ลูกสาวกำนัน อรอุมา เกษตรพืชผล

นัดพบ

"ปุ๊กเป็นคนบ้าพลัง" ลูกสาวกำนันแห่งอำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ ปุ๊ก-อรอุมา เกษตรพืชผล พิธีกรรายการสถานีประชาชน ทางช่องไทยพีบีเอส และบริษัทโอเคแมส มีเดีย จำกัด นิยามตัวเองพร้อมกับเสียงหัวเราะอย่างเปิดเผย แม้การสัมภาษณ์ครั้งนี้จะเกิดขึ้นบนรถซึ่งถูกแปลงสภาพเป็นออฟฟิศขนาดย่อมๆ แต่ก็หาได้เป็นอุปสรรคไม่ เพราะเรื่องราวของสาวอีสานผู้นี้มีแง่มุมที่น่าสนใจอยู่โขที่เดียว โดยเฉพาะวิธีการเลี้ยงดูลูกของครอบครัวเกษตรพืชผล

"ปุ๊กภูมิใจที่ได้เกิดมาเป็นลูกของพ่อกับแม่ พ่อปุ๊กขาขาดทั้งสองข้างเพราะออกไปช่วยทหารเก็บกู้ระเบิดที่กาบเชิงเพราะเป็นกำนัน แต่พ่อไม่เคยให้แม่ต้องออกมาทำงานเลย ส่วนแม่ผู้แสนขยันของปุ๊กก็ไม่ยอมที่จะอยู่เฉยค้าขายเล็กๆน้อยๆอยู่กับบ้าน และพร่ำสอนให้ลูกๆทั้ง 5 คน รู้จักช่วยเหลือตัวเอง ปุ๊กไม่อายที่จะต้องช่วยพ่อหิ้วปูนหรือยกกระสอบปอ เพราะเป็นอาชีพของครอบครัวเรา"

เล่าให้ฟังซิคะว่าอรอุมาเป็นใครมาจากไหน

เป็นเด็กต่างจังหวัดค่ะ บ้านเกิดอยู่จังหวัดสุรินทร์ พ่อเป็นกำนัน ส่วนแม่ค้าขาย เพราะบ้านเราอยู่ในตัวอำเภอเมือง ปุ๊กเลยเป็นลูกสาวกำนันค่ะ (หัวเราะ) พ่อคนเป็นชาวไทยเชื้อสายจีน อากงอพยพมาจากเมืองจีนโพ้นทะเลโน่น แต่เลือกที่จะไปตั้งรกรากอยู่ที่จังหวัดศีรษะเกษ พอเริ่มโตเป็นหนุ่มก็รับเหมาก่อสร้างพร้อมทั้งค้าขายไปด้วยตามประสาคนจีน ตอนหลังจึงย้ายไปอยู่ที่อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเป็นเขตติดต่อกับชายแดนเขมร ด้วยความที่พ่อเป็นคนขยันทำมาหากิน และเรียนจบ ป.4 อ่านออกเขียนได้อย่างคล่องแคล่ว ชาวบ้านจึงเลือกให้เป็นผู้ใหญ่บ้าน หลังจากนั้นก็ได้รับเลือกเป็นกำนัน

ที่บ้านเรามีด้วยกันทั้งหมด 5 คน เป็นพี่สาว 2 คน ปุ๊กเป็นลูกคนกลางแต่เป็นลูกสาวคนเล็กเพราะมีน้องชายอีก 2 คน เรียนหนังสือที่สุรินทร์จนจบชั้น ม.6 จากโรงเรียนสตรีสิรินธร ซึ่งในหลวงพระราชทานนามให้ พอสอบเอ็นทร้านซ์ปุ๊กก็เลือกแต่สายนิเทศศาสตร์ ปรากฏว่าติดที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

ปุ๊กทราบใช่มั้ยคะว่านิเทศศาสตร์เขาเรียนอะไรกัน

ก่อนหน้านี้ไม่ทราบมาก่อน แต่สมัยที่เรียนชั้นมัธยมปุ๊กจะเป็นเด็กกิจกรรม เป็นหมดตั้งแต่หัวหน้าห้อง ประธานเชียร์กีฬา เป็นพิธีกรของโรงเรียน ถามว่าเรียนเก่งมั้ย อยู่ในระดับปานกลางค่ะ ตอนที่จะเตรียมตัวสอบเอ็นทร้านซ์ ครูแนะแนวบอกว่า อรอุมาอย่างเธอ ต้องเรียนนิเทศศาสตร์ งงค่ะตอนนั้น ก็เลยถามครูว่า "ครูคะเรียนนิเทศศาสตร์จบมาแล้วทำอะไรคะ?" ครูบอกว่าก็เป็นอย่างที่เธอทำอยู่ทุกวันนี้นี่แหละ เป็นได้ทั้งนักข่าว พิธีกรรายการวิทยุ รายการทีวี หรือแม้กระทั่งนักเขียน พอปุ๊กได้ยินครูอธิบายให้ฟัง ก็ถือเป็นการจุดประกายให้เราอยากเป็นในสิ่งที่ครูกล่าวมาทั้งหมด เพราะเราเองก็ทำอยู่แล้ว ตอนที่เลือกคณะก็เป็นไปตามกระแสนิยม คือ นิเทศศาสตร์จุฬาฯ มาเป็นอันดับ 1 ตามด้วยวารสารธรรมศาสตร์ ลำดับถัดไปเป็นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ของ มศว ประสานมิตร และอันดับสุดท้ายคือนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

