เสริมสร้างลูกรักให้เป็นนักอ่าน

อยู่ดี มีสุข

เนื่องในวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และเครือข่ายเสียงประชาชน (We Voice) ได้ร่วมกันสำรวจความคิดเห็นของชาวกรุงเทพฯ ในหัวข้อเรื่อง "แม่กับการอ่านสร้างเสริมศักยภาพลูก เนื่องในวันแม่แห่งชาติ" โดยเก็บข้อมูลจากแม่ที่มีลูกอายุไม่เกิน 6 ปี ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลจำนวนทั้งสิ้น 1,020 คน พบว่า...

สิ่งของที่แม่นิยมซื้อให้ลูกมากที่สุดในโอกาสพิเศษต่างๆ (เช่น วันเกิด ปีใหม่) คือ...

เสื้อผ้า เครื่องประดับ (ร้อยละ 51.6) ของเล่น ตุ๊กตา หุ่นยนต์ (ร้อยละ 47.5) ขนม ของกิน (ร้อยละ 43.8) หนังสือนิทาน การ์ตูน (ร้อยละ 37.9)

กิจกรรมที่แม่ทำร่วมกับลูกมากที่สุดในยามว่างคือ...

ดูโทรทัศน์ ดูภาพยนตร์ (ร้อยละ 55.8) รองลงมาคือ ไปสนามเด็กเล่น ออกกำลังกาย เล่นกีฬา (ร้อยละ 39.3) ไปช็อปปิ้ง เดินห้าง (ร้อยละ 35.4) และอ่านหนังสือ นิทาน การ์ตูน (ร้อยละ 31.5)

จุดที่น่าสนใจของผลสำรวจในส่วนนี้ คือ กิจกรรมที่แม่ทำกับลูกมากที่สุดในยามว่าง คือ ดูโทรทัศน์ดูภาพยนตร์ ซึ่งมากกว่าการอ่านหนังสือ ย่อมแสดงว่าสังคมปัจจุบันต้องผลิตหรือมีสื่อดีๆ สำหรับเด็กเล็กให้มากขึ้นและการรณรงค์การอ่านยังมีความสำคัญที่จะต้องทำอย่างต่อเนื่อง

เมื่อถามว่าเคยพาลูกไปเลือกซื้อหนังสือด้วยกันหรือไม่ พบว่า...

แม่ร้อยละ 68.7 ไม่เคยพาลูกไปซื้อหนังสือ มีเพียงร้อยละ 31.3 เท่านั้นที่เคย โดยหนังสือที่อยากเลือกให้ลูกอ่านมากที่สุดคือ หนังสือที่มีเนื้อหาพัฒนาด้านจิตใจ อารมณ์ E.Q. การเข้าสังคม (ร้อยละ 28.3) รองลงมาคือ หนังสือที่มีการปลูกฝังคุณธรรม รู้ผิดชอบชั่วดี (ร้อยละ 24.8) และหนังสือที่สร้างเสริมความรู้เชิงวิชาการที่สอดคล้องกับการเรียนที่โรงเรียน (ร้อยละ 18.3)

แรงจูงใจสำคัญที่สุดที่ทำให้แม่หาซื้อหนังสือและอ่านให้ลูกฟังคือ...

การที่แม่เห็นความสำคัญของการอ่าน (ร้อยละ 63.6) รองลงมาคือ มีหนังสือดีๆเหมาะสำหรับเด็กให้เลือกซื้อหา (ร้อยละ 43.8) และได้รับแรงจูงใจจากสื่อรณรงค์การอ่าน (ร้อยละ 30.8)

ความคาดหวังจากผลของการอ่านหนังสือให้ลูกฟังพบว่า...

ร้อยละ 57.8 คาดหวังว่าหนังสือจะช่วยพัฒนาทักษะทางภาษา การจัดการทางอารมณ์ และเสริมสร้างจินตนาการ ร้อยละ 55.9 คาดหวังว่าหนังสือจะช่วยฝึกนิสัยให้ลูกรักการอ่าน และร้อยละ 37.9 คาดหวังว่าหนังสือจะช่วยให้ลูกเรียนหนังสือเก่ง

เหตุผลสำคัญที่สุดที่ทำให้แม่ไม่ค่อยได้ใช้เวลาอ่านหนังสือกับลูกคือ...

