ทายาทครูประชาบาล

ด้วยรักและผูกพัน

นับตั้งแต่อายุได้เพียง 6 ขวบ ดิฉันก็ถูกส่งตัวเข้าไปขัดสีฉวีวรรณและชุบตัวเป็นเด็กกรุงเทพฯ ณ บ้านราชดำเนิน ตามที่ได้พาท่านท่องศูนย์กลางของเกาะรัตนโกสินทร์ที่ดิฉันรักและผูกพันมาค่อนชีวิตจนถึงปัจจุบันไปแล้ว

แม้จะขาดไออุ่นจากอกพ่อแม่ตั้งแต่ยังเล็ก แต่ดิฉันก็ไม่เคยลืมเลือนพื้นเพของตนเองที่มาจากชนบทริมคลอง 16 ตำบลดอนฉิมพลี อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา เลย เมื่อเริ่มจำความได้ หน้าบ้านของดิฉันหอมอบอวลด้วยกลิ่นดอกการเวกที่เลื้อยแน่นซุ้มบนร้านข้างศาลาริมน้ำ มะม่วงน้ำดอกไม้ต้นขนาดกลางออกลูกออกผลดกทุกปี ต้นมะกอกน้ำริมคันคูออกผลแก่เขียวนวล ร่วงหล่นลงน้ำป๋อมแป๋มแล้วลอยไปตามสายน้ำ เด็กๆที่ชอบว่ายน้ำเล่นแถวนั้นก็คว้าเข้าปากเคี้ยวซื้ดซ้าดด้วยรสเปรี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย บ้านใต้ถุนสูงแบบชนบทแท้ๆต้องมีพ่อไก่ แม่ไก่ และลูกเจี๊ยบวิ่งตามกันเป็นพรวน ตะกุยดินคุ้ยเขี่ยหาอาหารกันเพลิดเพลิน ถึงเวลาก็มีไข่ให้เจ้าของบ้านได้นำมาประกอบอาหารไม่ได้ขาดมือ แต่ที่เป็นอาหารหลักของดิฉัน คือไข่ไก่ตอกใส่ในโอวัลตินร้อนจัดที่คุณพ่อ คุณแม่เตรียมให้ดื่มก่อนนอนทุกคืน ดิฉันจึงเป็นเด็กที่โตเร็วกว่าเด็กวัยเดียวกันในละแวกนั้น

ดิฉันเป็นลูกครูประชาบาล พอรู้ความ คุณพ่อก็พาไปโรงเรียนด้วย ระหว่างสอนนักเรียนดิฉันก็วิ่งเล่นป้วนเปี้ยนไปมาในโรงเรียน พอได้เวลานอน ก็บอก "ป๋า" ว่าง่วงแล้ว คุณพ่อก็จะอุ้มขึ้นไปนอนบนโต๊ะครู ส่งขวดนมให้ดิฉันก็นอนดูดนมจากขวดหลับไปท่ามกลางเสียงคุณพ่อที่สอนนักเรียนอย่างจริงจังขะมักเขม้น

การเดินทางจากบ้านไปยังโรงเรียนนั้น ดิฉันไปกับคุณพ่อด้วยเรือพาย คุณพ่อพาย ดิฉันก็นั่งเอามือวักน้ำจ๋อมแจ๋มไปเรื่อย เรียกว่ามือไม่พายแต่ยังเอานิ้ว (เล็กๆ) ราน้ำตลอดทาง ภาพที่ยังคงอยู่ในความทรงจำของดิฉันไม่รู้เลือน คือภาพก้นคลองที่เคยเป็นท้องน้ำกลับแห้งเหือดเป็นผืนดินแตกระแหง คุณพ่อไม่เคยยอมแพ้ที่จะพาลูกไปโรงเรียน จึงจับดิฉันขี่คอเดินไปโรงเรียนทุกวันตอนหน้าแล้ง เพียงเพื่อต้องการฝึกฝนให้ลูกรักการเรียนและรู้จักรับผิดชอบต่อหน้าที่ทั้งที่ดิฉันเพิ่งมีอายุได้เพียง 5-6 ขวบเอง! ไม่ชอบก็ต้องชอบ...ไม่เก่งก็ต้องเก่งละค่ะ! เหมือนกับคุณพ่อส่งพลังและกระแสจิตเข้าไปในจิตสำนึกและสมองโดยอัตโนมัติ พอกลับบ้าน คุณพ่อก็ยังคงอัดหลักสูตรให้ดิฉันทั้งทางตรงและทางอ้อมโดยใช้กระดาษตัดเป็นบัตรคำปะติดไว้ตามฝาผนังบ้านและโอ่ง ทั้งพยัญชนะ สระ และคำต่างๆ พอจำภาษาไทยได้แม่นและอ่านคล่องแล้ว ก็เพิ่มภาษาอังกฤษ โอ่งจึงเป็นอุปกรณ์สำคัญมีบทบาทในชีวิตการเรียนภาษาของดิฉันมาก เปรียบเสมือนครูคนที่สองของดิฉันไปโดยปริยาย

คลอง 16คือถิ่นกำเนิดของบุพการีและครอบครัวของเราทั้งหมด คลอง 16 นี้ ตั้งอยู่ในตำบลดอนฉิมพลี

อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นคลองซอยแยกมาจากคลองแสนแสบ โดยมีบึงกว้างกั้นกลาง ท้ายคลองชนกับคลองหกวา ซึ่งเป็นเขตติดต่อระหว่างจังหวัดฉะเชิงเทรากับจังหวัดนครนายก คลอง 16 ขุดขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ครั้งนั้นพระองค์ไชยานุชิตร่วมกับฝรั่งตั้งบริษัทขุดคลองและคูนาสยาม ขุดคลองในกรุงเทพฯ และไล่เรียงต่อเนื่องมายังจังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อขุดคลองแล้ว ทางราชการได้ให้ประชาชนที่อยู่อาศัยตามไร่ นา และหนอง บึง ย้ายออกมาอยู่ริมคลอง คนมีฐานะก็ไปทำการกรอกนา หรือจับจองที่นาได้ในราคาไร่ละ 4 บาท แต่ก่อนนี้ เส้นทางการจราจรทางน้ำมีความสำคัญมาก แม้แต่เรือหางยาวประจำทางที่วิ่งรับ-ส่งผู้โดยสารในคลองแสนแสบทุกวันนี้ ก็ไม่ใช่ของใหม่สำหรับดิฉัน เพราะเมื่อดิฉันมาเรียนที่กรุงเทพฯ ถึงเวลาปิดเทอม ก็ต้องนั่งเรือหางยาวที่ต้นทาง คือ จากท่าประตูน้ำที่ถนนราชดำริในปัจจุบันไปยังบ้านคลอง 16 ผ่านมีนบุรี หนองจอก แล่นเรื่อยไปตามคลองแสนแสบ แล้วแยกเข้าคลอง 16 โดยไปสุดทางที่ตลาด 16 สุดคลอง ซึ่งเป็นเขตเชื่อมต่อจังหวัดนครนายกนั่นเอง โดยใช้เวลาค่อนวันจึงถึงบ้าน แต่ก็เป็นการเดินทางที่สะดวกที่สุด เพราะนั่งยาวตลอดทอดเดียว เรือก็จอดส่งที่ท่าน้ำหน้าบ้านเลย จะมีปัญหาก็เรื่องเข้าห้องน้ำนี่ละ แต่เรือก็จอดนานที่ตลาดหนองจอก เพื่อให้ผู้โดยสารเข้าห้องน้ำและจับจ่ายซื้อของติดไม้ติดมือกลับบ้านในคลอง หากหิวก็สามารถซื้ออาหารและขนมจากแม่ค้าที่พายเรือมาจอดเทียบกับเรือหางยาวได้ ตลาดน้ำจึงเป็นอีกอย่างหนึ่งที่ดิฉันคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก

แม้อำเภอบางน้ำเปรี้ยวจะอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ เพียง 50-60 กิโลเมตร แต่ความเจริญกลับเดินทางไปถึงช้ากว่าบางอำเภอบนดอย บนภูเขาเสียอีก ถนนหนทางและไฟฟ้าเข้าไปถึงช้ามาก ยิ่งเรื่องของโทรศัพท์ไม่ต้องพูดถึง ทุกวันนี้ยังไม่มีเบอร์โทรศัพท์บ้านใช้ในละแวกบ้านของคุณพ่อ คุณแม่เลย ต้องสื่อสารกันด้วยโทรศัพท์มือถือเท่านั้นค่ายมือถือต่างๆถึงได้โกยเงินกันเป็นว่าเล่น ในวัยเยาว์ที่บ้านดิฉันใช้ตะเกียงลานให้แสงสว่างยามกลางคืน เมื่อจะนอนต้องดับให้หมดเพื่อความปลอดภัย ค่ำคืนเดือนมืดจะมืดสนิทจริงๆ ดิฉันมักร้องขอให้คุณพ่อ คุณแม่แค่หรี่แสงตะเกียงได้ไหม ถ้าดับหมดดิฉันกลัวว่าจะกลายเป็นคนตาบอด ยามคืนเดือนหงาย แม้จะไม่ได้ขี่ควายชมจันทร์ตามเพลง แต่ก็ยังได้ออกมานั่งเล่นกันตามประสาพ่อแม่ลูกที่นอกชานบ้านกันบ้าง ดิฉันจึงรักและผูกพันกับพระจันทร์และแสงนวลของดวงจันทร์มาจนถึงวันนี้

คุณแม่ของดิฉันชอบทำอาหาร ตั้งแต่เล็กจนโต ดิฉันเห็นคุณแม่มักยืนอยู่หน้าเตาแกลบ แปลกแต่จริงนะคะที่ขณะนี้คุณแม่ในวัย 85 ปี ก็ยังคงทำกับข้าวด้วยเตาแกลบอยู่ เชื่อว่าหลายคนไม่รู้จักเตาชนิดนี้ เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่น่าทึ่ง ทั้งให้ความร้อนและช่วยประหยัดพลังงานธรรมชาติอื่นๆได้อย่างดี

สิ่งที่หล่อหลอมดิฉันมาตั้งแต่เด็ก ล้วนเป็นธรรมชาติและความเป็นธรรมดาๆ ของวัฒนธรรมพื้นบ้านที่แทบจะหาไม่ได้แล้วในขณะนี้ แต่ที่บ้านของบุพการีดิฉันยังอนุรักษ์ไว้ให้ลูกหลานได้เห็นได้ใช้และรำลึกถึงความหลังอย่างมีความสุข

สายน้ำ...ลำคลอง...โอ่งดิน...ตะเกียงลาน...เตาแกลบและอื่นๆที่ดิฉันจะเล่าให้ฟังต่อไป