สดุดี 100 พระชันษาสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ฯลฯ

19 รัตนสังฆราชา แห่งสังฆมณฑลไทย
เรื่องพิเศษ

ตอนที่ 2 พระสังฆราชาสมัยกรุงธนบุรี

ในแผ่นดินกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ทรงมุ่งมั่นส่งเสริมพระพุทธศาสนาอย่างเต็มกำลัง เท่าที่พระองค์จะทรงทำได้ แม้เป็นยุคสมัยที่บ้านอยู่ในภาวะรบพุ่งตลอดมา อีกทั้งพระองค์ทรงครองราชย์ในเวลาเพียงไม่นานราว 15 ปีเท่านั้น แต่ด้วยพระราชศรัทธาแรงกล้า ตลอดรัชสมัยพระองค์ทรงทุ่มเทให้กับการพระศาสนา ทรงเร่งฟื้นฟูพระพุทธศาสนาที่เสื่อมโทรมเป็นอันมากเนื่องจากสงครามในคราวเสียกรุงฯ ครั้งที่ 2 หลังจากทรงกู้กรุงศรีอยุธยาคืนมาจากพม่า ใน พ.ศ.2310 พระองค์โปรดเกล้าฯให้นิมนต์พระสงฆ์ที่หลบลี้ภัยสงครามไปยังที่ต่างๆ โดยให้อาราธนามาพร้อมกัน ณ วัดบางหว้าใหญ่ หรือวัดระฆังโฆสิตาราม ในปัจจุบัน แล้วโปรดฯให้พระสงฆ์เลือกพระเถระผู้ทรงคุณธรรมและสูงด้วยอายุพรรษาขึ้นเป็น สมเด็จพระสังฆราช ปกครองสังฆมณฑลสืบไป ในที่สุดได้มีมติให้ พระอาจารย์ดี วัดประดู่ แห่งกรุงศรีอยุธยา เป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์แรกของกรุงธนบุรี จากนั้นโปรดฯให้แต่งตั้งพระราชาคณะใหญ่น้อย นิมนต์ให้ไปประจำอยู่ตามอารามต่างๆในกรุงธนบุรี สังฆมณฑลจึงเริ่มกลับเข้าสู่ระบบระเบียบดังที่เคยเป็นมา

ในสมัยนี้สมเด็จพระสังฆราช ถือว่าเป็นมหาสังฆปริณายก มีศักดิ์สูงกว่า พระสังฆราชฝ่ายซ้ายที่พระพนรัตน์ มาแต่เดิม นอกจากนี้ยังทรงใส่พระทัยในวัตรปฏิบัติของภิกษุสงฆ์ ด้วยเป็นสถานการณ์ที่บ้านเมืองเพิ่งกอบกู้ฟื้นฟูขึ้นใหม่ ทรงห่วงใยว่าการที่พระสงฆ์จำนวนมากประพฤติย่อหย่อนจากธรรมวินัย จะทำให้เป็นที่เสื่อมศรัทธาของประชาราษฎร์ และย่อมส่งผลเสียหายต่อความมั่นคงของบ้านเมือง จึงโปรดฯให้ตราพระราชกำหนดว่าด้วยศีลสิกขา จุลศักราช 1135 ขึ้น เพื่อให้พระสงฆ์ปฏิบัติตนอยู่ในพระธรรมวินัย แม้พระองค์เองก็ทรงขวนขวายปฏิบัติตามหลักธรรมอย่างเคร่งครัด เมื่อทรงว่างจากพระราชสงคราม ก็มักโปรดให้อาราธนาสมเด็จพระสังฆราชหรือพระราชาคณะเข้ามาในพระราชฐานเพื่อทรงสนทนาธรรมด้วย บางคราวก็ทรงมีพระราชปุจฉาให้พระเถรานุระถวายวิสัชนาในข้ออรรถธรรมที่ทรงสงสัย อีกทั้งโปรดเจริญวิปัสสนากรรมฐานอยู่เป็นประจำ นอกจากนี้ยังโปรดเกล้าฯให้ขอยืมพระไตรปิฎกสยามวงศ์ฉบับสมบูรณ์จากทางเหนือและนครศรีธรรมราช มาคัดลอกให้เป็นต้นฉบับหลวงเพื่อรักษาหลักธรรมไว้ให้มั่นคง

 

พระสังฆราชาแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ตั้งใจจะอุปถัมภกยอยกพระศาสนา "ป้องกันขอบขัณฑสีมา รักษาประชาชนและมนตรี" พระราชปณิธาณ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ หลังสิ้นสมัยกรุงธนบุรีพระองค์ ทรงปราบดาภิเษกขึ้นเป็น องค์ปฐมบรมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ทรงเป็นนักรบและตรากตรำการสงครามมาตั้งแต่ปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา ตลอดสมัยกรุงธนบุรีและในรัชสมัยของพระองค์เอง ทรงมีพระราชดำริว่าในการปกครองดูแลบ้านเมืองนั้น เสาหลักทั้งสอง คือฝ่ายพุทธจักรและอาณาจักรต้องเป็นหลักอันมั่นคงของบ้านเมือง ดังทรงมีพระราชปณิธาณแน่วแน่มาแต่แรก ดังนั้น ตลอดรัชกาล พระองค์จึงทรงทำทุกวิถีทางเพื่อฟื้นฟูบูรณะบ้านเมืองและพระศาสนาให้กลับคืนสู่ความรุ่งเรืองเป็นปึกแผ่นมั่นคงให้จงได้ และไม่เพียงแต่พระองค์เองเท่านั้น ทว่าพระราชปณิธานนี้ได้กลายเป็นสิ่งที่พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ในราชวงศ์จักรีทรงยึดมั่นและสละพระองค์เพื่อทำนุบำรุงบ้านเมือง ประชาชน ตลอดจนพระพุทธศาสนาให้เป็นปึกแผ่นมั่นคงมาตลอด 200 กว่าปีที่ผ่านมา

ในรัชสมัยรัชกาลที่ 1 ทรงอาราธนาสมเด็จพระสังฆราช พร้อมด้วยพระสงฆ์ทั้งปวงให้ประชุมกันทำสังคายนาพระไตรปิฎก แล้วเสร็จในเวลา 5 เดือน กระทำที่วัดนิพพานาราม หรือวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎ์ ในปัจจุบัน สมัยนี้ยังโปรดฯให้มีการตรากฎหมายคณะสงฆ์ หรือเรียก กฎพระสงฆ์ ขึ้น 10 ฉบับ ถือเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายตราสามดวง ของกรุงรัตนโกสินทร์ และยังเป็นกฎหมายสงฆ์ชุดแรกที่มีหลักฐานมาถึงปัจจุบัน สำหรับสมณศักดิ์สมเด็จพระสังฆราชยังคงเป็นไปตามแบบอยุธยาเป็นราชธานี มาในรัชกาลที่ 2 มีการสถาปนา สมเด็จพระพนรัตน (มี) ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช และพระราชทานนามใหม่ว่า สมเด็จพระอริยวงศญาณปริยัติวราสังฆราชาธิบดี และสมเด็จพระสังฆราชตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 เป็นต้นมาทรงได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จทุกพระองค์

สมัยรัชกาลที่ 3 โปรดให้รวมพระอารามหลวงและพระอารามราษฎร์เข้าด้วยกันเรียกว่า คณะกลาง จึงมี 4 คณ คือ คณะเหนือ ใต้ กลาง อรัญวาสี และยังมีคณะที่เกิดใหม่อีก 1 คณะ คือ คณะธรรมยุต ที่แต่แรกยังมีจำนวนน้อยจึงรวมอยู่กับคณะกลาง

มาถึงสมัยรัชกาลที่ 4 จึงทรงปรับปรุงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชใหม่เป็น สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณซึ่งใช้มาจนถึงปัจจุบัน ในรัชกาลนี้คณะธรรมยุตเข้มแข็งขึ้นมาก จึงแยกออกมาเป็นคณะใหม่ ส่วนคณะอรัญวาสีที่เคยมีอยู่เดิมกลับค่อยๆหายไป

รัชกาลที่ 5 มีคณะอยู่ 4 คณะ คือ คณะเหนือ คณะใต้ คณะกลาง และคณะธรรมยุต ต่อมามีการออก พระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ (ร.ศ.121) พ.ศ. 2445 กำหนดให้มีกรรมการมหาเถรสมาคม ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการปกครองคณะสงฆ์ทั่วราชอาณาจักร โดยมี สมเด็จพระสังฆราช เป็นประธาน และเป็นผู้บัญชาเด็ดขาด จนมาถึงรัชกาลที่ 8 สภาผู้แทนราษฎรได้ออกกฎหมายสงฆ์เรียกว่า พระราชบัญญัติ คณะสงฆ์ พ.ศ. 2484 ที่มีรายละเอียด 60 มาตรา แต่ยังให้อำนาจสูงสุดอยู่ที่สมเด็จพระสังฆราช