ปุ๊กเลือกเรียนวิชาเอกหนังสือพิมพ์ เพราะด้วยบุคลิกของเราน่าจะเหมาะกับการทำข่าวมากกว่าเพราะค่อนข้างห้าวๆ ลุยๆ ตอนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยปุ๊กทำกิจกรรมเยอะมาก เช่น ทูตตาวิเศษ ของ คุณหญิงชดช้อย โสภณพณิช ทำรายการเวที วาที กับ พี่แอ้-กรรณิการ์ ธรรมเกษร พร้อมทั้งรวมกลุ่มเยาวชนทำกิจกรรมเพื่อสังคม ซึ่งสมัยนี้เรียกว่า "จิตอาสา" ปุ๊กยังเคยคิดเลยว่า ถ้าไม่หันเห มาทางด้านสื่อสารมวลชน ปุ๊กคงอยู่ในกลุ่มของ NGO อย่างแน่นอน หรือทำงานทางด้านสังคมสงเคราะห์ งาน P.R. ก็คงไม่ใช่เรา จะโฆษณารึก็คงไม่ใช่อีกเพราะเราไม่ใช่ผู้ที่มากด้วยความคิดสร้างสรรค์

แต่ชอบที่เป็นนักข่าวมากกว่า เพราะอย่างน้อยก็ตอบสนองสิ่งที่เราอยากรู้ได้ในหลายๆ เรื่อง กอปรกับเราชอบเขียนด้วย สมัยอยู่ชั้นมัธยมปุ๊กเคยเขียนเรื่องสั้นส่งหนังสือเธอกับฉันได้ครั้งละ 500 บาท

สมัยเด็กๆ ปุ๊กเคยฝันมั้ยคะว่าอยากเป็นอะไร

ฝันอยากเป็นครูค่ะ เพราะครูคือคนที่ใกล้ตัวเราที่สุด นักข่าวยังเป็นเรื่องที่ไกลตัวมากไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีอาชีพนี้อยู่ในโลก แต่พอเริ่มโตเรียนชั้นมัธยม ได้ขึ้นเวทีเป็นพิธีกรมากเข้าชักเริ่มอยากจะเป็นนักเขียน ปุ๊กจึงภูมิใจที่ได้มีทำในสิ่งที่เราฝันไว้

หลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้ว เริ่มต้นชีวิตการเป็นนักสื่อสารมวลชนได้อย่างไร

สมัยเรียนมหาวิทยาลัยปุ๊กเป็นนักกิจกรรมตัวยงก็ว่าได้ แต่ไม่เคยมีปัญหาทางด้านการเรียน เพราะไม่ว่าจะไปทำกิจกรรมที่ไหน ปุ๊กจะทำหนังสือแจ้งให้ทางมหาวิทยาลัยทราบตลอด ไม่เคยโดดเรียนไปเฉยๆ เคยต้องไปเข้าค่ายต่างประเทศ 5 สัปดาห์ กับโครงการตาวิเศษ ปุ๊กก็ทำหนังสือแจ้งไป ปุ๊กจะเรียนรุ่นเดียวกับ อมรเทพ แววแสง นักกีฬายิมนาสติกของไทย เราจะอยู่ในกลุ่มที่ต้องมาสอบทีหลัง เพราะวันที่สอบมักตรงกับวันที่ต้องไปทำกิจกรรม ฉะนั้นจึงหมดโอกาสที่จะลอกใครต้องช่วยตัวเองอย่างเดียว (หัวเราะ)

การทำกิจกรรมเยอะ ทำให้ปุ๊กได้มีโอกาสช่วยผู้ใหญ่จัดรายการในวิทยุคลื่น FM ข้อดีคือทำให้เราได้ประสบการณ์ตรงทางด้านวิชาชีพ ทันทีที่จบเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พอวันที่ 3 มีนาคม ปุ๊กก็เริ่มทำงานที่สถานีวิทยุจุฬาฯ ในตำแหน่งผู้จัดรายการ ซึ่งไม่เคยมีเด็กที่จบมหาวิทยาลัยเอกชนได้เข้าทำงานมาก่อน ปุ๊กเป็นคนแรกของสถานี ปลื้มมาก แต่กว่าจะผ่านเข้าไปได้ก็ต้องทั้งสอบข้อเขียน และสอบสัมภาษณ์

