อตีตา ถึง สุริโยไท Ballet - Opera

สายลม...แสงแดด

เพิ่งเห็นข่าวว่าช่อง 7 จะหยิบ อตีตา มารีเมคใหม่

ตื่นเต้นมาก! หวังว่าจะออกมาดี เพราะในชีวิตตั้งแต่เล็กจนโตเคยถ่างตาดูละครจนหลับคาจออยู่แค่เรื่องเดียวคือเรื่องนี้แหละที่ อัษฎาวุธ เหลืองสุนทร วินัย ไกรบุตร และ ทราย เจริญปุระ แสดง นอกนั้นถ้าง่วงก็คือลงนอนไปเลย

แปลความได้ว่า อตีตา นั้นสำคัญมาก ถึงขนาดยอมสลบคาจอแต่ไม่ยอมพลาด

แน่นอนว่าสมัยนั้นยังไม่รู้จักการ "ดูออนไลน์ย้อนหลัง" ว่าเป็นยังไงแบบสมัยนี้ สมัยนั้นพอดูละครแล้วประทับใจก็ยังไม่มีดีวีดีไว้ดูซ้ำ เมื่อไม่ได้อัดวิดีโอไว้เองก็ต้องไปขวนขวายหาหนังสือมาอ่าน ถึงได้รู้ว่า อตีตา เป็นบทประพันธ์ของ ทมยันตี ผู้ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในบรรดานักประพันธ์ที่ผู้เขียนเคารพนับถือในเวลาต่อมา

หลายๆ คนคงจะเคยอ่าน อตีตา มาแล้ว ไม่ทราบว่าอ่านในช่วงอายุขนาดไหนกันบ้าง? เขาว่ากันว่าคนเราอ่านหนังสือเล่มเดียวกันได้ความคิดไม่เหมือนกัน หรืออ่านในช่วงอายุต่างกันก็ได้ความคิดไม่เหมือนกันยิ่งขึ้นไปอีก สำหรับผู้เขียนเองอ่านครั้งแรกสมัยเรียนอยู่ชั้นประถม อ่านแล้วแค้นเจียนกระอัก เลือดเดือดพลุ่งพล่านอยากควงดาบออกรบ เกลียดชังพม่าและเทิดทูนแผ่นดินไทยถวายหัวตามเมืองใจและชาวบางระจันไปโดยไม่ลังเล เกือบกลายเป็นคนคลั่งชาติ บ้าสงครามไปแล้วในครั้งนั้น

วัดเวียงวังย่อยยับ เพลิงโหมควันลอยเหลือดับ

เจ็ดวันผลาญฆ่าเผายับ แดงเดือดเลือดจับทุกเม็ดดิน

ทั้งนี้ไม่ได้บอกว่าเป็นหนังสือที่ปลูกฝังความรุนแรง เพียงแต่เราอาจจัด อตีตา อยู่ในกลุ่มหนังสือปลุกใจรักชาติ และธรรมชาติของหนังสือปลุกใจรักชาติก็คือปลุกใจให้รักชาติ เด็กประถมอย่างผู้เขียนในเวลานั้นก็รับรู้ประวัติศาสตร์เพียงแค่เท่าที่เรียนในโรงเรียนเท่านั้นเอง ยังไม่มีวิจารณญาณอะไรมากนัก อย่างไรก็ตาม อตีตา เป็นหนึ่งในหนังสือเล่มโปรด อ่านซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายรอบ เมื่อโตขึ้นมาอีกหน่อยประมาณมัธยม ได้เห็นโลกมากขึ้น เริ่มที่จะคิดแบบอิงความจริงมากขึ้น การอ่าน อตีตา ก็เปลี่ยนไป

จากอ่านแล้วถามตัวเองแบบชาวยุทธ์กำลังภายในหัวรุนแรงว่าถ้าต้องไปออกรบจริงๆ จะยอมสู้จนตัวตายได้มั้ย ก็เปลี่ยนเป็นถามว่าถ้าจะไปแก้แค้นพม่า มันใช่พม่าเดียวกับที่ฆ่าชาวบ้านบางระจันรึเปล่า หรือคนเหล่านั้นได้ตายไปหมดแล้วและคนที่เหลือคือลูกหลานที่ก็เหมือนๆกันกับเรา คือไม่รู้อะไรด้วยนอกจากผ่านตาหน้าหนังสือประวัติศาสตร์ ซึ่งบางครั้งก็ "เรียบเรียง" มาจากฉบับดั้งเดิมอีกทอด หรือหลายทอดด้วยนะ

