"อุบาสิกาสุ่ม ทองยิ่ง"

"แม่ใหญ่" แห่งวัดอัมพวัน
ประสบการณ์ลี้ลับ

ตอนที่ 2..."ผลของการกรวดน้ำจากปอดและเนื้อหุ้มปอด ผลปรากฏว่าเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายที่ปอดข้างซ้าย ถ้าไม่รักษาจะตายภายใน 5 เดือน ถ้ารักษาอาจอยู่ได้ 1 ปี เพราะขณะนั้นมะเร็งได้กินถึงเยื่อหุ้มปอดแล้ว ผมตกใจมาก พี่สาวสองคนนั่งร้องไห้ คุณแม่ยังไม่ทราบ เพื่อความแน่ใจจึงให้ลูกของน้าเอาฟิล์มไปให้เพื่อนที่สถาบันมะเร็งดู ก็ได้รับคำตอบเหมือนกัน ผมได้มากราบนมัสการให้หลวงพ่อทราบ ท่านก็บอกว่าทราบแล้ว ท่านก็พยายามช่วยอยู่ เมื่อเอาน้ำออกแล้วคงจะดีขึ้น ผมให้คุณแม่เข้ารักษาตัวอยู่ราว 2 สัปดาห์

คุณแม่เล่าว่ามีอยู่คืนหนึ่งท่านนอนอยู่ ได้ยินเสียงแตรรถจำได้ว่าเป็นเสียงแตรรถหลวงพ่อ สักครู่ก็เห็นหลวงพ่อมายืนอยู่ข้างเตียงบอกว่า 'ไม่เป็นไร จะช่วย' แล้วก็เดินกลับไป คุณแม่ดีใจมากที่หลวงพ่อมาเยี่ยม ดูท่านอาการดีขึ้นมาก ผมพาคุณแม่ไปพักที่บ้านของผม (บ้านพักครูโรงเรียนสิงห์บุรี) ต้มยาแผนโบราณให้กินหลายขนานรวมทั้งของคุณหมอสมหมายด้วย ราว 3 เดือน ก็พาไปเอกซเรย์ที่พญาไทเอกซเรย์ ปรากฏว่าผลเหมือนเดิม ผมปรึกษาหมอสมหมายท่านบอกว่า ยาแผนโบราณต้องใช้ควบคู่กับแผนปัจจุบันที่ใช้รักษาโรคมะเร็ง ผมจึงไปซื้อมา 1 ชุด ราคา 6,500 บาท จะให้คุณหมอสมหมายรักษา ยาชุดนี้ขณะใช้จะทรมานคนไข้มาก รับประทานอาหารไม่ได้ อาเจียน ผมจะร่วงและก็ไม่รู้ว่าจะหายหรือไม่ ผมมาตรึกตรองดู เห็นว่าคุณแม่อายุมากแล้ว ตอนนั้นอายุ 70 ปี จะทรมานท่านเปล่าๆ ถ้าใช้ยาแล้วท่านตายไปคนก็จะบอกว่าผมทำ

เมื่อผมไปหาหลวงพ่อท่านก็บอกว่าให้แม่มาอยู่วัด ท่านจะช่วยรักษาทางจิตให้และให้กินยาสมุนไพรควบคู่ไปด้วย ผมจึงให้คุณแม่มาอยู่วัดตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พ.ศ.2526 เป็นต้นมา ตอนนั้นคุณแม่ท่านยังไม่ทราบว่าท่านเป็นมะเร็ง ผมได้แต่บอกว่าเป็นเยื่อหุ้มปอดอักเสบ ให้คุณแม่รักษาตัวเองแล้วเดี๋ยวหลวงพ่อจะช่วยอีกแรงหนึ่ง ท่านก็ปฏิบัติมาตลอด มีอยู่ครั้งหนึ่งขณะที่ท่านนั่งสมาธิมีความรู้สึกว่าร่างกายเจ็บแปลบปลาบไปหมด และเหมือนมีอะไรพุ่งออกไปจากตัวท่านทุกสารทิศ คุณแม่ระลึกได้ว่าหลวงพ่อกำลังช่วยรักษา หลังจากนั้นท่านก็รู้สึกดีขึ้นและหายเป็นปกติ ขอบตาที่เคยดำคล้ำก็หายไป หลวงพ่อบอกว่าคุณแม่ได้ตายไปแล้วแต่ด้วยบุญบารมีเก่าที่ท่านได้สร้างสมจากการปฏิบัติธรรมและช่วยสั่งสอนให้คนปฏิบัติธรรมจึงช่วยให้มีชีวิตขึ้นใหม่ คุณแม่มาทราบว่าท่านเป็นมะเร็งประมาณปี 2530 เพราะหลวงพ่อได้เล่าให้ผู้เป็นมะเร็งคนหนึ่งฟังว่าการนั่งสมาธิสามารถรักษามะเร็งให้หายได้ตัวอย่างเช่นแม่สุ่มเป็นต้น ชายผู้นั้นจึงมาถามคุณแม่ว่าเป็นมะเร็งหรือ หลวงพ่อบอกว่ารักษาหายแล้วใช่ไหม คุณแม่จึงทราบตอนนั้นเองว่าท่านเป็นมะเร็ง"