ทำอยู่ที่นั่นราว 6-7 เดือน บังเอิญเปิดฟังวิทยุคลื่นหนึ่ง เป็นคลื่นที่รับร้องเรียนปัญหาของชาวบ้าน แล้วผู้ดำเนินรายการก็จะต่อสายตรงให้คุยกับหน่วยงานที่รับผิดชอบ จึงสนใจในคลื่นวิทยุนี้ขึ้นมา หลังจากนั้นก็ติดปากคำว่า "ร่วมด้วยช่วยกัน" พอไปคุยกับเพื่อนเขาก็บอกว่าเป็นชื่อคลื่นวิทยุคลื่นหนึ่งนะ พอทราบดังนั้นก็ถือ Profileของตัวเองเข้าไปสมัครงานเลย เขาก็ทดสอบหลายเรื่องพอสมควร ในที่สุดก็รับเราเข้าทำงานพร้อมทั้งให้จัดรายการช่วงตีสามถึงตีห้า ตรงกับช่วงเสาร์-อาทิตย์ ปุ๊กต้องไปนอนบนเตียงผ้าใบแบบพับรอที่สถานีเป็นประจำเพื่อจัดรายการตอนตีสาม พอเริ่มเข้าที่เข้าทางการจัดรายการดำเนินไปด้วยดี เขาก็ถามปุ๊กว่าถ้าให้จัดวันจันทร์ถึงวันศุกร์จะไหวมั้ย ตอบแบบไม่ต้องคิดเลยว่าไหวค่ะ

เป็นนักจัดรายการของคลื่นนี้มาเรื่อยๆ จนวันนึง พี่บุญยอด สุขถิ่นไทย ลาออก ปุ๊กก็เลยได้มาจัดแทน หลังจากนั้นเขาก็เลื่อนให้มาจัดช่วงหนึ่งทุ่มถึงสามทุ่ม จนกระทั่งเขาถามเราว่าอยากจัดตรงช่วงไหนของสถานีก็ให้บอกมาเลย (หัวเราะ) เพราะเราจัดรายการได้ตรงคอนเซ็ปต์ และเริ่มมีแฟนรายการอยู่กลุ่มหนึ่งที่ชอบสไตล์การจัดรายการของเรา ปุ๊กก็ยืนยันไปว่าขอจัดกลางคืนดีแล้วเพื่อที่กลางวันจะได้วิ่งทำงานอย่างอื่นได้ เพราะตอนนั้นทำงานบริษัทของ คุณหมอพรศักดิ์ ตั้งคณานุรักษ์ ระหว่างนั้นก็ไปเรียนปริญญาโทที่ธรรมศาสตร์ด้วยในคณะสังคมศาสตร์ เอกนโยบายบริหารสวัสดิการสังคม เพื่อนำมาใช้งานในสถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นงานบริการสังคม ทำอยู่ได้ประมาณ 2 ปีก็ลาออก มาเปิดบริษัทของตัวเอง ชื่อ "โอเค แมส" ทำเกี่ยวกับเรื่องของการประชาสัมพันธ์ โฆษณา ออแกไนซ์ ผลิตสื่อวิทยุโทรทัศน์ด้วย เวลาที่เหลือก็จะเป็นพิธีกรรายการทีวีให้กับช่องต่างๆ ปัจจุบันทำรายการ "สถานีประชาชน" ให้กับช่องไทยพีบีเอส สมัยแรกๆ จะจัดคู่กับ บ๊อบ-บดินทร์ ได้ประมาณสอง เดือนเขาก็ย้ายไปอยู่ช่องอื่น หลังจากนั้นปุ๊กก็จัดรายการยาวคนเดียวมา 5 ปี

ระหว่างที่เรียนทำกิจกรรมอะไรบ้าง

เช่น สำนักงานส่งเสริมเยาวชนแห่งชาติ (สยช.) เขามีการจัดเยาวชนศตวรรษที่ 21 เมื่อคัดเลือกเยาวชนได้เขาก็แจ้งเรื่องไปยังสมาคมสร้างสรรค์ไทย คุณหญิงชดช้อย โสภณพนิช ก็ให้ปุ๊กเป็นผู้นำเยาวชนทูตตาวิเศษ แล้วก็มีของท่าน ดร.สุวิทย์ ยอดมณี หรือ คุณหญิงกนก สามเสน วิลล์ ผู้ก่อตั้งสมาคมผู้บำเพ็ญประโยชน์ ท่านน่ารักมากส่งเสริมอรอุมาเต็มที่ เพราะทุกครั้งที่ไปกลับมาแล้วปุ๊กนำมาทำประโยชน์ เช่น มาจัดค่ายเยาวชนสิ่งแวดล้อมให้เด็กในจังหวัดต่างๆ เพราะเราจะค่อนข้างเป็นคนบ้าพลัง

ทำไมอรอุมาจึงเป็นคนบ้าพลัง

ต้องขอบคุณพ่อกับแม่ ท่านจะสอนว่าทำอะไรก็แล้วแต่ไม่ต้องกลัวเหนื่อย ทำทุกอย่างให้เต็มที่ ที่บ้านเราจะถือมากเรื่องนอนตื่นสาย เช้ามาต้องตื่นไม่ว่าจะนอนดึกแค่ไหน ลุกขึ้นมาก่อนแล้วจะกลับเข้าไปนอนค่อยว่ากันอีกที ลูกคนจีนมักจะสอนว่าอย่าขี้เกียจต้องสู้นะ งานหนักไม่มีวันทำให้ใครตาย แต่ไม่มีงานทำซิจะอดตาย จนเรามีความรู้สึกว่าต้องสะเทินน้ำสะเทินบก โดยเฉพาะพ่อท่านเป็นตัวอย่างของคนสู้ชีวิตให้กับลูกๆได้เป็นอย่างดี