ในรัชกาลปัจจุบันการปกครองดูแลคณะสงฆ์ มี สมเด็จพระสังฆราช เป็นประมุขของมหาเถรสมาคม แบ่งการปกครองตาม พรบ. คณะสงฆ์ 2505 ออกเป็น 5 ส่วน คือ หนเหนือ หนใต้ หนกลาง หนตะวันออก และคณะธรรมยุต แยกการปกครองออกเป็น ภาค จังหวัด อำเภอ ตำบล และเจ้าอาวาส

สำหรับสมณศักดิ์สมเด็จพระสังฆราชในยุคกรุงรัตนโกสินทร์ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ กรณีเป็นเชื้อพระวงศ์ และกรณีเป็นสามัญชน หากเป็นสมเด็จพระสังฆราชที่เป็นเชื้อพระวงศ์ ตั้งแต่ชั้นพระองค์เจ้าขึ้นไปโปรดให้ใช้ว่า สมเด็จพระมหาสมณเจ้า ชั้นรองลงมาทรงพระนามว่า สมเด็จพระสังฆราชเจ้า แต่หากเป็นสมเด็จพระสังฆราชที่มิได้ทรงเป็นเชื้อพระวงศ์ ทรงมีพระนามว่า สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ ทุกพระองค์ แต่สำหรับสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ปัจจุบัน สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก (เจริญ สุวฑฺฒโณ) พระองค์ทรงได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯให้ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช ในราชทินนามเดิม คือ สมเด็จพระญาณสังวร หมายถึง สมเด็จพระผู้มีสังวรธรรมมีธรรมเป็นเครื่องระวัง ราชทินนามของพระองค์ยังเคยเป็นราชทินนามของสมเด็จพระสังฆราช ในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ นับว่าทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราช ที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชศรัทธายิ่ง ด้วยทรงเป็นพระอภิบาลหรือพระพี่เลี้ยง และพระอาจารย์รูปหนึ่งของภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งทรงพระผนวชอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหาร

ทั้งนี้เป็นไปดังธรรมเนียมแต่โบราณกาลที่มีมาว่า ในการแต่งตั้งพระภิกษุขึ้นเป็นสมเด็จสังฆราชนั้นเป็นไปตามพระราชอัธยาศัย และโดยมากมักเป็นพระเถระผู้ใหญ่ที่มีความเกี่ยวเนื่องกับองค์พระมหากษัตริย์ ซึ่งมาในสมัยรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 ช่วงเวลานั้น สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงดำรงตำแหน่ง สมเด็จพระสังฆราชเจ้า สกลมหาสังฆปริณายก เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะโปรดฯพระราชทานสมณศักดิ์แก่พระสงฆ์รูปใด ก็จะทรงปรึกษากับสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ก่อนทุกครั้ง จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทรงให้พระสงฆ์ได้มีส่วนร่วมพิจารณาเสนอความคิดเห็นได้

ทุกวันนี้เป็นหน้าที่ของคณะสงฆ์ ที่จะถวายพระเกียรติแด่องค์พระมหากษัตริย์ด้วยการเสนอนามพระเถระที่เห็นสมควรขึ้นไปหลายรูปเพื่อให้ทรงพิจารณาตามพระราชอัธยาศัย ดังเป็นธรรมเนียมปฏิบัติเสมอมา เพราะพระราชอำนาจส่วนนี้เป็นของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพียงพระองค์เดียว

รายพระนาม 19 รัตนสังฆราชา แห่งรัตนโกสินทร์

1. สมเด็จพระสังฆราชศรี วัดระฆังโฆสิตาราม พ.ศ.2325-2337

2. สมเด็จพระสังฆราชสุก วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ พ.ศ.2337-2359

3. สมเด็จพระสังฆราชมี วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ พ.ศ.2359-2362

4. สมเด็จพระสังฆราชสุก ( ญาณสังวร) วัดราชสิทธาราม พ.ศ.2363-2365

5. สมเด็จพระสังฆราชด่อน วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎ์ พ.ศ.2365-2385