ถึงจะรู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็ง แต่ท่านก็ไม่เคยกลัวตาย ชีวิตของแม่สุ่มหรือ "แม่ใหญ่" ได้อุทิศแต่งานเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างจริงจังจนเป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจของหลวงพ่อท่านจึงได้มอบหมายให้เป็นหัวหน้าฝ่ายฝึกอบรมกรรมฐานของผู้ใหญ่และเป็นที่รักนับถือของผู้มาปฏิบัติธรรมทุกคนจนเรียกท่านว่า "แม่ใหญ่" ท่านได้อยู่ช่วยหลวงพ่อจรัญนานถึง 15 ปี จนในระยะหลังๆ สังขารของท่านถดถอยลงเรื่อยๆ แต่ท่านก็ยังพาคณะปฏิบัติกรรมฐานเข้าโบสถ์และขึ้นศาลาเพื่อปฏิบัติอยู่ทุกวันมิเคยขาด จนกระทั่งในวันอังคารที่ 27 มกราคม 2541 ซึ่งเป็นวันพระ วันนั้นแม่ใหญ่ก็ยังนำคณะปฏิบัติกรรมฐานเข้าสมาทานพระกรรมฐานและฟังหลวงพ่อเทศน์ในตอนบ่ายที่หอประชุมภาวนากรศรีทิพาเหมือนทุกวันพระ ในวันนั้นหลวงพ่อเทศน์เกี่ยวกับเรื่องปฐมวัย มัชฌิมวัย ปัจฉิมวัย และการหมดอายุเหมือนกับจะบอกให้แม่ใหญ่รู้เป็นนัย ซึ่งแม่ใหญ่ก็คงรู้ความหมายดี เมื่อหลวงพ่อเทศน์จบเวลาประมาณ 18.00 น. แม่ใหญ่ก็รีบเดินกลับห้องพัก ทันทีที่ถึงห้องท่านก็อาเจียนออกมาเป็นเลือดจำนวนมาก ท่ามกลางความตกใจของทุกคนที่ช่วยกันดูแล จากนั้นแม่ใหญ่ได้เข้าสมาธิและแน่นิ่งไป สิ้นลมหายใจในเวลาต่อมา ขณะมีอายุได้ 84 ปี 6 เดือน

งานศพของแม่ใหญ่นั้นหลวงพ่อจรัญท่านเมตตารับเป็นเจ้าภาพจัดงานให้อย่างสมเกียรติ และในการครบรอบปีที่ท่านจากไปทุกปีหลวงพ่อจรัญและทางวัดอัมพวันก็ยังได้จัดงานทำบุญให้กับแม่ใหญ่ตลอดทุกปี และหลังจากแม่ใหญ่จากไปแล้วหลวงพ่อจรัญยังได้เทศน์เรื่องของแม่ใหญ่ให้ผู้ปฏิบัติฟังอยู่เสมอๆ โดยท่านพูดเสมอว่า "แม่สุ่มได้จากไปแล้ว เราก็ต้องจากกันไป ตามกันไปเป็นแถวๆเหมือนกัน อย่าไปแซงคิวกันนะ ไปตามคิวเข้าใจไหม บางคนไม่รู้จะรีบไปไหนแซงคิวกันไปเลย แต่ท่านทั้งหลายอย่าประมาท อย่าพลาดโอกาสสร้างความดีงาม เจริญกรรมฐานดีที่สุด ไม่มีอะไรดีกว่าการเจริญกรรมฐาน กรรมฐานแก้ปัญหาของชีวิตได้ ระลึกชาติของชีวิตได้ รู้กฎแห่งกรรม มันก็ไม่ยากถ้าท่านทำได้ แต่ท่านมีนิสัยไหม เมื่อชาติก่อนท่านไม่มีก็ไม่เป็นไร สร้างนิสัยใหม่ได้ เมื่อชาติก่อนเราไม่เคยเรียนหนังสือมา เราก็เรียนช้าหน่อย เราก็มานะบากบั่นเพียรมาก อดทนเข้า ก็จะสามารถสำเร็จได้ จบได้เหมือนกัน แต่อาจจะช้าไปถ้าชาติก่อนเราไม่ได้เรียนสะสมไว้ เหมือนบุญนี้เราไม่ได้สะสมไว้ เรามาสะสมทีหลังก็ช้ากว่าเขา แต่ก็ไม่เป็นไรสะสมทีละเล็กละน้อย ทีละหยดทีละหยาดก็สามารถเต็มกระจาด เต็มหาบเต็มไหเต็มกระบอกได้ ปัญหาคืออย่าให้กระบอกรั่ว อย่าให้ตุ่มมันรั่ว ก็ฝากข้อคิดไว้ด้วย"

