เมืองปราสาทหิน ณ ดินแดนอีสานใต้

บันทึกการเดินทาง

1...แผ่นศิลาแลงและหินทราย ถูกสกัดเป็นก้อนเหมาะสม มาก่อด้วยเทคนิคด้านสถาปัตยกรรม สร้างสรรค์เลียนแบบจักรวาล ตามคติความเชื่อทางศาสนา ที่เชื่อมโยงโลกมนุษย์กับดินแดนเทพเจ้า โดยมีศาสนสถานเป็นแกนกลางโลก

ปราสาทหินที่กำเนิดขึ้น พร้อมเกิดอารยธรรมรุ่งเรือง แต่ดำเนินอยู่ได้ช่วงเวลาหนึ่ง แล้วต้องล่มสลายดับไป ทว่าร่องรอยของสถาปัตยกรรม ที่ตกค้างให้เห็นในปัจจุบัน เป็นเครื่องนำทางศึกษาข้อเท็จจริง หรือเรียนรู้เรื่องที่เกิดขึ้นในอดีต

ณ ดินแดนตะวันออกเฉียงเหนือ มีการค้นพบหลักฐานสำคัญๆ ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ มีปราสาทหินน้อยใหญ่กว่า 60 แห่ง พบเห็นกระจายอยู่ทั่วไป ซึ่งบางพื้นที่ในจังหวัดของภาคอีสาน โดยเฉพาะจังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดอุบลราชธานี เราจะไปเปิดหน้า "บันทึกการเดินทาง" กันครับ

เช้าวันหนึ่งช่วงปลายฝน กับบรรยากาศมัวซัว หลังรอนแรมมาแต่วันวาน ด้วยทางหลวงหมายเลข 1 ระยะทาง 571 กิโลเมตร ก็ถึงตัวเมืองศรีสะเกษ ทำให้เที่ยวเตร่ ผามออีแดง ตั้งแต่เช้าตรู่เลย ซึ่งอยู่ใน อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร

เจ้าหน้าที่เร่งเปิดห้องประชุม แล้วบรรยายโดย ศราวุธ บุญสู่ หัวหน้าฝ่ายนันทนาการและสื่อความหมาย ว่า อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ตั้งอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติเขาพระวิหาร เนื้อที่ประมาณ 130 ตารางกิโลเมตร ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ ลำดับที่ 83 เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2541 สภาพภูมิประเทศทั่วไป ส่วนใหญ่เป็นเทือกเขาซับซ้อน ตามแนวเขาพนมดงรัก ที่กั้นชายแดนเมืองไทยกับเมืองกัมพูชา โดยปกคลุมด้วยป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ และป่าเต็งรัง ซึ่งเป็นแหล่งอาศัยสัตว์ป่าจำนวนมาก ที่มักตระเวนหากินข้ามไปมา ระหว่างผืนป่าทั้งสองประเทศ อย่างพวกหมูป่า เก้ง กวาง กระต่าย กระรอก ชะนี ชะมด

แม่นแล้ว!!! พวกสัตว์ป่าเดินข้ามแดนข้ามเมือง...บ่ผิดกฎหมาย แต่บางคนล้ำถิ่นเข้าไปไม่กี่กิโล โดนจับขังคุกในต่างแดนซะหลายปี

ภายในอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร มีแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ และแหล่งศึกษาธรรมชาติหลายแห่ง อย่างที่ผมได้สัมผัสตรงผาหินสีแดง สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 556 เมตร แลเห็นทัศนียภาพกว้างไกลสุดตา มีสภาพป่าเบื้องล่างที่เรียกว่า เขมรต่ำ แล้วตรงแนวผาชั้นตั้งฉากราว 90 องศา ที่เรียกว่า ผามออีแดง นั้น เดิมทีเรียกว่า ผา ม.45 แต่เมื่อปี 2504 คณะนักศึกษาของ ครูแดง-ศิริพูน ตันติเจริญ มาเที่ยวประสาทเขาพระวิหาร รถประสบอุบัติเหตุ ตะแคงทับครูแดงเสียชีวิต จากนั้นก็ปรากฏตัวให้เห็นตรงจุดเกิดเหตุรถพลิกคว่ำ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานแถวเขาพระวิหาร มักเห็นกันเสมอในตอนรุ่งสาง ต่อมาจึงทำบุญสร้างขวัญกำลังใจ พร้อมอุทิศส่วนกุศลให้ครูแดง ตั้งแต่นั้นมาครูแดงก็ไม่ปรากฏให้เห็น แล้วเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ครูแดง จึงเรียกผา ม.45 เป็นผามออีแดง ซึ่งคำว่า มอ หมายถึงเนินหรือหน้าผา ส่วนคำว่า อี หมายถึงนามเสมือนเรียกญาติสนิท และคำว่า แดง หมายถึงชื่อเล่นของครูแดง