6. สมเด็จพระสังฆราชนาค วัดราชบูรณะราชวรมหาวิหาร พ.ศ.2386-2392

7. สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม พ.ศ.2394-2396

8. สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ วัดบวรนิเวศวิหาร พ.ศ.2434-2435

9. สมเด็จพระสังฆราชสา วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม พ.ศ.2436-2442

10. สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวิรญาณวโรรส วัดบวรนิเวศวิหาร พ.ศ.2453-2464

11. สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม พ.ศ.2464-2480

12. สมเด็จพระสังฆราชแพ วัดสุทัศน์เทพวราราม พ.ศ.2481-2487

13. สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ พ.ศ.2488-2501

14. สมเด็จพระสังฆราชปลด วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม พ.ศ.2503-2505

15. สมเด็จพระสังฆราชอยู่ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร พ.ศ.2506-2508

16. สมเด็จพระสังฆราชจวน วัดมกุฎกษัตริยาราม พ.ศ.2508-2514

17. สมเด็จพระสังฆราชปุ่น วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม พ.ศ.2515-2516

18. สมเด็จพระสังฆราชวาสน์ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม พ.ศ. 2517-2531

19. สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชเจริญ วัดบวรนิเวศวิหาร พ.ศ. 2532-ปัจจุบัน

เรื่องราวของสมเด็จพระสังฆราชศรี ผู้ทรงดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชพระองค์แรกของกรุงรัตนโกสินทร์ พระประวัติชีวิตของท่านนับว่าผกผันโลดโผนอยู่ไม่น้อย ในยามบุญพาวาสนาส่งก็ทรงได้รับตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชา ผู้เป็นอธิบดีปกครองสงฆ์สูงสุด ทั้งๆที่ไม่เคยเป็นพระราชาคณะมาก่อน ครั้นยามชะตาพลิกผัน ถึงคราวตกอับกลับต้องราชภัย ถูกปลดออกจากตำแหน่ง ด้วยเหตุอันไม่น่าจะเกิดแท้ๆ มิหนำซ้ำถูกลงทัณฑกรรมโบยตีด้วยหวายเจ็บปวดแสนสาหัส นับว่าโชคยังดีที่มิได้ต้องราชภัยจนถึงขั้นประหารชีวิต สุดท้ายด้วยคุณงามความดีและพระบุญญาบารมีก็ส่งให้พระองค์กลับคืนสู่พระเกียรติยศ รุ่งเรืองอยู่ท่ามกลางสังฆมณฑล ในฐานะ สมเด็จพระสังฆราชาพระองค์แรก แห่งกรุงรัตนโกสินทร์สืบมา

 

พระประวัติ

สำหรับพระประวัติในวัยเยาว์ของพระองค์นั้นไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด ทราบกันเพียงว่า เดิม พระอาจารย์ศรี หรืออาจเป็น พระอาจารย์สี ก็ไม่มีผู้ใดยืนยันได้ แม้ต้นตระกูลเชื้อสายของท่านก็ไม่อาจสืบเสาะค้นไปถึงได้เช่นกัน แต่เป็นที่ทราบดีว่าทรงเป็นภิกษุที่ขึ้นชื่อในเรื่องวัตรปฏิบัติอันเคร่งครัด จำพรรษาอยู่ที่วัดพระเจ้าพนัญเชิง ในกรุงเก่า ครั้นถึงปี 2310 เป็นคราวร้ายแรงถึงกับบ้านเมืองชะตาขาด ถูกพม่าบุกเข้าเผาทำลายจนป่นปี้ ทั้งปราสาทราชวัง บ้านเรือนราษฎร จนแม้กระทั่งวัดวาอาราม ล้วนถูกเพลิงผลาญวอดจนเหลือเพียงเถ้าถ่าน ไพร่บ้านพลเมืองถูกกวาดต้อนตกเป็นเชลยพม่า ส่วนที่รอดไปได้ก็หลบลี้ไปอาศัยตามเมืองใหญ่น้อยที่ห่างไกลออกไป

ว่ากันว่าแต่แรกนั้นพระอาจารย์ศรีท่านมิได้ตั้งใจว่าจะอพยพไปจากถิ่นฐานเดิม แต่เมื่อพวกพม่าเหี้ยมโหดหนักข้อขึ้นทุกที ออกเข่นฆ่าชาวบ้านที่หลบซ่อนตัว ไม่เว้นแม้ภิกษุ สามเณร ก็ตามที ดังนั้น ท่านจึงจำต้องลี้ภัยสงคราม เดินทางไปพำนักอยู่ที่เมืองนครศรีธรรมราช

