9 สารอาหารช่วยลดหน้าท้องแบบไม่ต้องอด

หน้าต่างสุขภาพ

เรื่องกินเรื่องใหญ่ ใครนะพูดไว้ ไม่ผิดเลยจริงๆ ยิ่งในยามที่ต้องหักห้ามใจ หรือต้องทนอดด้วยความจำเป็นบางอย่างด้วยแล้ว ยิ่งทำใจยากเหลือเกิน โดยเฉพาะเมื่อต้องอดเพื่อลดส่วนเกิน

ส่วนเกินของคุณผู้หญิงที่เป็นศัตรูกับความสวยความงามมากที่สุดมักจะออกมาที่หน้าท้องนี่ละค่ะ ถ้าอ้วนทั้งตัวบางทียังไม่เป็นปัญหาเท่าหน้าท้องที่ยื่นล้ำออกมาจนเกินหน้าเกินตาส่วนอื่นอย่างชัดเจน แต่ยังโชคดีที่การลดหน้าท้องสามารถทำได้ในลักษณะของการลดเฉพาะส่วน ซึ่งหลายคนอาจยังไม่ทราบว่า การเลือกรับประทานอาหารบางชนิดก็ช่วยลดหน้าท้องส่วนเกินได้ด้วย นั่นเพราะว่า มีสารอาหารที่ช่วยในการเผาผลาญและยับยั้งการสะสมของไขมันนั่นเอง ใครที่อยากลด แต่ไม่อยากอด มาทำความรู้จักกับสารอาหารเหล่านี้กันนะคะ ...

1. สารแคลเซียม ไพรูเวท

แคลเซียม ไพรูเวท (Calcium Pyruvate) เป็นสารที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ และเกิดขึ้นในร่างกายระหว่างการย่อยและเผาผลาญอาหาร เป็นสารอาหารที่มีบทบาทสำคัญในกระบวนการสลายน้ำตาลกลูโคส เพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงาน ช่วยเพิ่มความสามารถในการส่งผ่านกลูโคสเข้าสู่เซลล์กล้ามเนื้อ ให้พลังงานแก่เซลล์กล้ามเนื้ออย่างรวดเร็ว เพิ่มความทนทานในการออกกำลังกาย และเพิ่มความแข็งแรงให้แก่กล้ามเนื้อ อีกทั้งยังมีส่วนช่วยในกระบวนการยับยั้งการสังเคราะห์ไขมันอีกด้วย

การศึกษาของมหาวิทยาลัยพิตต์สเบิร์ก ค้นพบว่า ผู้หญิงอ้วนที่จำกัดแคลอรีในอาหารพร้อมกับรับประทานอาหารเสริมแคลเซียม ไพรูเวท สามารถลดไขมันได้มากกว่าคนที่จำกัดแคลอรี่ในอาหารเพียงอย่างเดียวถึง 48 เปอร์เซ็นต์ ปรากฏชัดเจนว่า แคลเซียม ไพรูเวท สามารถเข้าสู่เซลล์ไขมันและช่วยให้ไขมันเผาผลาญได้มากขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ จึงช่วยให้ลดน้ำหนักได้มากขึ้น

แคลเซียมไพรูเวท เกิดขึ้นโดยธรรมชาติในอาหาร เช่น แอปเปิลแดง องุ่นแดง ไวน์แดง เบียร์ดำ และเนยแข็ง

2. สารสำคัญในเมล็ดยี่หร่า

อาการท้องอืดท้องเฟ้อ และมีแก๊สในกระเพาะนั้น สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่ที่แน่ๆคือ การมีลมในท้องเยอะๆ ก็มีผลทำให้หน้าท้องบวมได้เหมือนกันค่ะ

