สุดท้ายปลายฝัน

กว่า 6,000 กิโลเมตรในบรรยากาศ Autumn Leaves ณ ขอบโลกใต้
เที่ยวต่างแดน

ตอนที่ 1 ทำไมต้องเป็น New Zealand

ที่มา : ก่อนอื่นขอออกตัวก่อนว่าบันทึกฉบับนี้เขียนจากประสบการณ์ของผู้เขียนที่ได้ไปเยือน New Zealand ช่วงเดือนพฤษภาคม ปี 2556 ซึ่งเป็นช่วงปลายของฤดูใบไม้ร่วงใน New Zealand ก่อนเข้าฤดูหนาวอย่างเป็นทางการของโลกใต้ ตลอด 22 วัน...แห่งความทรงจำที่สุขใจและอิ่มสุข ของคนที่เลือกประเทศนี้เป็นดินแดนแห่งแรกของการพักผ่อนหลังจากการเดินทางอันยาวนานของการทำงานเกือบ 40 ปี เป็นการเล่าเรื่องที่พบเห็น ไม่ได้เขียนเชิงอ้างอิงหรือวิชาการ

ทำไมต้องเป็น New Zealand? หลังอำลาการทำงานประจำที่ทำมาเกินค่อนชีวิต...เราคิดว่า...ถึงเวลาแห่งการพักผ่อน และให้รางวัลชีวิตแก่ตัวเองเสียที ต่อแต่นี้ไปไม่ต้องตื่นแต่เช้าเพื่อหนีรถติด ตั้งแต่ก่อนตีห้าครึ่ง เพื่อให้ถึงที่ทำงานตอนหกโมงเศษ เพราะหากออกจากบ้านชานเมืองหลังจากเวลานั้น อาจสายได้ ด้วยเหตุระบบการจราจรที่ใกล้จลาจลเข้าไปทุกทีของกรุงเทพฯเมืองฟ้าอมร จากนั้น...นั่งรอเวลาทำงานในบรรยากาศร้อนแสนร้อน...รอเวลาเปิดเครื่องปรับอากาศ ในเวลา 08.30 น. ตามนโยบายประหยัดพลังงาน???

เรามีตัวเลือกดินแดนที่คิดว่าจะให้รางวัลแก่ตัวเองอยู่ไม่กี่ตัวเลือก ได้แก่ หนึ่ง...ญี่ปุ่น ไปดูฟูจิยาม่าที่สวยคลาสสิคตลอดกาล เที่ยวทะเลสาบฮาโกเน่ ดินแดนในนิยายรักโรแมนติค...ข้างหลังภาพ ชมวัดน้ำใสที่ได้เข้าชิงเป็นมรดกโลกยุคปัจจุบัน หรือ...สอง...ไปจีน เที่ยวปักกิ่ง พระราชวังต้องห้าม ปีนกำแพงเมืองจีน หนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรรย์ของโลก แชงกรีล่า...เมืองลี้ลับสุดขอบโลก สาม...นั่งรถไฟสาย Glacier Express ชมความงามชนบทของสวิตเซอร์แลนด์ หรือ สี่...การขับรถเที่ยว New Zealand ตัวเลือกสามอย่างแรก ทั้ง 3 ประเทศเหล่านี้ เราเคยไปมาแล้วทั้งสิ้น จึงเหลือตัวเลือกสุดท้าย คือการขับรถเที่ยว New Zealand เป็นตัวเลือกใหม่ที่น่าสนใจ ประกอบกับ...เราเองไม่เคยไปเที่ยวด้วยตัวเองเลย ทุกครั้งจะใช้บริการบริษัททัวร์ที่มีเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกตั้งแต่ก้าวแรกที่สนามบินสุวรรณ รวมทั้งการทำวีซ่า เช็คอิน โหลดสัมภาระ การเข้าเมือง ที่พัก อาหาร ที่เที่ยว ซื้อของ...การไปเที่ยวด้วยตนเอง...เราจะทำได้หรือนี่??? เป็นคำถามใหญ่ๆๆๆมาก คำถามต่อมาตามมาเรื่อยๆ เราจะสื่อสารรู้เรื่องหรือ?? เรามันภาษาอังกฤษแค่ yes , no , ok , pepsi , coca cola ประมาณนั้น แต่เมื่อคำตอบตกผลึกแล้วว่า ต้องเป็น New Zealand...เท่านั้น จึงปรึกษาหารือกับ partner โอ.เค.!...สู้โว้ย (ขออนุญาตยืมวาจาประโยคอมตะของน้องอร นักยกน้ำหนักทีมชาติมาใช้หน่อย) จากนั้นเราเริ่มเดิน...เดินหน้า