บรื๋อ!!! ฟังเรื่องราวเสร็จ ก็ให้ขนลุกซู่ทั่วตัว จ้ำอ้าวไปดูภาพสลักนูนต่ำ ตรงทางเดินบันไดเลียบหน้าผา ถือเป็น Unseen in Thailand

ภาพสลักบนผาหินทราย ที่อยู่ทางทิศใต้ของผามออีแดง รูปคนสวมเครื่องแต่งกายเขมร 3 คน ราวพุทธศตวรรษที่ 15-17 สันนิษฐานว่า รูปบุรุษเป็นท้าวกุเวร หนึ่งในจตุมหาราชประจำทิศเหนือ หรือรูปบุคคลผู้สูงศักดิ์ ส่วนอีกรูปเป็นคนประทับบนนาค น่าจะเป็นเทพวรุณทรงนาค หรือพระนารายณ์ทรงนาค ส่วนภาพสัตว์สองตัวแกะไม่เสร็จ อาจจะเป็นพาหนะของเทพ และบริเวณใกล้เคียงกัน ยังมีภาพแกะสลักลายเส้น โดยเชื่อกันว่า ช่างมาแกะสลักเพื่อซ้อมฝีมือ ก่อนขึ้นไปแกะสลักจริง บนปราสาทเขาพระวิหาร

จากนั้นพี่ฝ่ายนันทนาการและสื่อความหมาย อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร แล่นรถนำพามาส่งที่ ปราสาทโดนตวล ซึ่งห่างจากหน้าผา แนวชายแดนไทย-กัมพูชา 300 เมตร อยู่แถวบ้านภูมิซรอล อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ

ปราสาทโดนตวล สร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 15-16 ศาสนสถานแบบขอมหลังเดียว อยู่บนเทือกเขาโดนตวลหรือเขายายอ่อน โดยรวมของตัวปราสาทนั้น มีแผนผังรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ทำการย่อมุมทั้งสี่ด้าน หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ตรงประตูทางเข้าทำเป็นมุขยื่นออกมา ตัวปราสาทก่อด้วยศิลาแลง หินทราย และอิฐ หลังคาทำเป็นเครื่องไม้มุงกระเบื้อง มีการสันนิษฐานกันว่า หินทรายที่ใช้เป็นวัสดุในการก่อสร้าง อาจนำมาจากบริเวณหน้าผา ทางด้านทิศตะวันออกของปราสาท ซึ่งมีรอยการตัดหินปรากฏอยู่

ตำนานเกี่ยวข้องกับปราสาทโดนตวล มีว่า สตรีผู้สูงศักดิ์นางหนึ่ง รูปร่างหน้าตาสวยงาม เรียกชื่อตามลักษณะเด่นในเรือนร่าง เป็นภาษาเขมรว่า เนียง ด็อฮฺ ธม (นางถันใหญ่) นางมาจากแผ่นดินสูง คือ อาณาจักรโคตรบูร ความสวยเด่นของนาง เลื่องลือไปถึงกษัตริย์ขอม จึงโปรดให้ขุนนางข้าราชและบริพาร รับนางเข้าราชสำนัก ทั้งที่นางมิได้นิยมยินดี ระหว่างทางพักแรมลานหิน ตาเล็ง...ผู้หลงใหลในตัวนาง สู้คอยติดตามไปช่วย แต่ถูกฆ่าตายที่ป่าแห่งหนึ่ง ตรงเส้นทางที่ลงสู่แผ่นดินต่ำ ป่าแถบนั้นจึงได้ชื่อว่า ป่าตาเล็ง

ศรีสะเกษ...แดนปราสาทขอม หอมกระเทียมดี มีสวนสมเด็จ เขตดงลำดวน หลากล้วนวัฒนธรรม เลิศล้ำสามัคคี จังหวัดหนึ่งในภาคอีสานตอนล่าง นครแห่งอารยธรรมขอม อันรุ่งเรืองมานับพันปี และเป็นอีกหนึ่งความมหัศจรรย์

แต่เรายังไม่ได้เสร็จสิ้นการเยือนถิ่นปราสาทหิน เพียงแต่ขอพักเบรกไว้ก่อน เพื่อทำการเร่งรุด เดินหน้าเข้าที่พักแรม ให้ทันก่อนช่วงมืดค่ำ