ท่านจะเลี้ยงลูกแบบต้องทำได้ ประโยคที่มักจะได้ยินเสมอคือ "ทำเองได้มั้ย" บางครั้งเวลาที่พ่อไปรับเหมาก่อสร้าง ลูกๆรวมทั้งปุ๊กยังเคยออกไปช่วยกันยกปูน ทั้งที่คนงานก็มีแต่บางครั้งมีงานเร่งด่วนเข้ามาลูกๆก็ต้องออกไปช่วย เวลาถึงฤดูที่รับซื้อข้าวสารกับปอ เรา 5 คนพี่น้องก็ต้องยกทั้งกระสอบข้าวสารและกระสอบปอ

บ้านเราฐานะบ้านกลาง แต่แม่ก็พยายามสอนลูกเรื่องการทำมาหากินมาตั้งแต่เล็ก ลุงจะทำขนมจีบขาย แม่ก็จะไปรับมาแล้วให้ลูกเดินขายถ้าขายได้ 100 บาท ปุ๊กจะได้ส่วนแบ่ง 20 บาท ปุ๊กรู้นะคะว่าแม่ต้องการจะฝึกเรา แล้วเราก็พร้อมที่จะฝึกตามวิธีของแม่ ไม่เคยรู้สึกอายเลยค่ะ เพราะรู้สึกว่าเรายังมีแรง และเป็นเรื่องที่ดีแก่ตัวเราในภายภาคหน้า แม่จะยกตัวอย่างลูกบ้านโน้นบ้านนี้ที่ประสบความสำเร็จให้ฟังอยู่เสมอ แม่จะเป็นคนช่างสอน

กอปรกับพ่อปุ๊กขาขาดทั้งสองข้างตั้งแต่ปี 2521 เนื่องจากพ่อเป็นกำนัน ปี 2521 เป็นปีที่ไทยกับเขมรมีข้อพิพาทเรื่องชายแดนกัน หลังจากที่สงครามสงบ พ่อก็ต้องนำทหารออกไปเคลียร์พื้นที่เพื่อเก็บกู้ระเบิด พ่อโชคร้ายเหยียบกับระเบิดขาขาดทั้งสองข้างตั้งแต่ปุ๊กอายุ 5 ขวบ

แต่พ่อเป็นนักสู้สมกับเป็นกำนันจริงๆ ขนาดขาขาดทั้งสองข้างยังไม่ยอมให้แม่ต้องทำงาน แต่ให้เลี้ยงลูกเพียงอย่างเดียว เมื่อกลับจากโรงพยาบาลพ่อจะทำทุกอย่างเหมือนตอนปกติเพราะท่านใส่ขาเทียม

เพราะฉะนั้นในความรู้สึกของลูกๆ ทุกคนคือต้องสู้ ขนาดพ่อเสียขาทั้งสองข้างท่านยังสู้ยิบตา แล้วแม่จะเป็นคนที่พูดแรง "พ่อขาขาดนะอย่าให้ใครเขามาว่าได้ว่าพ่อขาขาดแล้วลูกยังทำตัวไม่ดีอีก" เพราะฉะนั้นเราทั้ง 5 คน จึงไม่กล้าทำอะไรที่ไม่ดี เกรงพ่อกับแม่จะเสียใจ เมื่อจบมหาวิทยาลัยมาอรอุมาจึงค่อนข้างพร้อมใช้ ทั้งเรื่องการพูดการจา การทำงาน แม่กับพ่อจะสอนว่ามีอะไรให้ทำไปเลย ลองไปเลยลูกเพราะก็ไม่มีใครเป็นมาตั้งแต่เกิด

ฉะนั้นเวลาที่ผู้ใหญ่สั่งให้ทำอะไรก็จะไม่เคยปฏิเสธ นอกจากค่ะ ได้ค่ะ ส่วนมากจะตอบเชิงขอลอง ขอโอกาส เพราะเท่ากับเราไม่ปิดกั้นโอกาสตัวเอง และเปิดทางให้ตัวเองไว้ก่อน เราจะได้รู้ว่าจริงๆแล้วทำได้หรือไม่ได้ แม่ใส่หูมาเยอะมากแล้วเราก็ฟังแม่มาทั้งหมด

เมื่อเข้ามาในวงการสื่อสารมวลชนแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง

เมื่อเทียบกับปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมาก เพราะครั้งแรกที่ปุ๊กเข้ามาในวงการทีวี ปุ๊กเริ่มต้นกับช่อง 11 ระหว่างนั้นก็ทำรายการ ทีวี วาที กับพี่แอ้บ้างเป็นครั้งคราว พักหลังๆ ก็ไปทำให้ช่อง 5 ด้วย แล้วก็ไปทำช่อง 3 ร่วมกับแอนดรูว์ กับกฤษณะ คือรายการเรื่องเล่าเสาร์อาทิตย์ ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นรายการก๊วนข่าวเช้าวันหยุด หลังจากนั้นจึงมาทำที่ไทยพีบีเอส