เริ่มต้นจากการค้นคว้าข้อมูล...หาซื้อหนังสือคู่มือเที่ยว New Zealand มา 3-4 เล่มมาศึกษา อ่านประสบการณ์นักเดินทางใน Pantip หลายสิบนักเดินทางที่เขียนเล่าเรื่องราวประสบการณ์ขับรถเที่ยวทั้งเกาะเหนือและเกาะใต้ อ่านซ้ำแล้วซ้ำอีกจนภาพประเทศนี้กระจ่างชัดขึ้นจนเหมือนเพื่อนสนิทที่รู้จักกันมานาน จากความรู้งูๆปลาๆ แค่ New Zealandตั้งอยู่ในทวีปออสเตรเลีย อยู่ในขั้วโลกใต้ เป็นประเทศปศุสัตว์ เลี้ยงแกะ และวัวเยอะ เหมือนออสเตรเลีย มี 2 เกาะ เกาะเหนือ มี เมารี น้ำพุร้อน และบ่อโคลนเดือด ส่วนเกาะใต้ อากาศหนาว และทิวทัศน์สวยกว่า มีทะเลสาบสีสวยเยอะกว่า และคนไทยนิยมไปเที่ยวเกาะใต้มากกว่าเกาะเหนือ ทั้งไปกับบริษัททัวร์และขับรถบ้าน นี่คือ...New Zealand ที่เราเคยรู้จัก การบอกเล่าจากชาว Blue Planet ( B.P.) ใน Pantip ทำให้เรารู้จัก New Zealand มากขึ้น ว่าเกาะใต้มีอากาศเย็นกว่าเกาะเหนือ เนื่องอยู่ใกล้ขั้วโลกใต้มากกว่า ต่างจากภูมิภาคอื่นๆของโลกที่ภาคเหนืออากาศจะหนาวเย็นกว่าภาคอื่น รวมทั้งประเทศไทย นักเดินทางที่ต่างเล่าประสบการณ์ มีทั้งกลุ่มขับรถเที่ยวทั้งเกาะเหนือและเกาะใต้ กลุ่มเที่ยวเกาะเหนือหรือเกาะใต้อย่างเดียว กลุ่มที่ขับรถบ้าน...พักตามจุดที่เป็น Holiday Park กลุ่มขับรถเก๋ง...พักเฉพาะที่พักแบบ Backpacker กลุ่มพักโรงแรม Hotel Hostel B&B Motel กลุ่มทำอาหารกินเอง กลุ่มที่กินที่ร้านอาหาร คนเหล่านี้ล้วนเป็นครู และแบบอย่างในการทำแบบฝึกหัดและการบ้านของเราให้เป็นโปรแกรมขับรถเที่ยว New Zealand ในแบบฉบับของเราเอง

จากข้อสรุปที่เราอ่านชาว B.P. ส่วนใหญ่จะขับรถเที่ยวเกาะใต้มากกว่าเกาะเหนือ อาจเป็นเพราะพวกเขามีเวลาจำกัด เมื่อต้องเลือกจึงเลือกขับรถเที่ยวเกาะใต้ที่มีสถานที่ที่เที่ยวสวยๆมากกว่า ฉะนั้นข้อมูลที่เราได้รับทั้งจากหนังสือ บันทึกชาว B.P. จึงเป็นข้อมูลของเกาะใต้มากกว่าเกาะเหนือ