ชีพจรลงเท้าวันถัดมา เข้าสู่จังหวัดอุบลราชธานี อาศัยการสัญจรคล่องตัวกับทางหลวงหมายเลข 1 ต่อด้วยทางหลวงหมายเลข 24

โปรแกรมท่องเที่ยวยามเช้า กลางละอองบางๆของน้ำฝน ที่ยังคงคั่งค้างเหลือเพียงเล็กน้อย เจือปนไปกับสภาพพื้นที่ราบสูง อันมีหน้าผาหินทรายและแม่น้ำโขง มาขวางกั้นเป็นเส้นพรมแดน ระหว่างคนไทยกับคนลาว

อุทยานแห่งชาติผาแต้ม พื้นที่ประมาณ 212,500 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 3 อำเภอ คือ อำเภอโขงเจียม อำเภอศรีเมืองใหม่ และอำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี พื้นที่ติดกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีแม่น้ำโขงเป็นเส้นแบ่งพรหมแดน สภาพภูมิประเทศส่วนใหญ่ เป็นที่ราบสูงและเนินเขา มีหน้าผาหินที่สูงชัน เกิดจากการแยกตัวของเปลือกโลก รวมทั้งการกระจายของหินทราย ที่รูปร่างแปลกตามีเห็นทั่วไป

ติดต่อไก๊ด์นำเที่ยวล่วงหน้า เมื่อมาถึงบริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติผาแต้ม เพียง โทร.หาตื๊ดเดียว พี่วิภาวัลย์ วงกลม ก็มาพบหน้าค่าตา

แหล่งท่องเที่ยวโดดเด่น ภายในอุทยานแห่งชาติผาแต้ม คือ ผาแต้มโขงเจียม บ้านกุ่ม ตำบลบ้านไผ่ อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี

คำว่า ผาแต้ม มีความหมายว่า หน้าผาที่มีรอยวาด ระบาย หรือประทับด้วยสี ส่วนคำว่า โขงเจียม คำที่บ่งบอกสถานที่ว่า ผาแต้มอยู่ริมแม่น้ำโขง

ผาแต้มโขงเจียม แหล่งงานศิลปะภาพเขียนสี สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ที่ยาวต่อเนื่องและมีขนาดใหญ่ โดยฝีมือกลุ่มคนเมื่อสามพันปี ที่ดำรงชีพด้วยการล่าสัตว์ หรือเริ่มทำการเพาะปลูก ซึ่งภาพสะท้อนวิถีชีวิต และพิธีกรรมบางอย่าง

การเข้าทัศนาภาพเขียน ต้องเดินจากหน้าผาลงไป โดยทางอุทยานแห่งชาติผาแต้ม กรุยเป็นทางประมาณ 500 เมตร มุมที่ต่ำกว่า 90 องศา มีภาพทั้งหมดราว 300 ภาพ แบ่งออกเป็น 5 ประเภท คือ ภาพสัตว์ ภาพลายเรขาคณิต ภาพคนทำนา ภาพฝ่ามือ และภาพตุ้ม ซึ่งตุ้มหมายถึงเครื่องมือจับปลาของชาวประมงริมน้ำโขง

เส้นทางที่ทอดตัวคอดแคบ แต่ก็เดินได้อย่างสะดวก นำสู่ภาพเขียนสีจุดแรก ณ บริเวณผาขาม โดยทางซ้ายมือของผา มีภาพสีแดงเลือนตา ทว่าก็พอสังเกตว่าเป็นปลา ช้าง หรือโครงร่างของสัตว์ และมีเส้นสายวาดทับบนรูปต่างๆ

เดินห่างจากผาขามราว 300 เมตร ก็มาถึงบริเวณผาแต้ม มีภาพเขียนขนาดใหญ่และยาวถึง 180 เมตร เป็นภาพที่หลากหลาย ปนเปหรือซ้อนทับกว่า 300 ภาพ ทั้งภาพคน ภาพวัว ภาพช้าง ภาพหมา และภาพสัตว์น้ำอย่างปลาบึก รวมถึงเต่าหรือตะพาบน้ำ ส่วนใหญ่ใช้สีแดงในการวาด ด้วยเทคนิคการลงสี และทำรูปรอยลงในเนื้อหิน

แล้วไก๊ด์ก็พาถึงผาหมอนน้อย อยู่ถัดจากผาแต้มเกือบหนึ่งกิโล เราต้องเมื่อยคอกันหน่อย เพราะภาพแถวนี้เขียนภาพไว้สูง แต่ก็ยังเห็นชัดว่า เป็นภาพต้นข้าวหรือนาข้าว ด้วยเทคนิคลายเส้นขีดเรียง ส่วนข้างๆเป็นภาพคนล่าสัตว์ และมีภาพคล้ายแหหรือตาข่าย ปรากฏอยู่ด้านหน้า อาจแสดงถึงการดำรงชีวิตด้วยการเพาะปลูกและล่าสัตว์

