มิชชันนารี หมอชี้ค (๑)

นักพัฒนา พ่อค้าไม้ หรือ คนบาปแห่งล้านนา?
กรุมรดกล้านนา

รายงานการเดินทางของคณะกงสุลไวซ์ กงสุลเชียงใหม่คนแรกได้บรรยายสภาพนครเชียงใหม่เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๗๔ ไว้ว่า

...มีกำแพงเก่ายาวด้านละ ๑ กิโลเมตร รอบตัวเมืองซึ่งอยู่บนที่ราบ มีเรือกสวนไร่นาอุดมสมบูรณ์ มองออกไปรอบนอกเห็นป่าเขาเขียวขจี พลเมืองในเขตกำแพงเมืองประมาณ ๕,๐๐๐ คน ในเมืองมีวัดวาอารามมากมาย ส่วนหนึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบพม่า

ถนนกลางเมือง (ท่าแพ) กว้างขวางมาก สองข้างทางมีบ้านเรือนไม้สัก หลังคามุงแป้นเกล็ดแผ่นกระดาน รอบกำแพงมีคูน้ำล้อมรอบ ดอกบัวชูก้านสลอน ทิศตะวันออกมีลำน้ำแม่ปิง ส่วนทางทิศตะวันตกมีทิวเขาเขียวชอุ่มไปด้วยนานาพันธุ์ไม้ เป็นภูมิภาพที่ชวนชมยิ่งนัก...

ในครั้งนั้นยังมีมิชชันนารีหนุ่มอเมริกัน เป็นนายแพทย์โลดแล่นทั้งวงการแพทย์และพ่อค้าไม้ เขาคือนายแพทย์มารีออน อัลฟองโซ ชี้ค (Marion Alphonso Cheek ) ผู้สร้างสะพานไม้สักข้ามแม่น้ำปิงเชื่อมชุมชนวัดเกตุกับตลาดวโรรสเป็นแห่งแรกของเชียงใหม่ ในปี ๒๔๒๕ นั้นไม้สัก ข้าว หนังสัตว์ เป็นสินค้าส่งออกของสยาม โดยเฉพาะไม้สักนั้นทำให้เชียงใหม่เป็นจุดดึงดูดบริษัทต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจแย่งชิงผลประโยชน์กันอย่างครื้นเครง

ขณะนั้นในบรรดาชาวต่างประเทศ หลุยส์ ตี เลียวโนเวนส์ ลูกชายของ แหม่มแอนนา เลียวโนเวนส์ กับนายแพทย์มารีออน ชี้ค มิชชันนารีหนุ่มชาวอเมริกันได้ร่วมกันแสวงโชคจากการทำไม้สักส่งต่างประเทศอย่างที่บรรดาพ่อค้าไม้สักคิดไม่ถึง...

อันสืบเนื่องมาจากมีข่าวว่ากัปตันเรือพาณิชย์ชาวเดนมาร์ก ชื่อ Capt H.N.Anderson ได้กำไรสูงมากจากการบรรทุกไม้สักไปขายที่เมืองลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ ข่าวนี้สร้างความฮือฮาในหมู่นักเสี่ยงโชคเพราะที่ผ่านมาไม้สักสยามส่งไปขายแค่ตะวันออกแถบเอเชียเท่านั้น ราคาก็ไม่ได้ดีเท่าไรนัก เมื่อมีคนประสบความสำเร็จในตลาดยุโรป ข่าวนี้แพร่ไป ทำให้บริษัททำไม้ทางอินเดียที่เข้ามาก่อตั้งในสยามคือบริษัทบอมเบย์ เบอร์มา และสยาม ฟอร์เรสต์ พร้อมจะเข้ามาขยายเขตเข้ามาลงทุนในเชียงใหม่

ข่าวนี้ทำให้บริษัทบอร์เนียวที่เคยทำไม้อย่างสะดวก ไม่มีคู่แข่งในกรุงเทพฯต้องเริ่มปรับตัวเองให้คล่อง

ตัว ขยายกิจการในเชียงใหม่เต็มอัตรา บริษัทบอร์เนียวแต่งตั้งให้หมอชี้ค มิชชันนารีเชียงใหม่เป็นตัวแทนทำไม้ในภาคเหนือ ชาวบ้านเรียกเขาว่าหมอชี้ค แต่สำเนียงคนสยามเรียกว่า "หมอชิต" นายแพทย์ผู้นี้จบวิชาแพทย์จากรัฐแคโรไรน่า พ.ศ.๒๔๑๗ แล้วได้สมัครเข้าเป็นมิชชันนารีเครือ "พ่อครูเฒ่า" แมคกิลวารี ในเวลานั้นหมอชี้คเป็นคนหนุ่มอายุเพียง ๒๑ ปี