ข้อมูลการขับรถเที่ยวเกาะใต้ ส่วนใหญ่เป็นการขับรถแบบวงกลม มีทั้งวงกลมเล็ก จาก Chrischurch - Asburton - Geraldine - Lake Tekapo - Twizel - Omarama- Cromwel - Arrowtown -Queenstown - Wanaka - Fox Glacier - Franz Josef -Hokitika - Arthur's Pass - Springfield - Chrischurch และวงกลมใหญ่ Chrischurch - Asburton- Geraldine - Lake Tekapo - Twizel -Omarama - Oamaru - Dunedine - Milton - Cromwel - Arrowtown -Queenstown - Te Anau - Milford Sound - Wanaka - Fox Glacier -Franz Josef - Hokitika -Greymouth - Punakaki - Arthur's Pass - Springfield - Chrischurch การขับรถทั้งวงกลมเล็กและวงกลมใหญ่มีให้ให้เลือกทั้งวนซ้ายและวนขวา หรือจะเรียกให้เข้าใจง่ายๆ คือขับตามเข็มนาฬิกา คือเส้นทางที่กล่าวข้างต้นที่การขับรถช่วงต้นง่ายกว่า คือขับผ่านทุ่งราบ ทะเลสาบ เมืองสวยๆแบบชิวๆไปก่อน แล้วค่อยเป็นเส้นทางโหดตอนท้ายๆ ที่เป็นเส้นทางบนเขาเลียบทะเลสาบเป็นส่วนใหญ่ หรือใครอยากเหนื่อยก่อนสบายทีหลังก็เลือกขับแบบทวนเข็มนาฬิกา จาก Chrischurch - Springfield - Arthur's Pass...สำหรับเรา เลือกขับรถวงกลมใหญ่แบบตามเข็มนาฬิกา ขอสบายก่อนแล้วกัน

จากเส้นทางขับรถ เราต้องวางแผนต่อไปว่า...เราจะเที่ยวที่ไหนบ้าง เลือกรถบ้านหรือรถเก๋ง จากนั้น สิ่งสำคัญอีกอย่าง คือฤดูกาลที่จะไป New Zealand มี 4 ฤดู เช่นเดียวกับประเทศซีกโลกเหนือในทวีปยุโรป และอเมริกาเหนือ แต่ไม่ตรงกัน คือฤดูหนาวใน New Zealand จะเป็นระหว่างเดือนมิถุนายน-สิงหาคม อุณหภูมิ 2-10 องศา ฤดูใบไม้ผลิ ระหว่างเดือนกันยายน-พฤศจิกายน อุณหภูมิ 7-17 องศา ฤดูร้อนระหว่างเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ อุณหภูมิ 13-22 องศา ฤดูใบไม้ร่วง ระหว่างเดือนมีนาคม-พฤษภาคม อุณหภูมิ 7-17 องศา ขณะที่ซีกโลกเหนือ ฤดูหนาวจะเป็นระหว่างเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์

เผอิญเราเป็นคนที่หลงใหลในบทเพลง Autumn Leaves มาแต่ไหนแต่ไร เพราะเป็นเพลงที่ให้อารมณ์และจินตนาการความสวยงามในความเหงาได้อย่างสุดยอด...The Autumn Leaves drift by the window...เราจึงฟันธง เลือกเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายของฤดูใบไม้ร่วงของโลกใต้ และเป็นเดือนที่เราประกาศความเป็นไทจากชีวิตการทำงาน รวมทั้งเหตุผลหลักการ ทั้งจากความสวยงามที่ชาว B.P. นำมาอวดและความทรงจำในอดีตเมื่อครั้งเราไปเยือนยุโรปตะวันออกในฤดูใบไม้ร่วงเมื่อหลายปีก่อน (แต่ฤดูใบไม้ร่วงที่ยุโรป เป็นช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม) ใบไม้หลากสีสวยได้ใจจริงๆขอบอก...