เพลินกับการชมภาพเขียน กระทั่งมาถึงศาลารับเสด็จ แล้วกะจะไปที่ผาหมอน จุดสุดท้ายการชมภาพเขียน ซึ่งมีภาพคนนุ่งกระโปรง โครงบ้านเขียนด้วยสีแดง ทว่าเพื่อนบางคนในกลุ่มก๊วน เหนื่อยหอบเจียนขาดใจ...จึงเลิกความตั้งใจ

ไก๊ด์สวยสมวัยอธิบายทิ้งท้ายว่า "บริเวณที่ตั้งของภาพ สายฝนสาดเข้าไปถึง ลมพัดผ่านไม่ค่อยได้ บางส่วนโดนแสงแดด เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์ ช่วงเช้าถึงตอนเที่ยงวัน แล้วช่วงบ่ายคล้อยไปแล้ว หน้าผาจะมีร่มเงาปกคลุม จึงดูภาพเขียนได้อย่างชัดเจน ซึ่งช่วงที่มีแสงแดดส่องอยู่นั้น บางครั้งมองไม่ค่อยเห็นภาพเขียน แว่นตาดำช่วยกรองแสง ทำให้แลเห็นภาพเขียนคมชัด ส่วนเวลาใกล้จะพลบค่ำ แลเห็นภาพเขียนสวยที่สุด ดังนั้น ช่วงฤดูหนาว แนะนำให้มาชมช่วงบ่าย และฤดูร้อนติดแว่นมาชมด้วยค่ะ"

เหงื่อไหลไคลย้อยตามกัน จึงไปล้างหน้าและผลัดเปลี่ยนเสื้อ ก่อนเดินทางไปชม เสาเฉลียง อยู่ริมทางก่อนถึงผาแต้ม 2 กิโลเมตร

เสาเฉลียง...แผลงมาจาก สะเลียง แปลว่า เสาหิน ประติมากรรมหินทราย 2 ยุค คือ หินทรายยุคครีเตเซียส อายุประมาณ 130 ล้านปี เป็นส่วนตรงดอกเห็ดอยู่ท่อนบน และหินทรายยุคไดโนเสาร์ มีอายุประมาณ 180 ล้านปี เป็นส่วนของต้นเสาตรงท่อนล่าง โดยผ่านกระบวนการชะล้าง หรือพังทลายของดิน อันเกิดจากสภาพอากาศ สายฝน และลมพายุ มาเป็นเวลาหลายล้านปี ซึ่งมีคุณสมบัติทางธรณีวิทยา คือง่ายต่อการสึกกร่อน กว่าหินในกลุ่มเดียวกัน และเมื่อผ่านการสึกกร่อนระยะหนึ่ง กระบวนการต้านทานทางธรรมชาติ รวมถึงแรงกดทับของเม็ดฝน ทำให้หินทรายแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ส่งผลในการรักษาสภาพคงรูป

โปรแกรมเริงร่าช่วงบ่าย รถแล่นตามทางหลวง 222 เพื่อมุ่งหน้าสู่ วัดถ้ำคูหาสวรรค์ ที่ก่อสร้างปี 2521 เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม และแหล่งเที่ยวทางวัฒนธรรม โดยบริเวณจุดชมทิวทัศน์ เห็นทัศนียภาพลำน้ำโขง และฝั่งลาวได้แจ่มแจ๋ว

ครั้นเมื่อครึ้มฟ้าครึ้มฝน จึงเลี่ยงไปเที่ยว วัดพระธาตุหนองบัว แต่หยาดน้ำจากฟ้า ก็ตามมาให้ความชุ่มชื่น พร้อมความเฉอะแฉะ

วัดพระธาตุหนองบัว ถนนธรรมวิถี ตำบลในเมือง อำเภอเมืองฯ จังหวัดอุบลราชธานี วัดราษฎร์นิกายธรรมยุต วัดที่สำคัญวัดหนึ่งของจังหวัด โดยมีปูชนียสถานที่สำคัญ คือ พระเจดีย์จำลองแบบพุทธคยา จากประเทศอินเดีย มีความสูงประมาณ 61 เมตร ฐานกว้างด้านละ 18 เมตร พื้นที่รวมทั้งหมด 50 ไร่ 1 งาน 19 ตารางวา สร้างเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม และเป็นที่ระลึกวาระมงคลกึ่งพุทธกาล อนุสรณ์สถาน 25 พุทธศตวรรษ

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า