121ปีเมืองอุดร

ร้อยเรื่องเมืองไทย
ช่างภาพ: 

ตอนที่1 ก่อนเกิดเมืองอุดร

จังหวัดอุดรธานีในวันนี้มีรถราวิ่งกันขวักไขว่ ถนนสายหลักในตัวเมืองช่วงเวลาเร่งด่วน การจราจรติดขัดเหมือนถนนในกรุงเทพฯ จึงทำให้มีการสำรวจเส้นทางสร้างถนนวงแหวนรอบที่ 2 ซ้อนวงเก่าขึ้นมาอีกวง เพื่อส่งเสริมการคมนาคมขนส่งสินค้าระหว่างภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนให้สะดวกมากขึ้น อุดรธานีกำลังจะมีโครงการจัดตั้งมหาวิทยาลัยอุดรธานี มีห้างสรรพสินค้าขายปลีกขายส่งทุกตรายี่ห้อ มีโรงแรมใหญ่ระดับห้าดาวและบูติคโฮเต็ลผุดขึ้นมากมาย เพื่อรองรับนักลงทุนในโครงการนิคมอุตสาหกรรมสีเขียวจังหวัดอุดรธานีและโครงการสำรวจและพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติสินภูฮ่อม นับว่าเป็นเมืองใหญ่ในภาคอีสานที่มีอัตราความเจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว หากมองเทียบกลับไปยังอดีตเมื่อ121ปีที่ผ่านมา

มองย้อนไปแค่121ปีนะคะ ไม่รวมถึงอดีตเมื่อห้าพันถึงเจ็ดพันปีที่แล้ว ที่ผืนดินบริเวณนี้ถูกค้นพบว่าเป็นแหล่งอารยธรรมที่สูงค่าทางประวัติศาสตร์มีการใช้เหล็กสำริด มีการเพาะปลูกและมีศิลปะเขียนสีงดงามบนเครื่องปั้นดินเผาที่เราเรียกกันว่า เครื่องปั้นดินเผายุคบ้านเชียง ราวกับจะบอกว่า มนุษย์ที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าในดินแดนแถบนี้สร้างวิวัฒนาการสูงล้ำขึ้นเรื่อยๆอย่างน่าอัศจรรย์ใจ

เมื่อ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์เมื่อ พ.ศ.2325ได้ทรงทะนุบำรุงบ้านเมืองให้มีความเจริญมาโดยตลอด ซึ่งในระยะเวลาดังกล่าวนั้นยังไม่ได้มีการจัดตั้งเมืองอุดรธานี จึงยังไม่มีชื่อเมืองอุดรธานีปรากฏในประวัติศาสตร์และพงศาวดาร จวบจนมาถึงรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ประเทศไทยมีการติดต่อกับประเทศทางตะวันตกมากขึ้น อารยธรรมความเจริญต่างๆหลั่งไหลเข้าสู่ประเทศไทย ประกอบกับเป็นช่วงเวลาของการแสวงหาเมืองขึ้น ตามลัทธิจักรวรรดินิยมตะวันตกของชาติตะวันตก อังกฤษ และฝรั่งเศส พยายามจะผนวกดินแดนบริเวณแหลมอินโดจีนให้เป็นเมืองขึ้นของตน พยายามแสวงหาผลประโยชน์จาก เมืองไทย