พอกำหนดเดือนที่จะไปได้แล้ว ก็ถึงขั้นตอนการกำหนดระยะเวลา ไปเที่ยวกี่วันดี 10 วัน 15 วัน 20 วัน 1 เดือน ไปเกาะเดียวหรือสองเกาะ เมื่อได้ข้อสรุปว่า ไป 2 เกาะ คือไหนๆ เราเสียค่าเครื่องบินหลายเงินอยู่ ใช้เวลาเดินทางกว่าสิบชั่วโมง อีกทั้งไปครั้งนี้แล้ว ไม่รู้ว่าจะได้ไปอีกหรือเปล่า? และได้ไปอีกเมื่อไหร่? อย่ากระนั้นเลย ไปเที่ยวทั้งเกาะเหนือ-เกาะใต้ดีกว่า ก่อนอื่นต้องเที่ยวสถานที่หลักๆ ที่ใครๆต้องไปกันให้ครบก่อนดีกว่า จะได้ไม่มาเสียดายทีหลัง หนึ่งเดือน...นานไปสำหรับคนเคยไปต่างประเทศแค่ 3-7 วัน เอา 20 วันแล้วกัน ร่างโปรแกรมสถานที่ และเมืองที่อยากไปแล้วยังมีวันเหลือ...เผื่อไถลเที่ยวพักเมืองที่ชื่นชอบพิเศษอีก 2 วัน รวมวันเดินทางไปกลับ เป็น 22 วัน เนื่องจากเรากำหนดไว้แต่แรกแล้วว่า ถ้าไป New Zealand ต้องขับรถเที่ยวเท่านั้น เบื่อตัวเลข 6-7-8 และการเที่ยวตามโปรแกรมที่กำหนดอย่างเคร่งครัดของทัวร์ เบื่อการชมสถานที่แต่ละแห่งแบบชะโงกทัวร์ ต้องแย่งกันถ่ายรูปในจุด Look Out แย่งกันซื้อของที่ระลึก ของฝาก แย่งกันเข้าห้องน้ำ พอกลับจากทัวร์กลับนึกไม่ค่อยออกว่า เอ๊ะ! ปราสาทนั้นปราสาทนี้เป็นอย่างไรนะ แล้วต้องย้อนกลับไปดูรูปถ่าย อ้อ!! เป็นอย่างนี้นี่เอง เพราะในความทรงจำแทบไม่ได้มีเวลายืนดื่มด่ำซึมซับความประทับใจซักเท่าไหร่

เมื่อเลือกการขับรถเที่ยว...สิ่งที่ต้องตัดสินใจลำดับถัดไป คือเช่ารถชนิดไหน รถบ้านที่เรียกว่า Campervan หรือรถเก๋ง

การขับรถเที่ยวใน New Zealand เดิมเราเคยใฝ่ฝันการขับรถบ้าน หรือ Campervan ที่มีที่นอน ห้องน้ำ ครัวพร้อม เจอสถานที่ใดสวยงาม มีโต๊ะ เก้าอี้สำหรับนั่งปิกนิกชมทะเลสาบสีสวย รับลมเย็นเฉียบ หรือนั่งชมดาวเดือนยามค่ำคืน เพราะเขาลือกันนักว่า...ท้องฟ้าโลกใต้สวยเฉียบ ในคืนเดือนมืดดาวจะกระจ่างเต็มผืนฟ้า ไร้มลพิษ บางค่ำคืนอาจเห็นทางช้างเผือกมาอวดโฉมให้ชมอีกต่างหาก

