Opera...อุปรากร สุดยอดแห่งดนตรีคลาสสิคตะวันตก

โน้ตบุ๊ค

เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว "บันนี่" ได้รับบัตรเชิญไปชมการแสดงโอเปร่าสองใบ เชื่อไหมคะว่าไม่สามารถหาเพื่อนไปร่วมชมได้ ชวนใครๆ ก็ได้คำตอบว่า ดูไม่รู้เรื่อง...หูไม่ถึง...ไม่อยากแบกบันไดไปปีนฟัง...ปีนี้ "บันนี่" ได้รับบัตรเชิญไปชมโอเปร่าอีกครั้ง คราวนี้ มีหลายคนขอไปเป็นเพื่อนฟังด้วย เมื่อมีบัตรเพียงสองใบ "บันนี่" จึงมีสิทธิเล่นตัวว่าจะเลือกใครดี หากแต่ถ้ามองลึกลงไป จะเห็นว่าคนไทยเริ่มรู้จักการแสดงโอเปร่าดีขึ้น เริ่มดูโอเปร่าเป็น และรู้สึกซาบซึ้ง ดื่มด่ำกับความไพเราะของบทเพลง ดนตรี และเนื้อเรื่องมากขึ้น

ระหว่างวันที่ 13 กันยายน ถึง 14 ตุลาคมนี้ จะมีมหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติ กรุงเทพฯ ครั้งที่ 15 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ที่คัดสรรการแสดงยิ่งใหญ่ จากศิลปินระดับโลกสุดอลังการ หลากวัฒนธรรมจากทั่วโลกมาจัดแสดงรวม 17 ชุด 22 รอบการแสดง หนึ่งในการแสดงที่ระดมนักแสดง นักดนตรี ฉาก และเจ้าหน้าที่จากประเทศต้นสังกัดมาเกือบร้อยชีวิต ก็คือ การแสดงโอเปร่า จึงไม่น่าสงสัยเลยว่าทำไมราคาบัตรของโอเปร่าจึงสูงสุดถึง 4,500 บาท (ต่ำสุด 1,000 บาท)

ในเมื่อจะมีโอเปร่าฟอร์มยักษ์ยิ่งใหญ่อลังการขนาดนี้มาแสดงให้ชมถึงบ้านเราถึงสองเรื่อง คือ The Tales of Hoffmann และ The Barber of Seville จากคณะเฮลิคอน หนึ่งในคณะที่ดีที่สุดของรัสเซีย "บันนี่" จึงอดไม่ได้ที่จะต้องมาแชร์ให้คุณผู้อ่านได้ทราบว่าชาวโลกเขาเริ่มดูโอเปร่ากันมาตั้งแต่เมื่อไร ในขณะที่คนไทยเราเพิ่งตื่นตัวกันไม่นานนัก

Opera หรือ อุปรากร เป็นส่วนหนึ่งของดนตรีคลาสสิคตะวันตก เป็นละครที่ดำเนินเรื่องโดยใช้เพลงและดนตรีเป็นหลัก เป็นผลรวมของศิลปะนานาชนิดเข้าด้วยกัน ตั้งแต่วรรณกรรม คือ บทเรื่อง เครื่องละคร การแสดง การเต้นรำ การร้องและการเล่นดนตรี การที่จะซาบซึ้งในโอเปร่าอย่างแท้จริงขึ้นอยู่กับประสบการณ์ในการชมและเนื่องจากบทของโอเปร่าส่วนใหญ่มักเป็นภาษาอิตาเลี่ยน เยอรมัน หรือฝรั่งเศส จึงเป็นอุปสรรคที่จะทำให้เข้าใจและซาบซึ้ง จึงจำเป็นที่ผู้ชมควรศึกษาเรื่องราวก่อนไปชม การแสดงโอเปร่าบางครั้งอาจมีบทภาษาอังกฤษ และหากเป็นแผ่นซีดีมักจะมีบทดั้งเดิมและบทภาษาอังกฤษพิมพ์ไว้คู่แนบกันมาเพื่อให้อ่านเรื่องราวก่อนไปชม

