป็นพิธีบูชาสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่อดีตพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์ก่อนๆ ได้ทรงกระทำมา แต่มาเลิกราไปเสีย หากสมเด็จพระบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้าจะทรงฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ ก็จะทรงได้รับผลานิสงส์มาก ขอถวายพระพร"

ดังนั้น จึงเกิดมีพิธีวิสาขบูชาขึ้นเป็นครั้งแรกของกรุงรัตนโกสินทร์ในปีนั้น และยังมีการประกอบพิธีบูชาพระรัตนตรัยเนื่องในโอกาสวันวิสาขบูชาสืบต่อมาทุกปีจนถึงทุกวันนี้ นับว่าเป็นการริเริ่มขึ้นโดยสมเด็จพระสังฆราช (มี) พระองค์นี้นั่นเอง

ในปีเดียวกันนี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ซึ่งขณะนั้นดำรงพระอิสริยยศเป็น สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามงกุฎสมมติเทววงศ์ ทรงพระผนวชเป็นสามเณร ณ พระอุโบสถวัดพระแก้ว โดยมีสมเด็จพระสังฆราช (มี) เป็นพระราชอุปัธยาจารย์ หลังทรงพระผนวชแล้วเสด็จฯไปประทับ ณ วัดมหาธาตุ เป็นเวลา 1 พรรษา จึงทรงลาผนวช

กลับมาติดตามเรื่องราวของคณะพระสมณทูตบ้าง หลังจากคณะสมณทูตออกเดินทางเสี่ยงภัยไปนานนับเป็นแรมปี จนกระทั่งสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ก่อนสิ้นพระชนม์ไปแล้ว เข้าสู่วาระที่สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ใหม่คือสมเด็จพระสังฆราช (มี) ทรงบริหารปกครองสังฆมณฑล ในเวลาต่อมา แต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววการเดินทางคืนสู่กรุงรัตนโกสินทร์ของคณะพระสมณทูตแต่อย่างใด

ภารกิจในการเดินทางเพื่อศาสนสัมพันธ์ยังลังกาทวีปแต่ละครั้งนั้น นับเป็นความยากลำบากแสนสาหัส ดังเช่นคณะพระสมณทูตในสมัยอยุธยา ที่บางคณะก็เอาชีวิตไม่รอดทั้งคณะ เนื่องจากเรือถูกพายุพัดจมลงกลางทะเล บ้างก็ต้องอาพาธจนมรณภาพลงระหว่างการเดินทางอันลำบากลำบนและแสนยาวนาน หรือบ้างที่รอดชีวิตจากการเดินทาง แต่ระหว่างอยู่ปฏิบัติศาสนกิจ ก็ถึงแก่กาลมรณภาพลงที่ลังกาทวีปก็มี ดังนี้แล้วการเดินทางไปในฐานะพระสมณทูตจึงมิใช่เรื่องง่าย แต่เต็มไปด้วยความลำบากนานัปการและความไม่แน่นอนโอกาสที่จะได้หวนคืนสู่มาตุภูมิอีกครั้งนับได้ว่าริบหรี่ทีเดียว

สำหรับการเดินทางไปยังลังกาทวีปครั้งแรกของคณะสมณทูตไทยแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ในพระราชพงศาวดารได้บรรยายเหตุการณ์ หลังการออกเดินทางจากท่าน้ำวัดมหาธาตุซึ่งก็คือบริเวณย่านท่าพระจันทร์ในปัจจุบันไว้ว่า "สมณทูตลงเรือกรมอาสาจามไปจากกรุงเทพฯ เมื่อ ณ วันเดือน 2 ค่ำ ขึ้น 13 ค่ำ ถูกลมว่าวพัดกล้าคลื่นใหญ่ เรือไปชำรุดเกยตื้นที่ปากน้ำเมืองชุมพร พระยาชุมพรจัดเรือส่งไปเมืองไชยา พระยาไชยาจัดเรือส่งต่อไป ถึงเมืองนครศรีธรรมราช เมื่อ ณ เดือน 4 ขึ้น 8 ค่ำ ไม่ทันฤดูลมที่จะใช้ใบไปลังกาทวีปสมณทูตจึงต้องค้างอยู่เมืองนครศรีธรรมราช 11 เดือน" ข่าวคณะพระสมณทูตตกค้างอยู่ที่นครศรีธรรมราชมาถึงเมืองหลวง ภิกษุชาวลังกาที่ยังอยู่ที่กรุงเทพฯอีก3รูป จึงเข้าเฝ้าฯเพื่อขอถวายพระพรลา แล้วตามมาสมทบเพื่อร่วมเดินทางกลับลังกาไปพร้อมกันกับคณะสมณทูต แต่ความประพฤติของพระลังกาที่ร่วมอยู่ในคณะมีความไม่เรียบร้อย พระยานครศรีธรรมราช (น้อย)เห็นว่าหากว่าให้ร่วมคณะไปด้วยกันกับพระไทย เกรงจะทำให้เสื่อมเสียได้ จึงจัดส่งไปยังเกาะหมาก เพื่อให้เดินทางกลับบ้านเมืองตามใจชอบ เหลือพระลังกาไว้เพียงรูปเดียว คือพระศาสนวงศ์ ที่ร่วมคณะมากับพระสงฆ์ไทย แต่ครั้นถึงเดินทางอินเดียพระศาสนวงศ์ก็มาหลบหายไปเสียอีก จึงมีแต่พระสงฆ์ไทยเท่านั้นที่รวมเป็นคณะสมณทูตเดินทางต่อไปยังลังกา