ไม่มีเวลา ต้องทำงาน (ร้อยละ 47.6) รองลงมาคือ ลูกต้องเรียนพิเศษ (ร้อยละ 11.9) ชอบดูทีวีด้วยกันมากกว่า (ร้อยละ 10.0) และคิดว่าลูกได้อ่านมาจากโรงเรียนอยู่แล้ว (ร้อยละ 8.6)

ใครเป็นผู้มีบทบาทในการสร้างให้เด็กมีนิสัยรักการอ่านมากที่สุด...

อันดับแรกคือ พ่อแม่ ครอบครัว (ร้อยละ 52.7) รองลงมาคือ ครู โรงเรียน (ร้อยละ 42.8) และเพื่อนของลูก (ร้อยละ 1.3)

ในครอบครัวมีบุคคลที่เป็นต้นแบบในเรื่องรักการอ่านหรือไม่...

ร้อยละ 65.4 ตอบว่ามี โดยในจำนวนนี้คือตัวพ่อกับแม่เอง (ร้อยละ 49.0) รองลงมาคือ ลุงป้า น้าอา (ร้อยละ 7.4) และปู่ย่า ตายาย (ร้อยละ 7.1) ขณะที่ร้อยละ 34.6 ตอบว่าไม่มี

เคยได้รับการจัดสรร สนับสนุนหนังสือสำหรับเด็กช่วงวัยแรกเกิดจนถึง 6 ปี ที่ไม่ใช่หนังสือแบบเรียนจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชนหรือไม่ พบว่า...

แม่ถึงร้อยละ 76.8 บอกว่าไม่เคยขณะที่ร้อยละ 23.2 บอกว่าเคย โดยในจำนวนนี้ส่วนใหญ่ร้อยละ 19.8 เคยได้รับจำนวน 1 - 5 เล่ม รองลงมา ร้อยละ 2.7 เคยได้รับ 6 - 10 เล่ม และร้อยละ 0.7 เคยได้ 10 เล่มขึ้นไป

จากผลการสำรวจในครั้งนี้ สุดใจ พรหมเกิด ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. กล่าวว่า...

"ประเทศไทยแต่ละปีมีเด็กเกิดใหม่ปีละแปดแสนคน มีเด็กแรกเกิดจนถึง 5 ปีรวมปีละ 4.5 ล้านคน แสดงว่ามีเด็กเข้าถึงหนังสือเพียงปีละหนึ่งล้านกว่าคน ขณะที่เด็กกว่า 3.4 ล้านคน ยังขาดโอกาสด้านนี้ ทั้งๆที่งานวิจัยทางการแพทย์เห็นสอดคล้องกันว่าหนังสือภาพ การเล่านิทาน การอ่านหนังสือ มีความสำคัญในการพัฒนาสมอง และทักษะชีวิตของเด็กแทบทุกด้าน ทั้งทักษะทางภาษา และการเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ จึงขอถือโอกาสเรียกร้องให้เพิ่มปริมาณสวัสดิการหนังสือแก่เด็กแรกเกิดและช่วงปฐมวัย เพื่อให้แม่ทุกคนได้มีเครื่องมือสำคัญและมีศักยภาพในการพัฒนาลูกอย่างรอบด้าน"

 

การที่จะสร้างเด็กให้มีนิสัยรักการอ่าน คุณพ่อคุณแม่ก็มีบทบาทสำคัญมากๆด้วยเช่นกัน หรืออาจจะมากที่สุดด้วยซ้ำไปค่ะ เพราะการปลูกฝังสิ่งดีๆที่จะติดเป็นนิสัยในตัวเด็กต่อไปภายภาคหน้านั้น ต้องเริ่มกันตั้งแต่ที่บ้าน หล่อหลอมกันมาตั้งแต่เด็กๆ แต่คุณพ่อคุณแม่อาจต้องมีวิธีที่แยบยลสักหน่อย เพราะไม่อย่างนั้นแล้วก็อาจกลายเป็นการเคี่ยวเข็ญที่ทำให้เด็กรู้สึกเบื่อไปเลยก็ได้...