เท่าที่สัมผัสได้คือแตกต่างไปหลายอย่าง โดยเฉพาะการนำเสนอข่าวต่างๆ ก็จะแรงขึ้น อาจจะเพราะ สังคมมันแรงขึ้นหรือเปล่า แต่เราก็ไม่ว่ากันสำหรับคนที่นำเสนอ โชคดีที่ช่องไทยพีบีเอสมีเอกลักษณ์ของช่องอย่างชัดเจน ไม่เน้นขายข่าวแบบทั่วไป มีกรอบที่ชัดเจนตรงใจเรา โชคดีชั้นที่สองคือได้ทำรายการสถานีประชาชน ซึ่ง
ปุ๊กมีความรู้สึกว่าเป็นการทำหน้าที่มากกว่าสื่อมวลชน คือ 1. ได้ทำหน้าที่ของตัวเอง 2. ได้ทำบุญโดยปริยาย แม้ว่าบางครั้งจะรวมอยู่กับการทำงาน แต่ถ้าเราทำงานได้อย่างเต็มที่มีประสิทธิภาพ งานที่เราทำจะช่วยแก้ความทุกข์ร้อนให้กับประชาชนได้ด้วยการติดตามหาคนที่รับผิดชอบ พยายามเจรจาให้เกิดความคลี่คลายของปัญหา

ยิ่งเราทำงานของเราได้ดีมากเท่าไหร่นั่นหมายความว่าประชาชนก็จะคลายความทุกข์ร้อนลงมากเท่านั้น เรียกว่าเป็นการทำงานที่ได้หลายต่อ เราเองได้ทั้งความสุข มีค่าตอบแทนด้วย ส่วนผู้ชมรายการนอกจากความเพลิดเพลินแล้วยังช่วยคลายทุกข์ให้กับชาวบ้านที่เดือดร้อนด้วย

วงการสื่อสารมวลชนสอนอะไรปุ๊กบ้าง

ปุ๊กได้รับสิ่งดีๆ จากวงการสื่อสารมวลชนมากมาย สัจธรรมข้อแรกที่ได้คือ ทุกปัญหาสามารถแก้ไขได้ เท่าที่ประสบกับตัวเองบางปัญหาแทบมองไม่เห็นทางออก แต่พอได้มานั่งปรึกษาหารือกัน โดยเริ่มสาวไปจากต้นเหตุ ทุกอย่างก็จะคลี่คลายลงเรื่อยๆ ทั้งที่ก่อนหน้านี้เราไม่รู้หรอกว่าทางออกจะอยู่ตรงไหน การถามผู้รู้เป็นสิ่งที่ควรทำมากที่สุดถึงแม้ว่าคำตอบที่ได้กลับมาจะไม่ดีที่สุดก็ตาม

รวมทั้งทำให้เราต้องคิดอะไรหลายอย่างควบคู่ไปกับการใช้ชีวิต อย่าเมามันกับการทำงานมากจนเกินไป อย่าหลงไปกับความสำเร็จหรือสิ่งดีๆที่เข้ามาในชีวิต เพราะทุกวันที่ทำรายการเรื่องที่ร้องเรียนเข้ามาล้วนแต่เป็นความเดือดร้อนของชาวบ้าน ซึ่งช่วยดึงให้เรามองย้อนกลับมาทบทวนตัวเองว่าอย่าเสพติดความสำเร็จ ยังมีคนอีกเป็นจำนวนมากที่ลำบากกว่าเรา เราจะช่วยบรรเทาหรือทำประโยชน์อะไรได้มากกว่านี้ โดยเฉพาะกับชาวบ้านที่ร้องทุกข์เขามายังรายการทุกวี่วัน

รายการสถานีประชาชนทำให้มีคนรู้จักอรอุมาเพิ่มมากขึ้น

ก่อนหน้านี้ก็มีคนรู้จักพอสมควร แต่ที่เขาจดจำเราได้มากที่สุดก็คือ รายการสถานีประชาชน สาเหตุ
เพราะปุ๊กเป็นพิธีกรประจำรายการนี้มานาน และฉายภาพความเป็นตัวตนของเราได้อย่างชัดเจน และด้วยบุคลิกของรายการเองก็ต่างจากรายการสัมภาษณ์ทั่วไปซึ่งก็จะมีแพทเทินประจำ

เมื่อก่อนปุ๊กทำรายการกรองสถานการณ์สลับกับ พี่อ๊อด-อดิศักดิ์ ศรีสม ทางช่อง 11 ยุคหลังๆแล้ว แต่พอมาเป็นสถานีประชาชนซึ่งเป็นรายการสดแบบทิ้งสคริปท์ไปเลย เพราะเราไม่สามารถคุมผู้ร่วมรายการได้ เนื่องจากเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าชาวบ้านเขาจะตอบว่าอะไรถึงแม้ว่านักข่าวจะบรีฟให้เราฟังบ้างแล้วก็ตาม แต่ทุกอย่างก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้เสมอในรายการ เพราะบางเรื่องชาวบ้านก็ไม่ได้บอกนักข่าว แต่กับโพล่งออกมาในรายการ ผู้ดำเนินรายการจึงต้องหาวิธีการตบให้เข้าประเด็นได้ในที่สุด