เพียงไม่กี่เดือนที่เขาเดินทางสู่สยาม เขาก็ได้แต่งงานกับ ซาร่าห์ บรัดเลย์ บุตรสาวของหมอบรัดเลย์ ทำให้เขามีฐานะเป็นคู่เขยกับหมอแมคกิลวารี ความสามารถของหมอชี้คได้รับการยอมรับอย่างรวดเร็ว เขาสามารถพูดภาษาท้องถิ่นได้ ทำให้ผู้คนนิยมเขาอย่างมาก หมอชี้คได้มีโอกาสช่วยรักษาภรรยาของเจ้าเมืองซึ่งผ่านการรักษาของหมอพื้นบ้านมาแล้วแต่ไม่ได้ผล เขาได้รับสิ่งตอบแทนมากมายหลังจากรักษาภรรยาเจ้าเมืองจนหาย เป็นที่ดินบนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำปิง และสาวสวย ๑ คน

หมอชี้คเป็นนักพัฒนา เขาสร้างอู่ต่อเรือ ขยายบ้านและโรงพยาบาลออกไป วัสดุในการก่อสร้างก็คือไม้สักซึ่งมีทั้งคุณภาพและคุณค่า ทำให้เขาสร้างอะไรได้หลายอย่าง รวมทั้งสะพานข้ามแม่น้ำปิง ที่ประทับของเจ้าหลวง ซึ่งเขาเป็นคนออกแบบทั้งๆที่มีคนไข้ล้นมือ มีบันทึกว่าเขาต้องรักษาคนไข้ในปี ๒๔๓๔ ถึง ๑๓,๐๐๐ ราย แต่ถึงกระนั้นหมอชี้คยังหาเวลาส่งไม้สักไปขายให้กับบริษัทบอร์เนียวจนเป็นลูกค้าสืบต่อมายาวนานและครอบคลุมป่าไม้ภาคพายัพอย่างรวดเร็ว จนหมอชี้คลงนามทำสัญญาเป็นเอเย่นต์ถาวรประจำเชียงใหม่กับบริษัทบอร์เนียวในที่สุด

เป็นกฎธรรมดาของมนุษย์ที่ชีวิตมืดแล้วสว่าง สว่างแล้วก็มืด หมอชี้คก็เช่นกัน...

มรสุมชีวิตของเขาเริ่มขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๔๓๑ ผู้จัดการใหญ่ทางกรุงเทพฯ ซี.เอส.เลคกี้ ประจำบริษัทบอร์เนียวพบว่าหมอชี้คได้กู้เงินล่วงหน้าไปเป็นจำนวนมากเกินตัว เขาข้องใจมากจึงเดินทางไปเชียงใหม่เพื่อพิสูจน์ทั้งๆที่งานของหมอชี้คก็ขยายให้เห็นเป็นขั้นเป็นตอน

ในที่สุด ซี.เอส.เลคกี้ ก็ได้พบความจริงว่าหมอชี้คต้องใช้เงินจำนวนมากเพราะการดำเนินชีวิตแบบเพลย์บอย เขาเอาเงินที่กู้มาจากบอร์เนียวนำมาใช้จ่ายเพื่อความสุขส่วนตัวราวกับราชาในฮาเร็ม

ทันทีที่ได้พบกับหมอชี้ค เลคกี้ ผู้จัดการใหญ่บริษัทบอร์เนียวยื่นข้อเสนอขั้นสุดท้ายว่าบริษัทจะต่อสัญญาเอเย่นต์ให้ โดยจ่ายค่าจ้างปีละ ๒,๐๐๐ ปอนด์ แทนการจ่ายเป็นเปอร์เซ็นต์ของผลกำไรแบบแต่ก่อน ทั้งนี้หมอชี้คจะต้องชำระหนี้ที่ค้างอยู่จำนวน ๒๕๓,๓๕๓ บาทเสียก่อน (เวลานั้นเงิน ๑ ปอนด์ เท่ากับเงินสยาม ๘ บาท)

หมอชี้คแย้งว่าทรัพย์สินของตนในขณะนั้นทั้งหมดมีมูลค่ากว่า ๕๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งก็เป็นหลักประกันที่มากพอแล้ว หากจะให้ขายเอาเงินมาใช้หนี้ก็เท่ากับการยุติการทำงานทั้งหมดลง แต่เลคกี้ก็ไม่เปลี่ยนใจ หมอชี้คจึงอำลาจากบริษัทบอร์เนียวไป สร้างความสั่นสะเทือนแก่บริษัทบอร์เนียวไม่น้อย เพราะตั้งแต่นั้นบริษัทบอร์เนียวอาจจะต้องพบกับอุปสรรคในถิ่นที่หมอชี้คเคยยิ่งใหญ่มาก่อน