เมล็ดยี่หร่า เครื่องเทศที่มีกลิ่นหอมและรสหวานฝาด ช่วยลดแก๊สในกระเพาะและลดอาการท้องอืดท้องเฟ้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะมีคุณสมบัติเป็นสารช่วยย่อยที่ทรงพลัง จึงช่วยขับลมและลดแก๊สในกระเพาะ นอกจากนั้นเมล็ดยี่หร่ายังมีประโยชน์ในการป้องกันท้องอืดอีกด้วย เพราะมันช่วยให้แบคทีเรียตัวดีในระบบทางเดินอาหารทำหน้าที่ย่อยอาหาร ในขณะเดียวกันก็ช่วยยับยั้งไม่ให้แบคทีเรียตัวร้ายเจริญเติบโต

3. เมธิลไฮดรอกซี่ ชาลโคน โพลิเมอร์ ในอบเชย

มีการศึกษาที่ค้นพบว่า สารประกอบสำคัญในอบเชย ที่มีชื่อค่อนข้างยาวว่า เมธิลไฮดรอกซี่ ชาลโคน โพลิเมอร์ (Methylhydroxy Chalcone Polymer หรือ MHCP) ทำให้เซลล์ไขมันเปิดรับอินซูลินได้มากขึ้น

เมื่อเซลล์เปิดรับอินซูลินได้มากขึ้น มันก็จะช่วยให้อินซูลินเปลี่ยนไปเป็นน้ำตาลและดูดซึมเข้าสู่เซลล์เพื่อให้พลังงาน จึงช่วยรักษาอินซูลินในเลือดให้อยู่ในระดับต่ำ เพราะหากอินซูลินอยู่ในระดับสูงก็จะกระตุ้นให้ร่างกายสะสมไขมันมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงกลางของลำตัว ดังนั้น การบริโภคอบเชยเพื่อช่วยรักษาระดับอินซูลินให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม จึงเป็นวิธีป้องกันการสะสมของไขมันที่หน้าท้องได้เป็นอย่างดี

4. สารอีจีซีจี ในชาเขียว

อีจีซีจี หรือ เอพิแกลโลคาเทชิน แกลเลท (Epigallocatechin Gallate -EGCG) เป็นสารในกลุ่มโพลีฟีนอล ที่มีในชาเขียว มีคุณสมบัติที่ทำให้เกิดความร้อน จึงช่วยกระตุ้นให้เกิดการออกซิเดชั่นของไขมันเพิ่มมากขึ้น

ความจริงแล้ว มีงานศึกษาชิ้นหนึ่งค้นพบว่า เมื่อลองให้คนที่มีปัญหาน้ำหนักเกินกินอาหารที่มีปริมาณแคลอรีเท่ากัน และออกกำลังกายมากเท่ากัน ปรากฏว่าคนที่ดื่มชาเขียวด้วยจะลดน้ำหนักได้มากกว่าคนที่ไม่ได้ดื่มชา โดยเฉพาะบริเวณหน้าท้อง ชาเขียวยังมีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่มากที่สุดอีกด้วย ซึ่งช่วยลดการอักเสบในร่างกาย (อีกหนึ่งปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดการสะสมของไขมันหน้าท้อง) และป้องกันเชื้อโรคและการติดเชื้อ

5. โอเมก้า 3

การศึกษายังแสดงว่า โอเมก้า 3 ยังช่วยควบคุมฮอร์โมนความเครียด คอร์ติซอล และอะดรีนาลีนไม่ให้พุ่งสูงเกินไป ช่วยป้องกันอันตรายที่จะมีต่อร่างกายจากความเครียดเรื้อรัง และยังช่วยป้องกันการสะสมของไขมันเพิ่มขึ้น ซึ่งมีสาเหตุมาจากระดับของฮอร์โมนคอร์ติซอลที่สูงขึ้น

เนื้อปลาที่มีไขมัน อย่างเช่น ปลาแซลมอน เป็นแหล่งสำคัญของกรดไขมันโอเมก้า 3 แต่ก็พบได้มากในพืชบางชนิดด้วย เช่น วอลนัท เมล็ดเจีย และเมล็ดแฟล็กซ์

6. เควอร์เซติน

เควอร์เซติน เป็นสารฟลาโวนอยด์ชนิดหนึ่งที่มีคุณสมบัติเป็นสารแอนตี้ออกซิแด๊นท์ที่มีคุณภาพสูง ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันและหลอดเลือดหัวใจให้แข็งแรงขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยลดการสะสมของไขมันหน้าท้องอีกด้วย