ผู้บริหารระดับสูงบางคน การที่นักข่าวจะไปถามก่อนล่วงหน้าว่าถ้าเราตั้งคำถามแบบนี้ท่านจะตอบอย่างไร จะถูกปฏิเสธทันทีเพราะเขาจะรอมาตอบครั้งเดียวในรายการ สิ่งที่ปุ๊กต้องทำคือพยายามคลี่คลายให้ได้มากที่สุด ซึ่งรายการสดทำได้ยากมาก เราต้องปรับให้ทันกับสถานการณ์มีลูกล่อลูกชน ใช้ทั้งไม้อ่อนไม้แข็ง

พิธีกรต้องมีจิตวิทยาสูงทีเดียว เมื่อไหร่ที่สังเกตเห็นว่าต่างฝ่ายต่างแรงด้วยกันทั้งคู่ เราก็ต้องทั้งปลอบทั้งขู่ บางครั้งเขามาร้องเรียนก็จริงแต่เราก็ต้องปรามๆเขาไปบ้าง เพราะเริ่มจะมีอารมณ์ใส่กัน คือไม่ฟังผู้ดำเนินรายการ เริ่มจะบี้ฝ่ายตรงข้ามมากกว่าต้องการคำตอบหรือข้อเท็จจริง จิตวิทยาตรงนี้นี่เองที่ทำให้เราได้แสดงจุดยืนและศักยภาพความเป็นตัวตนของเราออกมา ไม่ว่าจะเป็นการใช้คำพูดโต้ตอบ การพลิกแพลงสถานการณ์ หรือแก้ปัญหาเฉพาะหน้า บางครั้งขอบคุณแต่ก็มีแอบขู่ว่าจะตามไปดูว่าได้แก้ไขตามที่รับปากไว้ในรายการหรือไม่ บอกได้เลยว่าคุณอยากทราบว่าอรอุมาเป็นอย่างไรให้ไปดูในรายการสถานีประชาชน เพราะรายการนี้ส่งให้เรามีความต่างกับพิธีกรทั่วไป ต้องชมเจ้าของรายการด้วยว่าสำหรับปุ๊กแล้วเขาไม่มีกรอบใดๆเลย ช่องไทยพีบีเอสเปิดกว้างสำหรับผู้ดำเนินรายการที่มีจรรยาบรรณ และอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้อง ปุ๊กชอบที่นี่มากสำหรับการทำหน้าที่สื่อมวลชน ภูมิใจมากที่ได้ทำรายการสถานีประชาชน เพราะไม่มีเงื่อนไขเรื่องผู้สนับสนุนรายการ

ผู้ดำเนินรายการต้องทำการบ้านหนักขนาดไหนเมื่อต้องทำรายการสดประเภทรับเรื่องร้องทุกข์จากชาวบ้าน

ปุ๊กบอกได้เลยว่าต้องทำการบ้านหนักมากโดยเฉพาะคนที่ไม่เคยจัดรายการทำนองนี้หรือไม่มีทักษะมาก่อน ถือว่าเป็นงานหนักเอาการทีเดียว ค่าที่ปุ๊กเคยจัดรายการร่วมด้วยช่วยกันมานานถึง 10 ปี คือตั้งแต่ปี 2540-2553 ทำให้เราได้ทักษะจากตรงนั้นมามาก ความจริงอยากจัดต่อแต่เพราะมีลูก แล้วกลับบ้านไม่เคยทันลูกตื่นหรือลูกหลับไปแล้วก็เลยต้องเลิกจัด

13 ปีที่จัดรายการร่วมด้วยช่วยกัน ไม่ว่าจะเป็นกรณีของจอนห์นนี่ สถานทูตพม่า หรือเรื่องคอขาดบาดตายที่ร้ายแรงระดับประเทศ ช่วยฝึกให้ปุ๊กพอสมควรในเรื่องของการจับประเด็น การตั้งคำถาม การหาฐานข้อมูลสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทีมงานมีส่วนช่วยสอนเราด้วยซึ่งตรงนี้ต้องขอบคุณอย่างมาก โดยเฉพาะโปรดิวเซอร์ซึ่งคอยชี้แนะในเรื่องของการตั้งคำถาม

ฉะนั้นแล้วพอเรามาจัดรายการสถานีประชาชนเราจึงพอมองออกว่าควรจะทำอะไร สามารถติดตามหน่วยการที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาให้กับประชาชน หรือรู้ว่าประชาชนที่แจ้งเข้ามาก็มีหลุดเหมือนกัน เช่น เรื่องของความโลภ