ระหว่าง พ.ศ.2391 - 2395 พวกจีนกบฏที่เรียกว่า กบฏไต้เผง ถูกตีจากจีนแผ่นดินใหญ่ หนีมาอาศัยอยู่ตามชายแดนไทย ลาว และญวน ซึ่งเวลานั้นดินแดนลาวที่เรียกว่าลานช้าง บริเวณเขตสิบสองจุไทยหัวพันทั้งห้าทั้งหกนั้นขึ้นอยู่กับประเทศไทย พวกฮ่อได้เที่ยวปล้นสะดม ก่อความไม่สงบและได้กำเริบเสิบสานมากขึ้น จนกระทั่ง พ.ศ.2411 ได้เข้ายึดเมืองลาวกาย เมืองพวน เมืองเชียงขวาง และยกมาตีเมืองหลวงพระบาง เวียงจันทน์ และหนองคาย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จขึ้นครองราชย์ เมื่อ พ.ศ.2411 จึงได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้พระยาสุโขทัยกับพระยาพิชัยยกกองทัพไปช่วยหลวงพระบาง และให้พระยามหาอำมาตย์ยกทัพไปช่วยทางด้านหนองคาย แล้วรับสั่งให้เจ้าพระยาภูธราภัยยกกองทัพไปช่วย พระยามหาอำมาตย์อีกกองทัพหนึ่ง กองทัพไทยสามารถตีพวกฮ่อแตกพ่ายไป แต่พวกฮ่อที่แตกพ่ายไปแล้วนั้นก็ยังทำการปล้นสะดมรบกวนชาวบ้าน จนกระทั่งใน พ.ศ.2428 พวกฮ่อได้รวบรวมกำลังมากขึ้น จนสามารถยึดเมืองซอนลา เมืองเชียงขวาง และทุ่งเชียงคำไว้ได้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม เป็นแม่ทัพใหญ่ยกขึ้นไปปราบปรามทางด้านเมืองหนองคาย และได้มีพระบรมราโชวาทแก่แม่ทัพใหญ่ทั้งสอง ดังความตอนหนึ่งว่า

"?พวกฮ่อมาย่ำยีตีปล้นเกบทรัพสมบัตร เสบียงอาหาร จุดเผาบ้านเรือน คุ่มตัวไปใช้สอย เปนทาษเปนเชลย ได้ความลำบากต่างๆ ไม่เปนอันที่จะทำมาหากิน จึงได้คิดจะปราบปรามพวกฮ่อเสียให้ราบคาบ เพื่อจะให้ราษฎรทั้งปวงได้อยู่เยนเปนศุข เพราะเหตุฉนั้นให้แม่ทัพนายกองทั้งปวงกำชับห้ามปรามไพร่พลในกองทัพอย่าให้เที่ยวข่มขี่ราษฎรทั้งปวง แย่งชิง เสบียงอาหารต่างๆ เหมือนอย่าง เช่น คำเล่าฤาที่คนปรกติมักจะเข้าใจว่าเปนธรรมเนียมกองทัพแล้ว จะแย่งชิงฤาคุมเหง คเนงร้ายผู้ใดแล้วไม่มีโทษ ให้การซึ่งทรงพระมหากรุณาแก่ราษฎรจะให้อยู่เยนเปนศุขนั้นกลับเปนความเดือดร้อนไปได้เปนอันขาด?"

หลังจากเหตุการณ์ปราบฮ่อได้สงบลงแล้ว ฝรั่งเศสได้ขยายดินแดนเข้ามาในแหลมอินโดจีนเพื่อขยายอาณานิคมของตน และสามารถผนวกกัมพูชาได้ ใน พ.ศ.2410 ต่อมาได้ญวนทั้งประเทศเป็นอาณานิคม เมื่อ พ.ศ.2426 จากนั้นฝรั่งเศสได้พยายามเข้าครอบครองลาว โดยอ้างสิทธิของญวนว่า ลาวเคยตกเป็นเมืองขึ้นของญวน ดังนั้น เมื่อฝรั่งเศสได้ญวนเป็นอาณานิคมแล้ว ลาวจะต้องเป็นเมืองขึ้นของญวนด้วย จึงได้ดำเนินการทุกวิถีทางที่จะได้ลาวเป็นเมืองขึ้น และยังต้องการให้ไทยเป็นเมืองขึ้นด้วย จากการขยายดินแดนของฝรั่งเศสในครั้งนี้ ทำให้กระทบกระเทือนต่อพระราชอาณาเขตของไทยเป็นอย่างยิ่ง

สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงจึงได้ทรงจัดการรวบรวมหัวเมืองตามชายแดนที่สำคัญขึ้นเป็นเขตปกครองเรียกว่ามณฑล โดยมุ่งที่จะป้องกันพระราชอาณาจักร ให้พ้นจากการคุกคามจากภายนอกเป็นหลัก และในขณะเดียวกันก็เป็นการทดลองการจัดระเบียบการปกครองอย่างใหม่ จึงได้ทรงเลือกสรรบุคคลที่ทรงคุณวุฒิ มีความสามารถสูง และเป็นที่วางพระราชหฤทัยให้ออกไปดำรงตำแหน่งข้าหลวงใหญ่ บัญชาการต่างพระเนตรพระกรรณ กำกับราชการซึ่งผู้ว่าราชการเมืองและกรมการบังคับบัญชาให้ดำเนินไปโดยชอบด้วยกฎหมายด้วยความสุจริต ยุติธรรม และรวดเร็ว จึงต้องเลือกบุคคลที่ไว้วางพระราชหฤทัยได้แน่นอน ดังนั้น ใน พ.ศ.2434 จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม พร้อมด้วยข้าราชการทหาร พลเรือน ตั้งอยู่ ณ เมืองหนองคายกองหนึ่ง ให้เรียกว่า ข้าหลวงหัวเมืองลาวพวน (มณฑลลาวพวนตั้งอยู่ทิศอีสานของเวียงจันทน์ประกอบด้วย หัวเมืองเอก 16 เมือง ขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ ส่วนหัวเมืองโท ตรี จัตวา 36 เมือง รวมขึ้นอยู่ในหัวเมืองเอก หลังจากเกิดวิกฤตการณ์สยาม ร.ศ.112 แล้วดินแดนที่เป็นไทยเหลืออยู่เพียง 6 เมือง คือ อุดรธานี ขอนแก่น นครพนม สกลนคร เลย และหนองคาย)

วิกฤตการณ์สยาม ร.ศ.112 (ตุลาคม พ.ศ.2436) ชนวนที่ฝรั่งเศสถือเป็นข้อพิพาทในการเรียกร้องดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ก็เกิดขึ้นเมื่อฝรั่งเศสได้ส่งทหารรุกเข้ามาทางด้านคำมวน เข้าปลดอาวุธพระยอดเมืองขวางกับทหารแล้วบังคับให้ควบคุมตัวมาส่งที่แม่น้ำโขง ณ เมืองท่าอุเทนก่อนที่พระยอดเมืองขวางปลัดจะยอมถอยออกจากเมืองคำมวนนั้น พระยอดเมืองขวางได้ยื่นหนังสือเป็นการประท้วงต่อฝรั่งเศส ดังนี้คือ

"?เมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม รัตนโกสินทรศก ๑๑๒ (พ.ศ.๒๔๓๖) ข้าพเจ้าพระยอดเมืองขวางข้าหลวงซึ่งรักษาราชการเมืองคำเกิด คำมวน ทำคำมอบอายัติเขตแดนแผ่นดินและผลประโยชน์ในเมืองคำเกิด คำมวน ไว้กับกงถือฝรั่งเศส ฉบับหนึ่งด้วย พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคมเสนาบดี

ว่าการกรมวังข้าหลวงใหญ่ซึ่งจัดราชการเมืองลาวพวน โปรดเกล้าฯให้ข้าพเจ้าขึ้นมารักษาราชการเมืองคำเกิด คำมวน ซึ่งเป็นพระราชอาณาเขตกรุงสยามติดต่อกับเขตแดนเมืองญวน ที่น้ำแบ่งด้านตาบัวข้าพเจ้าได้รักษาราชการแลท้าวเพี้ยไพร่ทาษาต่างๆ ให้อยู่เย็นเป็นสุขเรียบร้อยโดยยุติธรรมมาช้านานหลายปี ครั้นถึงวันที่ ๒๓ พฤษภาคม รัตนโกสินทรศก ๑๑๒ ท่านกับนายทหารฝรั่งเศสอีก ๔ คน คุมทหารประมาณ ๒๐๐ เศษ มาปล้นข้าพเจ้า แล้วเอาทหารเข้าล้อมจับผลักไส แทงด้วยอาวุธ ขับไล่กุมตัวข้าพเจ้ากับข้าหลวงขุนหมื่นทหารออกจากค่าย ข้าพเจ้าไม่ยอมให้ จะอยู่รักษาราชการผลประโยชน์ตามคำสั่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นเจ้าของข้าพเจ้าต่อไป กงถือฝรั่งเศสหาให้อยู่ไม่ ฉุดฉากข้าพเจ้ากับขุนหมื่นทหาร ข้าพเจ้าขอมอบอายัตเขตแดนแผ่นดิน ท้าวเพี้ยไพร่แลผลประโยชน์ของฝ่ายกรุงสยาม ไว้กับกงถือฝรั่งเศส กว่าจะมีคำสั่งมาประการใด จึงจะจัดการต่อไปและให้กงถือฝรั่งเศสเอาหนังสือไปแจ้งกับคอนเวอนแมนฝรั่งเศสแลคอนเวอนแมนต์ฝ่ายสยาม ให้ชำระตัดสินคืนให้กับฝ่ายกรุงสยามตามทำเนียบแผนที่เขตแดนแผ่นดิน ซึ่งเป็นของกรุงสยามตามเยี่ยงอย่างธรรมเนียมที่ฝ่ายกรุงสยามถือว่าเป็นของฝ่ายกรุงสยามได้รักษามาแต่เดิม(เซ็นชื่อ) พระยอดเมืองขวางปลัด?"