เมื่อเรือถึงเมืองบำบุดบำดัดของอินเดีย สังฆนาเกนได้ช่วยเป็นธุระรับรองคณะสมณทูต แล้วจึงหาจ้างคนที่จะมานำทางไปลังกา คณะพระสงฆ์รออยู่อีกราว 1 เดือน จึงได้บลิม แขกต้นหนที่เคยมาค้าขายที่เมืองฝรั่ง พูดไทยได้นำทางไป ต้นไม้ทองเงินธูปเทียนแลเครื่องบริขารของพระราชทานแขกบลิมก็รับไปด้วย เรียกเป็นเงินค่าจ้าง 180 รูเปีย ออกเดินเท้าจากเมืองบำบุดบำดัด 76 วัน ถึงท่าข้ามไปเกาะลังกา บลิมจ้างเรือไปส่ง 1 วัน ถึงเกาะลังกา เดินจากท่าเรือไปอีก 3 วัน ถึงเมืองอนุราธบุรี พักอยู่ที่เมืองนี้ 3 วัน จากนั้นมีคนนำทางส่งต่อไปเมืองสิงขัณฑศิริวัฒนบุรี เดินไปได้ 16 วัน ถึงคลองวาลุกคงคา ฝ่ายขุนนางเมืองวาลุกคงคาทราบข่าว จัดแต่งคณะออกมาต้อนรับ มีชาวบ้านออกมาทำปะรำดาดผ้าขาวให้พักอยู่ 1 คืน รุ่งขึ้นจึงมีพระเณร ราษฎรชาวลังกาออกมารับคณะสมณทูตไทยแห่เข้าไปในเมืองสิงขัณฑ ให้ไปอยู่วัดบุปผาราม

ทางลังกาให้การต้อนรับคณะสมณทูตไทยเป็นอย่างดี พระสังฆนายก พระอนุนายกชาวสิงหล ได้พาคณะสมณทูตไทย ไปหาเจ้าเมืองอังกฤษ ที่เวลานั้นเพิ่งเข้ายึดครองลังกามาไม่นาน ขอลูกกุญแจจากเจ้าเมืองมาไขเปิดพระทันตธาตุมณเฑียร และเชิญพระทันตธาตุออกมาให้คณะสมณทูตไทยได้สักการะ จากนั้นพาไปนมัสการพระพุทธบาทบนยอดเขาสุมนกูฏ และไปสักการะพระเจดีย์สำคัญทั่วทุกแห่ง

คณะสมณทูตอยู่ในลังกา 12 เดือน จึงลากลับ โดยพระสังฆนายกลังกาได้มอบสมณสาสน์ตอบให้สมณทูตไทยนำกลับมาถวายแด่สมเด็จพระสังฆราชฉบับหนึ่ง มีใจความว่า พระสังฆนายก พระอนุนายกได้ช่วยบำรุงพระสงฆ์ไทยตั้งแต่ไปจนกลับมา มีความผาสุกทุกองค์ และยังได้จัดเจดีย์แก้วผลึกสูง 8 นิ้ว บรรจุพระบรมธาตุ 5 พระองค์ พระพุทธรูปกาไหล่ทองคำหน้าตัก 5 นิ้วองค์หนึ่ง ฉลองพระเนตรองค์หนึ่ง เพื่อถวายสมเด็จพระเจ้ากรุงศรีอยุธยา