ภายหลังพระเจ้าตากสินฯ ทรงเป็นผู้นำกอบกู้กรุงศรีอยุธยาคืนจากพม่าได้ในเวลาเพียง 7 เดือน ทว่าบ้านเมืองก็ตกอยู่ในสภาพทรุดโทรมดั่งเมืองร้าง หนักหนาสาหัสเกินกว่าจะฟื้นฟูบูรณะขึ้นใหม่ พระองค์จึงทรงนำเหล่าทหารและทวยราษฎร์ย้ายมาปักหลักสร้างเมืองขึ้นใหม่ ณ กรุงธนบุรี ระหว่างนั้นยังต้องทรงทำสงครามปราบปรามก๊กต่างๆ ที่ตั้งตัวเป็นใหญ่อยู่มิได้ขาด

ในปี 2312 สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ทรงนำทัพลงทางใต้ เพื่อไปปราบก๊กเจ้านคร ซึ่งตั้งตัวเป็นใหญ่อยู่ที่นครศรีธรรมราช ทำให้พระองค์ทรงได้พบกับพระอาจารย์ศรี ที่เวลานั้นจำพรรษาอยู่ ณ เมืองนครศรีธรรมราช เนื่องจากทรงเคยได้ยินถึงวัตรปฏิบัติอันงามพร้อมของพระอาจารย์ศรีมาแต่ก่อน เมื่อได้ทรงพบหน้าก็ยิ่งเกิดพระราชศรัทธาเป็นอันมาก จึงทรงอาราธนาให้ขึ้นมาจำพรรษา อยู่ ณ วัดบางหว้าใหญ่ ซึ่งก็คือ วัดระฆังโฆษิตาราม ในทุกวันนี้นั่นเอง

 

ได้เป็นสมเด็จพระสังฆราช

ในคราวที่พระอาจารย์ศรีย้ายมาที่วัดบางหว้าใหญ่ ในเวลานั้นกรุงธนบุรีมีพระอาจารย์ดี แห่งวัดมหาธาตุ จากเมืองกรุงเก่า เป็นสมเด็จพระสังฆราชปกครองสังฆมณฑลอยู่แล้ว แต่แล้วก็มีเหตุอันทำให้ได้ทรงขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชในเวลาไม่ช้าไม่นาน เล่ากันว่าสาเหตุมาจาก สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ได้ทรงทราบข่าวมาถึงพระกรรณว่า พระอาจารย์ดีสมเด็จพระสังฆราชที่ทรงแต่งตั้งอยู่เดิมนั้น ในคราวที่ทรงถูกข้าศึกจับขัง ทรงเคยบอกที่ซ่อนทรัพย์สินของผู้อื่นให้พวกพม่าได้รู้จึงถูกปล่อยให้เป็นอิสระ ภายหลังจึงมีการไต่สวนสืบหาความกันขึ้น เมื่อปรากฏว่าการณ์เป็นดังนั้น สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ จึงทรงปลดออกจากตำแหน่งเสีย แล้วโปรดเกล้าฯให้ตั้งพระอาจารย์ศรีขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 2 ของกรุงธนบุรี เวลานั้นตรงกับ พ.ศ.2312

สมเด็จพระสังฆราชศรีทรงเป็นอธิบดีสงฆ์แห่งกรุงธนบุรี ปกครองทั่วทั้งสังฆมณฑลด้วยดีมายาวนานราว 12 พรรษา จนกระทั่งปี 2324 เป็นคราวเคราะห์หามยามร้ายมาเยือน ตรงกับปีสุดท้ายในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า


(ขอขอบคุณ พระดร.อนิลมาน ธมฺมสากิโย ผู้ช่วยเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีเอื้อเฟื้อหนังสือเพื่อการค้นคว้า ฯลฯ จากหนังสือพระประวัติสมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 19 พระองค์ วัดบวรนิเวศฯ พระเกียรติคุณ 19 สมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เขียนและเรียบเรียงโดย รศ.สุเชาวน์ พลอยชุม ธ.ธรรมรักษ์ 19 สมเด็จพระสังฆราชกรุงรัตนโกสินทร์ : โกวิท ตั้งตรงจิตร พระมหากษัตริย์ไทยกับพระพุทธศาสนา)