เพราะฉะนั้นถ้านักจัดรายการยังไม่ชำนาญพอ หรือขาดการฝึกปรือ แล้วต้องมาจัดรายการลักษณะเดียวกับสถานีประชาชนปุ๊กบอกได้เลยว่ายากจริงๆ เพราะเนื้อหาของรายการเป็นเรื่องของชีวิตจริง อีกทั้งเรายังไม่สามารถคุมสคริปท์ใครได้สักคน และผู้ร่วมรายการก็มีความต่างกันอย่างมากในบางครั้ง มีตั้งแต่ชนชั้นเจ้านาย ผู้บริหาร นักการเมือง จนถึงชาวบ้าน บางครั้งต้องใช้ภาษาถิ่นในรายการเพื่อละลายพฤติกรรม เรียกว่ามีอะไรเอาออกมาใช้ให้หมด

เวลามาจัดรายการปุ๊กต้องบอกช่างแต่งหน้าทำผมก่อนเสมอว่า เสื้อ ผ้า หน้า ผม ต้องพอดีๆ ไม่ต้องหรูหราจนเกินไป เพราะบางครั้งชาวบ้านที่มาออกรายการยากจนมาก คุณจะมาพูดเรื่องความยากลำบากของชาวบ้านแต่พิธีกรสวมเครื่องประดับแพรวพราวมันก็คงไม่ใช่ ชาวบ้านจะได้รู้สึกว่าเรากับเขาไม่ได้อยู่กันคนละโลก ตรงนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและก็สำคัญมาก

สิ่งที่ผู้ดำเนินรายการแนวสถานีประชาชนต้องระมัดระวังคือ...

เรื่องของการให้เกียรติผู้ร่วมรายการ บางครั้งแม่ดูอยู่บ้านยังกลัวแทนเราเลยเวลาปุ๊กถาม มักจะเตือนเสมอว่าอย่าไปอินมาก เพราะเดียวคนเค้าจะเกลียด อย่าลืมว่าเราอยู่ในที่แจ้ง ทุกคนรู้หมดว่าเราทำงานที่ไหน คนที่ชอบก็ดีไป แต่ถ้าเขาไม่ชอบขึ้นมาลูกจะลำบาก ฉะนั้นเวลาที่จัดรายการทั้งนี้ทั้งนั้นคือต้องเต็มไปด้วยความสุภาพ แม่บอกว่าการตบหัวแล้วต้องลูบหลังยังใช้ได้เสมอ อย่าถามจี้จนเขารู้สึกจนตรอก เหลือที่ให้เขากลิ้งบ้าง เราเองก็ต้องหยิบยกข้อดีของเขามาพูดในรายการด้วย เรียกว่าต้องยื่นดอกไม้ให้กันบ้าง มันอาจจะมีตื้นลึกหนาบางมากกว่าที่เขาพูดกับเราก็ได้

ปุ๊กต้องลงพื้นที่เองด้วยหรือไม่เพราะเห็นว่ารายการออกสัญจรด้วย

ไปค่ะเฉลี่ย 2 เดือนครั้ง ประการแรกคือเป็นนโยบายของไทยพีบีเอสที่ต้องการออกไปรายงานให้ประชาชนทราบว่าเรานำภาษีของเขามาบริหารจัดการเกี่ยวกับการผลิตสื่ออย่างไรบ้างและรู้จักสถานีให้มากขึ้น ประการที่สองเพื่อเปิดช่องทางให้กับประชาชน เพราะบางครั้งเขาก็ไม่รู้จะไปร้องทุกข์กับใคร แต่เมื่อเราประชาสัมพันธ์ออกไปว่าเราจะไปในพื้นที่นั้นๆ บางคนเขาก็เตรียมเอกสารรวบรวมชาวบ้านที่เดือดร้อนเพื่อพบเรา การสัญจรจึงเป็นช่องทางหนึ่งที่ทำให้ต่างฝ่ายต่างเข้าถึงกันมากขึ้น

การออกไปสัญจรช่วยตอบโจทย์เราหลายอย่างทั้งสถานีไทยพีบีเอสและตอบโจทย์รายการสถานีประชาชนด้วยทำให้เราสามารถช่วยประชาชนได้มากขึ้น ออกไปแต่ละครั้งเราได้รับเรื่องร้องเรียนกลับมาเยอะมาก

การลงพื้นที่แต่ละครั้งปุ๊กต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง

ส่วนใหญ่แล้วจะขอเข้าไปคุยกับผู้หลักผู้ใหญ่ของจังหวัด ขณะเดียวกันนักข่าวท้องถิ่นซึ่งเก่งมากเขาก็จะเข้ามาปูพื้นให้เราฟังก่อน แต่พอบนเวทีจริงๆ การจะหยิบประเด็นไหนขึ้นมาเล่นก็เป็นสิทธิ์ของเรา แต่เราจะไปโหดมากก็ไม่ได้เพราะเราไปถึงบ้านเขา เราก็ต้องประนีประนอมหน่อย แต่ก็ต้องขอระยะเวลาที่ชัดเจนในการคลี่คลายปัญหาโดยยืนอยู่บนพื้นฐานของความสุภาพเรียบร้อย ให้เกียรติผู้ร่วมรายการของเราให้มากเข้าไว้

การลงพื้นที่แต่ละครั้งใช่จะมีแต่เรื่องร้องเรียนเพียงอย่างเดียว เราต้องมีการประชาสัมพันธ์ให้จังหวัดด้วย เช่น เรื่องของแหล่งท่องเที่ยว สิ่งดีงามต่างๆ ของจังหวัด ผลจึงออกมาในเชิงบวกทุกครั้ง

เรื่องที่ร้องเรียนเข้ามามักเกี่ยวเนื่องกับ...