แต่...ในโลกความเป็นจริงมิใช่ดังภาพฝัน..การเดินทางโดยรถบ้านมีกฎกติกาที่ต้องปฏิบัติมากมาย ใน New Zealand การเดินทางโดยรถบ้านเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายมาก มีที่พักสำหรับรถบ้าน เป็นCampground & Holiday Park ที่ออกแบบสำหรับนักเดินทางที่ใช้รถบ้าน มีจุดชาร์จไฟเพื่อต่อเข้ารถ จุดถ่ายของเสียจากรถ มีห้องอาบน้ำ ห้องครัว ห้องรับประทานอาหารรวม รวมทั้งมีห้องพักหลายหลายรูปแบบ ทั้งแบบหอพักรวม ที่พักแบบ Cabin และ Power Suit ที่มีเฉพาะห้องพัก ใช้ห้องน้ำและห้องครัวรวม ห้องพักชนิดที่มีห้องน้ำและครัวส่วนตัว ราคาแตกต่างกันไป มีบริการรถเช่ามากมายหลายขนาดให้เลือกตามจำนวนผู้โดยสาร แบบเล็กสุดมี 2 ที่นอน มีครัว ไม่มีห้องน้ำ ไปจนถึงแบบ 4 และ6 ที่นอน มีครัว ห้องน้ำพร้อม ราคาเช่าแตกต่างกันไปตามจำนวนเตียงและอุปกรณ์อำนวยความสะดวก และรถบ้านจะต้องพักเฉพาะจุดจอดรถที่เป็น Campground & Holiday Park เท่านั้น ไม่ใช่เห็นที่ไหนสวยจอดพักค้างได้ตามใจชอบนะ...จะบอกให้ ดูภาพรถ Campervan แล้วค่อนข้างอุ้ยอ้ายพอสมควร และแล้ว...เราตัดสินใจเช่ารถธรรมดาสี่ล้อเล็ก แล้วหาที่พักนอนตามใจชอบดีกว่า

จากนั้น...หาข้อมูลบริษัทรถเช่าที่ New Zealand โดยดูจาก Comment นักเดินทางใน Pantip ส่วนใหญ่ว่าใช้บริการของบริษัทใด การบริการ สนนราคา คุณภาพรถ ผลที่สุด หวยมาออกที่ Apex Car Rentals ซึ่งมี rating ดีกว่าแห่งอื่น รวมทั้งมีแถมตั๋วข้ามเรือ ferry สำหรับรถให้ด้วย เราทำการเช่ารถ Mazda Tiida ปี 2010 ขนาด 1500 cc. พร้อมซื้อประกันชั้นหนึ่ง และตั๋วโดยสารเรือ ferry สำหรับผู้โดยสารทาง internet ซึ่ง Apex Car Rentals ได้ตอบรับการจองมาทันทีพร้อมคำนวณเงินที่เราต้องจ่าย และให้ระบุหมายเลขบัตรเครดิต เมื่อเรายืนยันโดยระบุชื่อผู้ขับขี่ วัน เวลา สถานที่รับรถและคืนรถ หมายเลขบัตรเครดิต Apex Car Rentals ออกใบจองให้ เราก็ print เก็บไว้เป็นหลักฐานการจองเพื่อนำไปยื่นกับ Apex Car Rentals ที่ Auckland ตอนรับรถ

เขียนโปรแกรมการเดินทาง ปรับเปลี่ยนจนลงตัวและพอใจว่า...น่าจะเพียงพอสำหรับ New Zealand และเริ่มปฏิบัติการขั้นต่อไป...ไปทำ Passport เนื่องจากเราไปต่างประเทศครั้งสุดท้าย คือไปฮิโรชิม่า ตั้งแต่ปี 2550 และไม่ได้ทำ Passport อีกเลย หลังจากนั้นประมาณ 2 สัปดาห์ ได้รับ Passport จากนั้นไปทำ visa ที่ตึกเอ็มไทย ทาวเวอร์ ออลซีซั่นเพลส ถนนวิทยุ วิธีการทำไม่ยุ่งยาก เพียงไปกรอกแบบฟอร์มที่ดูเหมือนเยอะแยะเป็นสิบหน้า แต่เอาเข้าจริงสำหรับ visitor visa กรอกข้อมูลแค่ไม่กี่หน้า ไม่เกินสองสัปดาห์เราก็ได้รับ visa ทาง ปณ. EMS พร้อมที่จะเข้า New Zealand แล้ว...ไชโย สำหรับผู้ที่คิดจะไป New Zealand ปัจจุบันค่าธรรมเนียม visa บุคคลธรรมดา คนละ 4,300 บาทแล้วจ้า (ข้อมูลเมื่อเดือนเมษายน 2556)