มีการศึกษาที่แสดงว่า สารโฟลวานอยด์นี้ สามารถยับยั้งเซลล์ไขมันเล็กๆ ไม่ให้เจริญเติบโต และยังมีประสิทธิภาพในการยับยั้งอัตราการเกิดเซลล์ไขมันใหม่ๆ มากกว่าสารในกลุ่มโฟลวานอยด์อื่นๆ เควอร์เซติน ยังมีประสิทธิภาพในการลดการอักเสบในร่างกายอีกด้วย

เควอร์เซตินสามารถพบได้มากที่สุดในหัวหอม (โดยเฉพาะหอมแดง) แอปเปิ้ล และชาเขียว นอกจากนั้น ยังมีมากใน องุ่นแดง มะเขือเทศ บร็อคโคลี่ เชอร์รี่ ราสเบอร์รี่ และผักใบเขียว

7. เรสเวอราทรอล

มีการศึกษาพบว่า การรับประทานอาหารที่มี เรสเวอราทรอล (Resveratrol ) อยู่มาก จะช่วยกระตุ้นระบบการเผาผลาญของร่างกาย จึงช่วยให้แคลอรี (และไขมันหน้าท้อง) ถูกเผาผลาญตลอดทั้งวันได้มากขึ้น

นอกจากนั้นยังพบว่า เรสเวอราทรอล สามารถหยุดยั้งระดับของฮอร์โมนเอสโตรเจน เพราะหากระดับของฮอร์โมนเอสโตรเจนสูงเกินไป ร่างกายก็จะถูกกระตุ้นให้สะสมไขมันมากขึ้น ดังนั้นการยับยั้งระดับของฮอร์โมนเอสโตรเจนจึงช่วยลดการสะสมไขมันและช่วยเพิ่มการสร้างกล้ามเนื้อไปพร้อมๆกัน

เรสเวอราทรอลมีอยู่มากใน องุ่นแดง ไวน์แดง ถั่ว และดาร์คช็อกโกแล็ต

8. วิตามินซี

วิตามินซีช่วยลดระดับฮอร์โมนความเครียดและปรับฮอร์โมนความเครียด คอร์ติซอล ให้คงอยู่ในระดับปกติ หลังจากสถานการณ์ที่ทำให้เครียด การลดลงของคอร์ติซอลนี้จะช่วยป้องกันการสะสมของไขมันหน้าท้อง

ในแต่ละวัน ควรกินอาหารที่มีวิตามินซี อย่างน้อยสองชนิด เช่น ส้ม กีวี ฯลฯ นอกจากนั้น ผักบางชนิดก็มีวิตามินซีสูง เช่น พริกชี้ฟ้าเขียว และพริกหวาน ฯลฯ

9. ดื่มน้ำ

มีผลงานวิจัยที่มาจากวารสาร Journal of Clinical Endocrinology and Metabolism ระบุว่า อัตราการเผาผลาญอาหารของร่างกายจะเพิ่มขึ้น 30 เปอร์เซ็นต์ หลังจากดื่มน้ำประมาณครึ่งลิตร

การศึกษาอีกชิ้นหนึ่งแสดงว่า การเพิ่มขึ้นของของเหลวในร่างกายมีผลต่อการสลายของไขมัน และเพราะว่าภาวะขาดน้ำสามารถจะไปยับยั้งการเผาผลาญอาหารของร่างกาย จึงมีเหตุผลสมควรอย่างยิ่งที่คุณจะดื่มน้ำให้มากขึ้น โดยควรให้ได้วันละ 2 ลิตร เป็นอย่างน้อย

การลดแบบไม่ต้องอดนี้ คงถูกใจสาวๆที่เอนจอยอีตติ้ง แต่ยังไงก็อย่าลืมยืดเส้นยืดสาย ออกกำลังกาย แกว่งแขนลดพุงกันด้วยนะคะ