พระยอดเมืองขวางกับคณะถูกโกสกือแรงนายทหารฝรั่งเศสคุมตัวมาถึงแก่งเกียด พระยอดเมืองขวางได้ทหารจากท่าอุเทนเข้าสู้กับฝรั่งเศส จนฝรั่งเศสตายเกือบหมด หนีรอดไปได้เพียง 3 คน จากเหตุการณ์ที่ฝรั่งเศสได้กระทำในครั้งนี้ ฝ่ายไทยได้ประท้วงการกระทำต่อรัฐบาลฝรั่งเศสแต่ไม่ได้ผล ฝรั่งเศสกลับส่งกำลังคุกคามอาณาเขตไทยมากยิ่งขึ้น และกลับเป็นฝ่ายกล่าวหาว่าไทยเป็นผู้รุกรานในวันที่ 13กรกฎาคม ร.ศ.112 (พ.ศ.2436) ฝรั่งเศสได้ส่งเรือรบจำนวน2 ลำ เรือนำร่อง จำนวน 1ลำ เข้ามาในปากน้ำของไทย และได้เกิดยิงสู้กัน ป้อมพระจุลฯ ทำให้ทหารฝ่ายไทยตาย 15คน ฝรั่งเศสตาย2 คน บาดเจ็บ 3 คน แต่ไม่อาจหยุดยั้งเรือรบฝรั่งเศสได้ และได้เข้ามาจอดที่กรุงเทพฯ บริเวณสถานทูตฝรั่งเศสจนกระทั่ง ในวันที่ 21กรกฎาคม ร.ศ.112 ฝรั่งเศสได้ยื่นคำขาดให้ไทยตอบรับภายใน 24 ชั่วโมง เรื่องที่จะให้ไทยมอบดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงที่เป็นดินแดนลาวให้แก่ฝรั่งเศส เมื่อไม่ได้รับคำตอบ ทูตฝรั่งเศส (ม.ปาวี) จึงได้เดินทางออกจากประเทศไทย และประกาศปิดอ่าวไทย เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม ร.ศ.112ในที่สุดด้วยพระปรีชาญาณเล็งเห็นการณ์ไกลของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงยอมเสียสละดินแดนส่วนน้อยเพื่อมิให้ต้องเสียดินแดนทั้งหมดพระราชอาณาเขตให้แก่ฝรั่งเศสดังที่ฝรั่งเศสเคยใช้วิธีการกับญวน และเขมรมาแล้ว พระองค์จึงได้ตกลงพระทัยยอมทำสัญญากับฝรั่งเศสด้วยความโทมนัส จนถึงกับทรงพระประชวร....

ความโทมนัสของพระองค์ สร้างแรงผลักดันให้ "กรมหมื่นประจักษ์ฯ" และไพร่พล ตัดสินใจเลือกใช้พื้นที่บ้านเดื่อโนนหมากแข้ง สร้างบ้านแปงเมือง เพื่อตั้งรกรากปักฐาน และตั้งรับอริราชศัตรู และแผ่นดินผืนนั้นได้กลายเป็น "จังหวัดอุดรธานี" ในเวลาต่อมา ติดตามตอนต่อไปในฉบับหน้าค่ะ