ต่อไปเป็นขั้นตอนการจองตั๋วเครื่องบิน กว่าจะได้เที่ยวบินสอดคล้องกับการเดินทางของเรา...เหนื่อยเอาการ เพราะไม่เจอสายการบินราคามิตรภาพที่บินตรงไป Auckland และบินกลับตรงจาก Christchurch ในที่สุดเราก็ค้นพบว่า Quantas ทำได้ รวมทั้งได้เวลาการเดินทางที่เหมาะสมลงตัว คือออกจากสุวรรณภูมิ เวลา 19.45 น. ถึง Auckland เวลา14.30 น. ขากลับ ออกจาก Christchurch เวลา 06.35 น. ถึงสุวรรณภูมิ เวลา 16.00 น. แต่เราก็สะบักสะบอม...ต้องเดินทางโดยสายการบินถึง 4 สาย แต่ถือเป็นประสบการณ์ชีวิตที่ดี ซึ่งจะกล่าวถึงรายละเอียดการผจญภัยในต่างแดนในตอนที่ 2 ต่อไป

เมื่อเราเลือกวิธีการขับรถเที่ยว ขั้นตอนต่อไป คือการทำใบขับขี่สากล เตรียมเอกสารให้พร้อมทุกอย่าง จะไปทำด้วยตนเอง หรือมอบอำนาจให้ใครทำแทนก็ได้ แต่อย่าลืมฝากค่าธรรมเนียมคนละ 505 บาทไปด้วย สามารถไปทำได้ทั้งที่กรมการขนส่งทางบกที่หมอชิต แผนกใบขับขี่สากล อาคาร 2 ชั้น 4 หรือจะไปทำที่สำนักงานขนส่งพื้นที่ใกล้บ้านก็ได้ เดี๋ยวเขาขยายการให้บริการไปแล้วไม่ต้องไปถึงกรมการขนส่งทางบก ที่จริงเรื่องการทำใบขับขี่สากล นักเดินทางบางคนบอกว่าใช้ใบขับขี่รุ่นใหม่ที่มีภาษาอังกฤษกำกับก็เพียงพอ เพราะบริษัทรถเช่าเขารับ แต่เราขอไม่เสี่ยงดีกว่า เผื่อมีกรณีเฉี่ยวชน มีเรื่องราวถึงคุณตำรวจกีวี และอย่างน้อยแม้ไม่ได้ใช้จะได้เก็บไว้เป็นที่ระลึก เพราะเจ้าใบขับขี่สากลนี้มีอายุแค่ปีเดียวเท่านั้น

จากนั้น...เฝ้าดูอัตราการแลกเปลี่ยนเงิน NZ รอจนได้อัตราที่พอใจ แลกเงินทั้งหมดตามงบที่จะใช้กินและใช้จ่ายอื่นๆ ที่ New Zealand เพราะเราตั้งเป้าไว้ว่าจะใช้เงินสด บัตรเครดิตเตรียมใช้ในการเช่ารถและกรณีฉุกเฉินท่านั้น เราแลกเงินเหรียญ NZ สองครั้งได้อัตรา 25.40 บาท/เหรียญ และ 25.10 บาท/เหรียญ หลังจากนั้นเลิกเปิดดูอัตราแลกเปลี่ยนอีก...ไม่อยากรับรู้ ไม่อยากได้ยิน ไม่ยล..และไม่ยินใดๆ

