เจ้าฟ้ามหิดล

150 ปี ศรีสวรินทิรา

ตอนที่ 1...สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดชฯ ทรงเป็นพระราชโอรสพระองค์สุดท้องในสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี และเป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ 69 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติเมื่อวันศุกร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2434 ณ พระบรมมหาราชวัง ขณะประสูติ พระราชบิดาทรงเป็นพระมหากษัตริย์ และพระชนนีทรงเป็นพระราชเทวี จึงทรงได้รับการถวายพระยศเป็น เจ้าฟ้า ตามธรรมเนียมราชตระกูลทรงพระนามว่า สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดชฯ

พระราชประวัติช่วงที่ทรงพระเยาว์ ซึ่งได้รับการถ่ายทอดจาก พลตรี หม่อมเจ้าปรีดิเทพพงษ์ เทวกุล อดีตมหาดเล็กในวังพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งทรงพระยศเป็น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ในฐานะองค์ปาฐกในวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ของ สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2508 อันกลายมาเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ได้รับความเชื่อถือสูงมาก ระบุถึงคุณสมบัติพิเศษบางประการของพระราชโอรสพระองค์นี้ ว่า

"ทูลกระหม่อมทรงพระอุตสาหะศึกษาวิชาภาษาไทยในโรงเรียนราชกุมารตั้งแต่ก่อนโสกันต์ จนถึง 13 พรรษา จึงได้เสด็จไปเล่าเรียนในต่างประเทศ เมื่อคำนึงถึงพระอายุน้อยเพียงเท่านี้ ก็เป็นที่น่าอัศจรรย์ที่ทรงมีความรู้กว้างขวางในภาษาไทย เมื่อทูลกระหม่อมได้ทรงผนวชเป็นสามเณร เมื่อปี 2447 ครั้งนั้น พวกผู้เยาว์ซึ่งอยู่ในราชสำนัก สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้ตามไปเป็นศิษย์วัดประจำอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหาร

พวกเราเด็กๆ ต้องเรียนข้อปฏิบัติและศีลธรรมอย่างง่ายๆ ทูลกระหม่อมสามเณรซึ่งมีพระชนมายุยังไม่ถึง 13 ปีเต็ม ได้ทรงรับหน้าที่ถ่ายวิชาเป็นครูของพวกเราด้วยพระองค์เอง ทูลกระหม่อมเป็นที่ประทับใจแก่ผู้ที่ได้เฝ้าแหนและได้ร่วมเล่นกันมาระหว่าง 3-4 ปี ครั้งทรงพระเยาว์ว่า ทรงวางพระองค์เสมือนเป็นผู้ใหญ่ เป็นที่น่าเลื่อมใส

โดยมิได้เอาพระทัยแต่พระองค์ฝ่ายเดียว แต่เป็นผู้ที่ทรงเห็นอกเห็นใจผู้อื่น นี้เป็นคุณสมบัติที่ฝังอยู่ในพระกมลสันดานมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ และที่เป็นคุณสมบัติพิเศษอันสำคัญอีกประการก็คือ ได้ทรงขอพระราชบิดาให้มีโอกาสเสด็จในงานต่างๆ ตามลำพังพระองค์ จึงเคยชินและไม่ประหม่า กอปรกับทรงเป็นผู้ที่ได้รับการอบรมในเรื่องมารยาทมาเป็นอย่างดี เมื่อทรงพระเจริญขึ้นจึงทรงเป็นผู้ที่เข้ากับประชาชนได้ทุกชั้นทั้งไทยเทศ"

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชประสงค์ว่า เมื่อบรรดาพระราชโอรสมีพระชนมายุพอควรแล้ว จะโปรดเกล้าฯให้ไปศึกษาวิชาในต่างประเทศ ซึ่งเจริญด้วยวิทยาการต่างๆ ในส่วนสมเด็จเจ้าฟ้าราชโอรสนั้น ให้เสด็จฯไปทรงเริ่มเล่าเรียนที่ประเทศอังกฤษก่อนทุกพระองค์ แล้วต่อมาจะทรงย้ายไปศึกษาวิชาในประเทศอื่นๆ บ้างก็ได้

สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดชฯ ทรงเล่าเรียนที่โรงเรียนแฮร์โรว์ ซึ่งเป็นพับลิคสกูล ชั้นดียิ่งโรงเรียนหนึ่งของประเทศอังกฤษ ประทับอยู่ที่อังกฤษเพียงสองปีครึ่งเท่านั้น แล้วจึงไปทรงศึกษาต่อที่ประเทศเยอรมนี เนื่องจากเวลานั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับ พระเจ้าไกเซอร์ มีความสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้น ทรงต้อนรับพระราชปิโยรสอย่างอบอุ่น และทรงอำนวยให้นักเรียนไทยได้ศึกษาวิชาการทหารในประเทศเยอรมนี นับตั้งแต่เริ่มแรก เมื่อ พ.ศ.2440 เป็นต้นมา โดยเมื่อได้ยศร้อยตรีแล้ว จะมีหน้าที่และสิทธิเหมือนนายทหารเยอรมันทุกประการ สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดชฯ ทรงเป็นสมเด็จเจ้าฟ้าราชโอรสพระองค์ที่ 3 ที่ย้ายจากประเทศอังกฤษมาทรงศึกษาต่อที่ประเทศเยอรมนี ทรงใช้เวลาสี่ปีครึ่งในการศึกษาวิชาสามัญในโรงเรียนคะเด็ตของทหารบก 2 แห่ง เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว ได้เสด็จฯไปทรงเข้าโรงเรียนนายเรือ ซึ่งพระเจ้าไกเซอร์โปรดให้พระองค์เป็นเรือตรีในราชนาวีเยอรมันเป็นพิเศษ ทว่าแม้จะทรงเครื่องแบบตามชั้นยศเรือตรีได้แล้วก็ตาม ยังทรงศึกษาและรับการฝึกหัดที่โรงเรียนนายเรือในหน้าที่ต่างๆ เหมือนนักเรียนทั่วไป รวมเวลาที่ทรงใช้ตั้งแต่เป็นคะเด็ตทหารเรือ จนเลื่อนยศเป็นร้อยตรี ถึงสามปีครึ่ง แต่เมื่อถึงขั้นสุดท้ายที่จะต้องลงประจำเรือรบเพื่อปฏิบัติการหาความรู้ความชำนาญ ได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1พอดี หากด้วยพระนิสัยที่เมื่อปฏิบัติการอันใดจะทำให้ครบถ้วนตามระเบียบ จึงมีพระประสงค์อันแรงกล้าในอันที่จะลงประจำเรือรบแห่งราชนาวีเยอรมัน เพื่อดูการปฏิบัติจริง จึงได้ทรงขอให้อัครราชทูตรายงานเข้ามากรุงเทพฯ เพื่อขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรื่องนี้ต่อ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่ทรงมีพระราชดำริด้วยความสุขุมคัมภีรภาพว่า เพราะเหตุที่ได้มีประกาศเรื่องกรุงสยามเป็นกลางในสงครามครั้งนั้น จึงไม่พระราชทานพระบรมราชานุญาต

ต้นเดือนมีนาคม ปลาย พ.ศ.2457 สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดชฯ เสด็จฯกลับจากต่างประเทศด้วยพระชนมายุ 23 ชันษา ทรงมีพระฉวีวรรณผุดผ่อง ลักษณะผึ่งผายสมเป็นชายชาติทหาร แต่ในพระหฤทัยเต็มไปด้วยความอ่อนโยนและความเมตตาต่อคนทั่วไป จึงเป็นที่ชื่นชมในพระบารมีต่อผู้พบเห็น ทรงได้รับพระราชทานยศนายเรือโท และเข้ารับราชการในกระทรวงทหารเรือ แต่เพียงเก้าเดือนครึ่ง ก็ทรงกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต ลาออกจากราชการทหารเรือ แล้วเสด็จฯกลับไปศึกษาต่อในต่างประเทศ

จากพระราชประวัติจึงเห็นได้ว่า สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์ เสด็จฯไปทรงศึกษาต่างประเทศ ในสาขาวิชาทหารเรือ และทรงมีพระประสงค์ที่จะกลับมารับราชการในสาขาวิชาดังกล่าว

แต่ต่อมากลับทรงเปลี่ยนเส้นทางเดินในชีวิตจากการรับราชการทหารเรือ มาทรงศึกษาด้านการสาธารณสุขและการแพทย์ จนกระทั่งทรงได้รับยกย่องเป็น พระบิดาแห่งการแพทย์