หมอชี้คก็รู้ตัว และเตรียมเลือกทางเดินชีวิตเอาไว้ใหม่แล้ว ก่อนลงมากรุงเทพฯ เขาได้เข้าพบกับข้าหลวงมณฑลพายัพเพื่อหาลู่ทางทำธุรกิจกับรัฐบาลสยามโดยตรง ในที่สุดเขาก็ทำสัญญาเช่าป่าสัมปทานกับรัฐบาลโดยตรงเป็นเวลานานสิบปี ต่อมาอีกไม่กี่เดือน รัฐบาลสยามก็อนุมัติเงินกู้ ๘๐๐,๐๐๐ บาท ในอัตราดอกเบี้ย ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งทำให้เขาสามารถชำระหนี้กับบริษัทบอร์เนียวได้จนหมดสิ้น การเป็นเอเย่นต์ซื้อขายไม้ให้รัฐบาลของหมอชี้คไม่มีค่าจ้างประจำ แต่เขาจะได้เงินปันผลถึงสองในสามของกำไรสุทธิต่อปี บริษัทบอร์เนียวมีความหนักใจต่อหมอชี้คอยู่แล้ว แต่นี่ยังมีรัฐบาลสยามหนุนหลังอีก กลัวว่าหมอชี้คจะขยายงานไปถึงจุดที่รัฐบาลสยามจะยกเลิกสัมปทานมาเป็นผู้ขาด เพียงแต่ว่าหมอชี้คจะมีความสามารถจัดการได้แค่ไหน

โอกาสมาถึงขนาดนี้ มิชชันนารีหมอชี้คก็ใช้ชีวิตความเป็นหนุ่มวัยสามสิบหก เขาวางงานลงบ้าง หันมาใช้ชีวิตตามความต้องการของคนวัยนี้ เขาเรียกตัวน้องสาวน้องชายมาจากอเมริกาเพื่อมาช่วยงาน เขาส่งแจ็ค-น้องชาย ไปช่วยงานที่ลำปาง ส่วนแอนนี่-น้องสาวไปเป็นผู้ช่วยสาธุคุณอีตัน ผู้จัดการฝ่ายบริหาร และสุดท้ายแอนนี่ก็ได้แต่งงานกับสาธุคุณอีตัน

ขณะเดียวกับที่หมอชี้คซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสยามกำลังรุ่งเรือง ทางนครลำปาง หลุยส์ ที. เลียวโนแวนส์ ลูกชายของแหม่มแอนนาซึ่งเคยสอนภาษาอังกฤษในพระราชวังของสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็วางแผนปรับปรุงบริษัทบอร์เนียวใหม่และสำเร็จในเดือนเมษายน พ.ศ.๒๔๓๒

นครลำปางเป็นเมืองเก่า ไม่มีฝรั่งมากเหมือนเชียงใหม่ ไม่มีฝรั่งเข้าไปทำกิจกรรมใดนอกจากมิชชันนารี ๒-๓ คน ที่อยู่กันอย่างเงียบๆ ทันทีที่บริษัทบอร์เนียวเปิดกิจการทำให้บรรยากาศมีชีวิตชีวาขึ้น กิจการของบริษัทบอร์เนียวได้ผลเยี่ยมในปีแรก ทำให้คู่แข่งทยอยเข้ามาลงทุนมาก จนราคาไม้ในลำปางสูงขึ้น

หลุยส์ ตี เลียวโนเวนส์ บริหารงานบอร์เนียวค้าไม้กับหมอชี้คจนเป็นมิตรที่ดีต่อกัน หลุยส์ได้รับหนังสือรับรองจากสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีมหาดไทยในขณะนั้นให้เปิดธุรกิจค้าไม้ที่เชียงใหม่ ส่วนหมอชี้คนั้น ชีวิตจิตใจของเขาอยู่ที่การมีเงิน มีอิทธิพล มีอำนาจพอที่จะทำอะไรได้ทุกอย่างตามที่เขาปรารถนา หญิงสาวคนที่เขาได้รับเป็นรางวัลตอบแทนเมื่อครั้งรักษาเจ้านครเชียงใหม่จนหาย เขายกให้เป็นภรรยาคนที่ ๒ รองจากซาร่าห์ ลูกสาวหมอบรัดเลย์ ต่อมาซาร่าห์ทนไม่ไหวจึงหาเหตุพาลูกทั้ง ๙ คน เดินทางกลับอเมริกา ส่วนตัวหมอชี้คก็เริ่มสร้างความตกต่ำให้แก่ตัวเอง...

หมอชี้คฟุ้งเฟ้อหมกมุ่นอยู่กับสตรีเพศถึงกับตั้งฮาเร็มส่วนตัวขึ้นที่หลังวัดมหาวัน อาณาเขตบ้านมีรั้วรอบขอบชิด ในอาณาเขตบ้านจะมีบ้านหลังเล็กๆมุงด้วยตองตึงอยู่หลายหลัง หญิงสาวที่ถูกพาเข้าไปจะได้ของกำนัลโดยเฉพาะการจูงวัวจูงควายเป็นค่าตัวลูกสาวแทนการหน้าดำหน้าแดงทำงานกรำแดดอยู่กลางท้องนา

เขาสะสมเด็กสาวชาวพื้นเมืองเชียงใหม่หน้าตาดีไว้หลายคน บางคนพ่อแม่นำมาตัวแลกกับควายคู่เดียว และเงินทองใช้สอยอีกเล็กน้อยเท่านั้น หมอชี้คใช้ชีวิตแบบมหาราชาในการเสพสุขกับผู้หญิงเหล่านี้อื้อฉาวจนคนรู้กันทั้งเมืองเชียงใหม่ในยุคนั้นเลยทีเดียว