หลายช่องทางมาก เช่น ทางโซเชียลมีเดีย ทาง SMS เพราะเราจะประกาศผ่านทางรายการทุกครั้งที่ออกอากาศว่าสามารถร้องเรียนมายังรายการได้อย่างไร ส่วนที่ 2 จะผ่านมาทางสายข่าวของเราซึ่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ แจ้งมาทางเว็บไซต์ก็มี

เรามีวิธีจะคัดกรองอย่างไรคะ

นอกเหนือจากเรื่องความเดือดร้อนก็จะเป็นเรื่องของความไม่ถูกต้อง และไม่จำเป็นของคนหมู่มากแต่อาจจะเป็นเรื่องของคนสองคนขึ้นไปถ้าสามารถเป็นแบบอย่างให้คนทั่วไปเราก็ยินดีทำ เงื่อนไขไม่ได้อยู่ที่จำนวนของผู้มาร้องเรียนแต่อยู่ที่ความถูกต้อง ยกตัวอย่างกรณีเรื่องการบุกรุกที่ดินซึ่งร้องเรียนเข้ามามากที่สุดก็ว่าได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วชาวบ้านจะผิดเพราะเข้าไปบุกรุกที่ดินเขาจริงๆ ไม่มีที่ไหนในประเทศไทยที่ไม่มีเจ้าของ การแก้ปัญหาคือเป็นเรื่องของการขอความเมตตา ประนีประนอมเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

ฟรีทีวีควรจะมีรายการทำนองนี้เพิ่มขึ้นบ้างหรือไม่

ควรอย่างยิ่ง เพราะคนลำบากมีเยอะ...มาก บางคนก็ยังเข้าไม่ถึงไทยพีบีเอส เพราะเราไม่ ใช่ช่อง 3 ปุ๊ก
บอกได้เลยว่าถ้าช่องต่างๆ มีรายการทำนองนี้ร้อยพันปัญหาจะประเดประดังเข้ามาอีกเป็นจำนวนมาก เนื่องจากคนดูมากกว่า ซึ่งเขาจะทำประโยชน์ได้มหาศาลถ้าเขาแก้ปัญหาให้ได้

กลับมาที่เรื่องครอบครัวปุ๊กแบ่งเวลาให้อย่างไรบ้าง

โดยหลักแล้วตอนเช้าปุ๊กจะไปส่งลูกที่โรงเรียน ถ้าตอนเย็นไม่ได้ไปทำงานก็จะไปรับน้องข้าวกับน้องปันกลับบ้านเอง เราแม่ลูกจะไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด ที่ออฟฟิศก็จะพาเขามาด้วย น้องข้าวช่วยส่งแฟ้มเอกสารได้แล้ว เพราะอยู่อนุบาล 1 พยายามให้เวลาเขาให้มากที่สุด เลี้ยงเขาเหมือนที่แม่เลี้ยงเรา พร่ำสอนเขาว่าลูกต้องเป็นคนดี เห็นอะไรก็จะชี้ให้เขาเห็น ที่ตั้งชื่อ "ข้าว" เพราะป๊กรู้สึกว่าข้าวมีประโยชน์ ส่วนคำว่า "ปัน" มาจากแบ่งปัน นี่คือบุคลิกที่ปุ๊กต้องการให้มีในตัวลูกค่ะ

ในฐานะของผู้ดำเนินรายการปุ๊กอยากจะฝากอะไรไปถึงผู้ชมบ้าง

หากมีเรื่องร้องทุกข์รายการพร้อมช่วย แต่มีข้อแม้ว่าคุณต้องช่วยตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก เช่น พยายามติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือแม้แต่การที่คุณ โทร.เข้ามาในรายการสถานีประชาชนก็เท่ากับคุณได้ช่วยตัวเองแล้วในเบื้องต้น เพราะคุณกล้าที่จะก้าวไปหาคนที่เขาสามารถช่วยคุณได้ เมื่อมีปัญหาอย่าอยู่กับปัญหาเฉยๆ อย่าได้มัวแต่พร่ำบ่น หรือร้องไห้กับปัญหาที่มี ต้องลุกขึ้นมาแก้ปัญหา ซึ่งจะทำให้ปัญหาหมดไป การรอเวลาอาจจะทำให้เราต้องสูญเสียบางสิ่งบางอย่าง หรือคุณอาจจะทุกข์ใจไปอีกนาน สถานีประชาชนยินดีที่จะช่วยเหลือทุกข์ปัญหาค่ะ...