เบื้องหลังแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งนั้น เกิดจาก สมเด็จกรมพระยาชัยนาทนเรนทร ซึ่งเป็นพระเชษฐาต่างพระมารดาที่ทรงเป็นกำพร้าตั้งแต่ทรงพระเยาว์ และ สมเด็จพระศรีสวรินทิรา พระบรมราชเทวี ได้ทรงรับมาเลี้ยงดูประดุจพระราชโอรสในอุทรตั้งแต่พระชันษาเพียง 12 วัน โดยทรงเลี้ยงดูคู่กันมากับ สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดชฯ พระราชโอรสพระองค์สุดท้อง ทั้งสองพระองค์จึงทรงเจริญวัยมาด้วยกัน และทรงมีความใกล้ชิดสนิทสนมไม่ต่างไปจากพระเชษฐา-พระอนุชา

สมเด็จกรมพระยาชัยนาทนเรนทร ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯจาก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าอยู่หัว ให้ทรงช่วยบุกเบิกงานด้านสาธารณสุข ด้วยความคุ้นเคยที่มีกับ สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ สมเด็จกรมพระยาชัยนาทนเรนทร จึงทูลเชิญชักชวนให้มาทรงร่วมงานทางการสาธารณสุขและการแพทย์ ซึ่งถือว่าเป็นการเล็งเห็นการณ์ไกล เพราะด้วยการร่วมแรงแข็งขันของพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 2 พระองค์ โดยมี สมเด็จพระศรีสวรินทิรา พระบรมราชเทวี ทรงเป็นพระราชมารดาที่มีบทบาทสำคัญในการอบรมให้พระราชโอรสทั้ง 2 องค์ องค์หนึ่งเป็นพระราชโอรสในอุทร อีกองค์ทรงเลี้ยงดูด้วยพระราชหฤทัยเปี่ยมด้วยพระเมตตา มิต่างไปจากพระราชโอรสในอุทร ได้มีน้ำพระทัยอันแน่วแน่ที่จะสนองคุณแผ่นดิน

จากพระนิพนธ์เรื่อง ความซาบซึ้งในพระฤทัยสมเด็จฯ ต่อวงการแพทย์ ของ สมเด็จกรมพระยาชัยนาทนเรนทร ระบุถึงสาเหตุที่ทรงชักชวนสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดชฯ มาช่วยงานทางการแพทย์ว่า

"ท่านเป็นเจ้าฟ้าชั้นสูง ถ้าได้เข้ามาช่วยด้วยแล้ว จะยิ่งทำให้งานด้านนี้เด่นขึ้นไปอีก สมัยนั้นคนยังนับถือเจ้านายอยู่มาก ถ้ามีเจ้านายชั้นสูงๆ ทำอะไรคนมักจะเห็นเป็นเรื่องสำคัญมาก ถึงกับเจ้านายชั้นสูงก็ทรงอุทิศพระองค์ให้แก่เรื่องนั้น อีกทั้งเจ้าฟ้าพระองค์นี้มีพระปัญญาแหลม มีความเพียรแก่กล้า จะทรงทำอะไรก็ทำจริง ไม่ย่อท้อและท่านเป็นผู้มีรายได้สูงมาก แต่ไม่ทรงใช้จ่ายในการบำรุงสุขสำราญของพระองค์อย่างฟุ่มเพือย ไม่ทรงแจกเงินแก่บุคคลเป็นส่วนตัวอย่างพร่ำเพรื่อ โปรดบำเพ็ญกุศลสาธารณะ รายจ่ายส่วนใหญ่ของท่านไปในทางส่งนักเรียนไปศึกษาวิชาการแพทย์ไปต่างประเทศ ทำให้คนมีภูมิรู้สูงมาทำประโยชน์ให้แก่ชาติบ้านเมืองของเราเป็นจำนวนมาก การได้เจ้าฟ้าพระองค์นี้เข้ามาร่วมงาน โรงเรียนแพทย์ และโรงพยาบาลศิริราช ได้ลาภอันประเสริฐจะหาอะไรเปรียบเทียบมิได้"

การตัดสินพระทัยเปลี่ยนแปลงเส้นทางชีวิตของ สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดชฯ ในครั้งนั้น ยังนำมาสู่การพบรักและสร้างครอบครัวมหิดล ซึ่งเป็นประดุจรากแก้วของแผ่นดินในเวลาต่อมา