และได้จัดพระเจดีย์กาไหล่ทองคำองค์หนึ่งสูง 12 นิ้ว บรรจุพระบรมธาตุ 3 พระองค์ แว่นตาศิลาอันหนึ่ง เพื่อถวายไว้แด่สมเด็จพระสังฆราชด้วย พร้อมกันนี้ยังได้รับมอบหน่อพระมหาโพธิจากเมืองอนุราธปุระมา 6 ต้น ขากลับคณะพระสงฆ์ไทยได้รับความสะดวกสบายตามสมควร ขุนนางอังกฤษเจ้าเมืองกลัมพูฝากลงเรือลูกค้าให้มาส่งที่บำบุดบำดัด สังฆนาเกนเศรษฐีจ่ายค่าระวาง ให้เรือกำปั่นลูกค้ามาส่งให้ที่เกาะหมาก แล้วพักรออยู่ที่เกาะหมาก 4 เดือน เมื่อพระยานครศรีธรรมราชทราบข่าว จึงแต่งเรือไปรับ แล้วจัดส่งจนถึงกรุงเทพมหานครฯ เมื่อเดือน 9 แรม 1 ค่ำ ปีขาล สัมฤทธิศก จุลศักราช 1189 ตรงกับ พ.ศ.2361

สำหรับต้นพระมหาโพธิที่ได้มาจากลังกานั้น พระอาจารย์เทพขอไปปลูกที่เมืองกลันตันต้นหนึ่ง เจ้าพระยานครขอเอาไว้ปลูกที่เมืองนคร 2 ต้น จึงได้กลับมาถึงเมืองหลวง3 ต้น โปรดฯให้ปลูกไว้ที่วัดสุทัศน์ วัดมหาธาตุ และวัดสระเกศวัดละ 1 ต้น พระสงฆ์ที่ร่วมคณะสมณทูตไปลังกากลับมาคราวนั้นได้รับปูนบำเหน็จเป็นพระราชาคณะ 3 รูป ที่เหลือรูปอื่นๆได้รับพระราชทานไตรปี (ผ้าไตรประจำปี) และนิตยภัตต่อมาทุกรูป นับเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญในการฟื้นฟูศาสนไมตรีระหว่างไทยกับศรีลังกาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ส่งผลให้คณะสงฆ์ไทยและลังกามีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิด สืบมาจนปัจจุบัน

พระเกียรติคุณอีกประการหนึ่งของพระองค์ที่จะลืมเสียไม่ได้นั่นก็คือ การที่ทรงปรับปรุงการศึกษาพระปริยัติธรรมให้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยทรงขยายการศึกษาออกไปเป็น 9 ประโยค ภิกษุสามเณรที่สอบไล่ได้ตั้งแต่ 3ประโยคขึ้นไปจึงเรียกว่าเป็นบาเรียน หรือเปรียญ โดยจัดเป็นบาเรียนตรี สอบไล่ได้ระหว่างประโยค 4 5 และ 6 จัดเป็นบาเรียนโท สอบไล่ได้ระหว่างประโยค 7 8 และ 9 เรียกว่าบาเรียนเอก นับเป็นแบบแผนการศึกษาพระปริยัติของพระสงฆ์ไทยที่มีมาจนทุกวันนี้

สมเด็จพระสังฆราช (มี) สิ้นพระชนม์เมื่อวันเสาร์ แรม 7 ค่ำ เดือน 10 ปีเถาะเอกศก จุลศักราช 1181 ตรงกับวันที่ 11 กันยายน พ.ศ.2362 ในรัชกาลที่ 2 พระชนมายุ 70 พรรษา โปรดฯให้ทำเมรุผ้าขาวที่ท้องสนามหลวง แล้วชักพระศพเข้าเมรุ มีการสมโภช 3 วัน 3 คืน สมเด็จพระสังฆราชมี ทรงดำรงอยู่ในสมณศักดิ์เป็นเวลาราว3ปีเศษ แต่ในช่วงเวลาสั้นๆ ที่ได้ทรงปกครองดูแลสังฆมณฑล ก็ได้ทรงนำความก้าวหน้าให้เกิดกับพระศาสนาและสังฆมณฑลเป็นอันมาก

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า