เอกสารพร้อม...ต่อไปเป็นเรื่องกระเป๋าเดินทางและเสบียง เราเป็นโรคกลัวความหนาว กลัวเที่ยวไม่สนุกจึงเตรียมชุดลองจอห์นไป 2 ชุด ซึ่งให้เราเที่ยว นอนหลับใน New Zealand อย่างอบอุ่นมีความสุขตลอด 20 วัน ถุงมือ ถุงเท้า หมวก ผ้าพันคอ เสื้อกันหนาวที่ต้องกันลมได้ด้วย เพราะที่ New Zealand ลมแรงมาก ร่ม เสื้อฝน (อันนี้ชาว B.P. เขาฝากบอก ที่นั่นบางวันมี 4 ฤดู ทั้งร้อน หนาว ฝน หิมะ และฝนตกได้ตลอดเวลา) ที่บังแดดในรถ (อันนี้ชาว B.P. เขาฝากบอกมาอีกนั่นแหละว่า ที่นั่นแดดแรงมาก) CD เพลง อุปกรณ์ชาร์จกล้อง โทรศัพท์ ขาตั้งกล้อง อ้อ! เราเตรียมผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ผ้าห่มไปด้วยเพื่อประโยชน์สองสถาน...คือ...ความงก ชาว B.P. นั่นแหละบอกว่า...ที่พักบางแห่งไม่มีผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ผ้าห่มให้ ต้องเช่า (เสียดายค่าเช่า) ประโยชน์อีกประการหนึ่ง คือบุรองกระเป๋าอาหารไม่ให้ถูกกระแทกมาก

ในส่วนของกระเป๋าเดินทาง ใส่เฉพาะเสื้อผ้า และของใช้ส่วนตัว ส่วนกระเป๋าเสบียงเราเลือกชนิดที่มีน้ำหนักเบาที่สุด เพื่อลดน้ำหนักในส่วนของกระเป๋าไปเป็นน้ำหนักของอาหารที่เราจะนำไป ในกระเป๋าเสบียงมีหม้อหุงข้าวด้วยไมโครเวฟ (น้ำหนักไม่มาก ซื้อที่เซ็นทรัล) ข้าวสารขนาด 2 กก. โจ๊กซอง มาม่ารสต่างๆ เครื่องปรุงรส ได้แก่ ผงปรุงรสต้มยำ แกงเขียวหวาน แกงเผ็ด กะเพรา พะแนง ผัดฉ่า ต้มข่า ซอสปรุงรส ซอสซีฟู้ด ซอสมะเขือเทศ น้ำปลาพริก น้ำมันหอยแบบซอง จาน ปิ่นโต ขวดน้ำTupperware สำหรับใส่เสบียงอาหารกลางวัน กระติกกาแฟ อันนี้จำเป็นมาก...ขอบอก...ช่วยได้มาในการขับรถ ตอนแรกเราได้ข้อมูลเรื่องน้ำหนักกระเป๋าว่าโหลดใต้เครื่องได้ว่านำไปได้ไม่เกินคนละ 20 กก. และสัมภาระติดตัวขึ้นเครื่องอีกได้คนละไม่เกิน 7 กก. เอาละวา...เช็คน้ำหนักกระเป๋าทั้งสองใบ เช็คแล้วเช็คอีก ดึงโน่นเข้าดึงนี่ออก ส่วนใหญ่จะดึงออกมากกว่า จนถึงวันเดินทาง...ใบ List of Food หลุดออกจากกระเป๋าเสบียงตอนไหนไม่รู้ จนก่อความวุ่นวายโกลาหลพอสมควรที่สนามบิน Auckland

กว่าจะเตรียมข้าวของเสร็จเล่นเอาเหนื่อย...แต่นี่แค่ยกแรกของประสบการณ์

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า