เล่ากันว่า "แม่ใหญ่" หรือ "แม่สุ่ม ทองยิ่ง" เมื่อขณะปฏิบัติกรรมฐานตั้งแต่เริ่มแรกนั้นก็ปรากฏประสบการณ์ทางจิตที่มันเกิดแก่ผู้ปฏิบัติอย่างมากมาย ทั้งภาพนิมิตต่างๆ การรู้เห็นเหตุล่วงหน้า การรู้ใจและความคิดของผู้อื่นหรือกระทั่งการระลึกชาติ แต่ท่านก็ไม่ได้หลงใหลและชื่นชอบ ยึดติดในพลังจิตเหล่านี้เลย ท่านมีแต่พยายามหาทางหลุดพ้นจากวัฏสงสาร เพราะหากผู้ปฏิบัติหลงในพลังอำนาจที่เกิดขึ้นนี้ จิตที่เคยมุ่งมั่นต่อการปฏิบัติก็จะเริ่มคลอนจนไม่สามารถเดินต่อไป หรือปฏิบัติต่อไปเพื่อให้หลุดพ้นได้ แต่ถึงอย่างไรก็ยังมีเรื่องที่เป็นประสบการณ์ทางจิตของแม่ใหญ่ซึ่งได้เล่าให้ลูกชายของท่านฟังอยู่หลายเรื่องทีเดียว เมื่ออ่านแล้วสนุกจึงต้องนำมาเล่าต่อประสบการณ์ทางจิต "แม่ชีสุ่ม ทองยิ่ง"

ถางกิเลส...

สมัยเมื่อมาอยู่วัดอัมพวันใหม่ๆ หลวงพ่อสั่งให้ลับมีดให้คมเอาไว้ถางกิเลส ฟันให้ดะไปเลย พบกอใหญ่ก็ฟันเข้าไป ฉันกลับมานั่งกรรมฐานราวๆตีสามเห็นเป็นกอไผ่จริงๆ อยู่ข้างถนนหน้าวัดอัมพวัน สมัยนั้นมีจริงๆ ฉันก็ฟันจนทะลุเป็นทางไปเลย พอฟันทะลุแล้วก็ผ่านไปได้ ไปพบปลายไม้ไผ่สระอยู่ ก็นึกขึ้นมาได้ว่า อ๋อ...นี่หลุดจากโน่นแล้ว ยังจะมีนี่อีกหรือ ยังมีไม้หักขวางอีก จึงเดินเลี่ยงปลายไม้ไป เดินเข้าทางไปเลยเพราะเห็นทางแล้ว เดินตามทางไปเรื่อยๆ พบบ้านหลังหนึ่งไม่มีคนอยู่ มีเสียงบอกว่าที่เห็นเป็นเมืองนิพพาน ฉันก็เหลียวดูไปรอบๆมองไม่เห็นขอบฟ้า ป่าไม้ ต้นไม้สักต้นก็ไม่มี มีแต่ทรายเป็นแก้วใสละเอียด อ่อนนิ่มเท้าเวลาเดิน บ้านเป็นไม้เก่าชั้นเดียว ฉันนั่งดูอยู่เห็นพระเดินมาจึงนั่งพนมมือ ใจรู้สึกว่าไม่ใช่พระธรรมดาเป็นพระอรหันต์ ฉันก็ไหว้จนสุดแถวนับได้ 11 องค์ พอสุดแถวฉันก็เดินต่อท้ายเลยรวมเป็น 12 เดินตามท่านไปทางทิศเหนือ ดูตะวันยังอยู่สูงแต่แดดไม่ร้อนเลย สว่างแต่ก็ไม่ร้อน เดินมาเย็นตลอด ตามท่านไปจนเลี้ยวโค้งกลับ ฉันก็รู้ว่ากำลังนั่งกรรมฐานอยู่ในกุฏิ

ระลึกชาติ...

หลวงพ่อท่านบอกว่าฉันเคยทำกรรมฐานมา 7 ชาติแล้ว มาชาตินี้ปฏิบัติได้ครบ 7 ปี 7 เดือน 7 วัน ท่านก็บอกถึงแล้ว ฉันก็เลยนั่งย้อนไปดูจึงได้รู้ว่าชาติที่ 1 (ถอยหลังไป 6 ชาติ) เกิดเป็นผู้ชาย เคยฝึกพุทโธ ใช้ธูปจุดเวลาปฏิบัติ มองเห็นก้านธูปเต็มสุ่มเลย ได้อธิษฐานในชาตินั้น ขอให้พบอาจารย์ที่สอนในทางวิปัสสนา เพราะที่อยู่ในขณะนั้นเป็นสมถะ จึงได้มาพบในชาติที่ 7 ซึ่งเป็นชาติปัจจุบัน ชาติที่สองเกิดเป็นเทวดา เป็นผลจากกุศลที่เคยปฏิบัติเมื่อชาติก่อน ชาติที่สามเกิดเป็นเทวดาชั้นต่ำลงมา เพราะไม่ได้เจริญกุศลเพิ่มขึ้น ได้จุติเป็นเทวดาเฝ้าพระทวารในวังกรุงศรีอยุธยา เจ้าวังนี้มีพระราชธิดาสวยงามมาก เกิดจิตปฏิพัทธ์ในพระราชธิดาเลยถูกเทพเบื้องบนสาปให้เกิดเป็นผู้หญิงตลอดไป

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า