เคล็ดลับเสริมสร้างลูกรักให้เป็นนักอ่าน

1. ไม่มีคำว่าสายเกินไปที่จะเริ่มอ่านหนังสือให้ลูกฟัง อีกทั้งไม่มีคำว่าเร็วเกินไป เพราะแม้ขณะที่ลูกยังเป็นทารกน้อยๆ นั่งบนตักของคุณแม่ เด็กๆ ก็ยังสามารถเรียนรู้ที่จะฟังเสียง จังหวะ และรูปแบบของภาษายามได้ยินเสียงแม่และมองหน้าแม่

2. ประโยชน์ของการอ่านออกเสียงมีมากหลาย ลูกจะได้พัฒนาทั้งเรื่องความจำ และได้ยินรูปแบบของภาษาที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเขา

3. อ่านให้ชัดเจนและเป็นจังหวะจะโคน อย่าเร็วเกินไป เพื่อให้ลูกได้ซึมซับจากรูปภาพ คำศัพท์ และเนื้อหาของเรื่อง

4. อ่านทุกวัน ให้ลูกได้ซึมซับการอ่านที่เป็นกิจวัตร โดยกำหนดเวลาอ่านให้เป็นประจำ เช่น ก่อนอาหารเย็น หรือก่อนนอนทุกวัน

5. สร้างบรรยากาศการอ่านให้เป็นประสบการณ์ที่สนุกสนานสำหรับลูก โดยพาลูกออกไปอ่านหนังสือนอกบ้านบ้าง เช่น ไปร้านกาแฟ นั่งจิบช็อกโกแลตร้อนๆ และอ่านหนังสือด้วยกัน

6. จัดมุมสบายในบ้านสำหรับอ่านหนังสือ อย่าลืมปิดทีวี วิทยุ มือถือ และคอมพิวเตอร์ เพื่อให้คุณและลูกมีสมาธิกับหนังสือมากที่สุด

7. หาตัวช่วยที่จะทำให้การอ่านเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำสำหรับลูก โดยเฉพาะเมื่อจะสอนให้ลูกรู้จักคำศัพท์ต่างๆ ในหนังสือ เช่น เขียนตัวอักษรลงบนผืนทราย ใช้ตัวอักษรแม็กเน็ท บล็อกไม้ ตัวอักษรลอก หรือเปิดเสียงคำอ่านให้ลูกฟัง

8. ส่งเสริมให้ลูกเรียนรู้เกี่ยวกับเครื่องหมายและสัญลักษณ์ต่างๆ เช่น เครื่องหมายที่ติดอยู่บนรถ บนป้ายจราจรเป็นต้น การให้เด็กเข้าใจความหมายของสิ่งเหล่านี้ เป็นการช่วยให้เด็กได้เรียนรู้คำศัพท์ที่ดีอีกวิธีหนึ่ง

9. ก่อนที่จะแน่ใจว่าหนังสือเล่มไหนเหมาะกับวัยของลูก แนะนำให้ใช้กฎ "นิ้วมือทั้ง 5" กล่าวคือ ให้ลูกลองอ่านเนื้อหาหน้าใดหน้าหนึ่งในหนังสือเล่มนั้น เมื่อลูกเจอคำศัพท์คำใดที่ไม่เข้าใจ ให้ลูกชูนิ้วขึ้นมาทีละหนึ่งนิ้ว ต่อหนึ่งคำศัพท์ หากในหน้านั้น ลูกชูครบ 5 นิ้ว แสดงว่าหนังสือเล่มนั้นยากเกินไปสำหรับลูก หนังสือที่ยากเกินไปจะทำให้เด็กหมดกำลังใจและหมดความอดทนที่จะอ่านให้ตลอดรอดฝั่ง

10. นอกจากจะดึงความสนใจให้เด็กอดทนกับการอ่านแล้ว คุณแม่เองก็ต้องอดทนด้วยเหมือนกัน เพราะการเรียนรู้การอ่านเป็นกระบวนการที่จะได้ผลในระยะยาว อีกทั้งเด็กแต่ละคนก็มีทักษะในการอ่านไม่เท่ากัน

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ "ข้าวหอม" นำมาฝากจาก I can read หนังสือ ebooks ของสำนักพิมพ์ Harper Collins ซึ่งได้รวบรวมเคล็ดลับการเสริมสร้างการอ่านให้กับเด็กเอาไว้มากถึง 100 วิธี ท่านใดสนใจ ตามไปอ่านฉบับเต็มได้ที่ www.icanread.com นะคะ