ลูกผู้ชาย ต้องหมายรักษาสัตย์ ลูกผู้ชาย ต้องอารักษ์ขอบเขตขัณฑ์

ลูกผู้ชาย ไยเสียดายซึ่งชีวัน ลูกผู้ชาย มีหรือพรั่นเรื่องความตาย

ตอนนั้นเองที่เรียกตัวเองว่าเปลี่ยนจาก "คลั่งชาติ" มาเป็นคน "รักชาติ" จริงๆแล้วคุณทมยันตีก็เช่นเดียวกับนักประพันธ์อีกหลายๆท่านที่ตระหนักถึงความสำคัญของสันติภาพ ภราดรภาพ และการเอาใจเขามาใส่ใจเราดีอยู่แล้ว เพียงแต่อาจจะไปเด่นชัดในหนังสือเรื่องอื่นๆ มากกว่าเรื่องนี้ เมื่อไปอ่านแล้วก็คิดตามได้ไม่ยากเย็น

สงครามไม่เคยทำให้อะไรดีขึ้น...ประโยคนี้คุ้นๆกันบ้างไหม

ในที่สุดแล้ว การอยู่ร่วมกันอย่างสันติไม่ใช่สิ่งที่สำคัญกว่าหรือ?

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ก็กว่าทศวรรษเข้าไปแล้ว ความคิดจะมีการพัฒนาบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดา ดังนั้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 สิงหาคม ที่ผ่านมาเมื่อไปดู "สุริโยไท" ซึ่งนำเสนอในรูปแบบที่ออกจะสากล เรียกผู้ชมต่างชาติได้มากมาย คือเป็นบัลเล่ต์บวกโอเปร่า ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย จึงดูด้วยความรู้สึกซาบซึ้งประทับใจในความงดงามละเมียดละไมของศิลปะทางดนตรีและการเต้นรำ ซึ่งเขาถือกันว่าเป็นศิลปะชั้นสูง มากกว่าจะรู้สึกเลือดเดือดโกรธแค้นอะไร ที่จริงแล้วประทับใจเครื่องแต่งกาย ทรงผม และการเต้นของฝ่ายพม่าด้วยซ้ำว่าโดดเด่นดีตั้งแต่ฉากเปิดตัว

แน่นอนว่าเรื่องของความรัก ความภักดียังไม่พ้นสมัย แน่นอนว่าภาพพระสุริโยไทและสมเด็จพระมหาจักรพรรดิประทับเคียงข้างกัน เฝ้ามองบัลเล่ต์คู่ชายหญิงเต้น เสมือนหนึ่งแทนการร่ำลาระหว่างทั้งสองพระองค์ก่อนออกรบ ทั้งๆที่ไม่มีบทพูดใดๆ ก็ยังทำให้น้ำตาคลอ

เพราะสาระหลักได้สื่อออกมาผ่านดนตรี และบัลเล่ต์ที่เหมือนจะเชือดหัวใจกันนั้นแล้ว...การจากลาอันเป็นสากล

แต่ความโกรธแค้น ชิงชัง ที่จะพลุ่งพล่านขึ้นมาเมื่อพูดถึงศึกไทยรบพม่านั้นออกจะเด็กไปเสียแล้ว ในเมื่อเรากำลังจะเปิด AEC อยู่วันนี้พรุ่งนี้ ข้างๆตัวคือคุณพ่อที่เป็นหมอกำลังฝึกพูดสวัสดี ยินดีที่รู้จัก และขอบคุณเป็นภาษาพม่าเพื่อไปพูดในการอบรมที่มีผู้ฟังเป็นชาวพม่า ระหว่างมื้อกลางวันขณะล้อมวงกินไข่เจียว เพื่อนฝูงถกเถียงกันด้วยกระทู้หัวข้อที่ว่า เราไม่ควรใช้คำด่าที่บ่งบอกการเหยียดเชื้อชาติอย่างคำว่า "ลาว" อีกต่อไป

ถึงเวลาวางอคติ ความเกลียดชัง เคียดแค้นเอาไว้ และเดินต่อไปข้างหน้า เปิดใจเรียนรู้อีกฝ่ายในมุมมองใหม่

อย่าเป็นเช่น ศิโรตม์ แห่ง อตีตา ที่ยังคงวนเวียนหวนคืนไปสู่บางระจันเพราะผูกพันด้วย "ยางเหนียว" ชาติภพแล้วชาติภพเล่า เพราะแม้ว่านั่นจะเป็นการกระทำที่ซาบซึ้งสะเทือนใจ กระทั่งอาจจะสูงส่งน่านับถือ แต่ก็ไม่ใช่หนทางที่จะนำวิญญาณของใครคนหนึ่งไปสู่สันติสภาพ หรือพาให้พ้นทุกข์ไปได้เลย