โอเปร่ามีกำเนิดขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 16 ในประเทศอิตาลี โดยกลุ่มนักประพันธ์เพลงและกวีที่อยู่ในเมืองฟลอเรนซ์ พยายามรื้อฟื้นและสร้างสรรค์ศิลปะการแสดงแบบหนึ่งของกรีกที่สูญหายไป ซึ่งมีลักษณะของละครเพลงที่แตกต่างจากยุคเรเนซองส์ โดยการทดลองร้องบทละครในลักษณะกึ่งระหว่างการพูดและทำนองดนตรี ต่อมาได้พัฒนามาเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของโอเปร่า คือ Recitative ในต้นศตวรรษที่ 17 เพรีได้พัฒนารูปแบบของโอเปร่าที่กรุงโรม โดยนำ Recitative มาผนวกเข้ากับการจัดฉากที่หรูหราขึ้นใน ค.ศ.1595 เขาได้ประพันธ์ Dafine และใน ค.ศ.1600 เขาประพันธ์ Euridice ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของโอเปร่า ที่มีความสมบูรณ์และเริ่มเป็นบทร้องมากขึ้น ณ จุดนี้เองมอนเทแวร์ดิ ได้ปรับปรุงและสร้างสรรค์บทประพันธ์โอเปร่าขึ้น และจัดแสดงโอเปร่าเรื่อง Orfeo ที่เป็นเรื่องจากเทพนิยาย ณ เมืองมีนเทา โดยมีรูปแบบคล้ายกับรูปแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ในยุคบาโร้ค โอเปร่ามีผู้ขับร้องนำบทพระเอกและนางเอกเป็นสตรีล้วน ตั้งแต่ยุคคลาสสิคเป็นต้นมา ผู้ขับร้องนำทั้งพระเอกและนางเอกเป็นชายและหญิงแท้จริง ในยุคนี้ โมสาร์ทเป็นผู้หนึ่งที่ได้พัฒนารูปแบบให้มีมาตรฐานหลายเรื่อง ในยุคโรแมนติค โอเปร่ามีหลายรูปแบบ บางเรื่องมีความยาวมาก สามารถแสดงได้ทั้งวันทั้งคืน

องค์ประกอบของโอเปร่ามีเนื้อเรื่องอาจมาจากตำนาน เทพนิยายโบราณ และวรรณกรรมต่างๆที่มีชื่อเสียงมาทำเป็นบทร้อง หรืออาจแต่งขึ้นใหม่โดยคีตกวีผู้แต่งทำนอง ดนตรีเป็นองค์ประกอบสำคัญจนโอเปร่ามักได้รับการยกย่องให้เป็นผลงานของคีตกวีมากกว่าจะคิดถึงผู้ประพันธ์เนื้อเรื่อง ผู้แสดงต้องเป็นนักร้องที่มีเสียงไพเราะ พลังเสียงดี แข็งแรง นอกจากได้รับการฝึกฝนเป็นนักร้องโอเปร่าโดยเฉพาะแล้ว ยังต้องเป็นนักแสดงผู้มีบทบาทยอดเยี่ยมอีกด้วย

สำหรับการขับร้องโอเปร่านั้นแบ่งออกเป็น 6 ระดับเสียง คือ Soprano-ระดับเสียงสูงสุดของนักร้องหญิง Mezzo-Soprano-ระดับเสียงกลางของนักร้องหญิง Contralto of Alto-ระดับเสียงต่ำสุดของนักร้องหญิง Tenor เสียงระดับสูงสุดของนักร้องชาย Baritone-เสียงระดับกลางของนักร้องชาย และ Bass-เสียงระดับต่ำสุดของนักร้องชาย

ลักษณะของโอเปร่ามี Libretto-เนื้อเรื่องหรือบทละคร Overture-เพลงโหมโรง มักเป็นเพลงสั้นๆประมาณ 5-10 นาที ที่แสดงถึงอารมณ์โดยรวมของอุปรากรที่จะแสดง Recitative-บทสนทนาที่ใช้การร้องแทนการพูด Aria-บทร้องเดี่ยว Duo-นักร้องสองคน Trio-นักร้องสามคน Quartet-นักร้องสี่คน Quintet-นักร้องห้าคน หรืออาจมีมากกว่าห้าคน Chorus-ประสานเสียง Orchestra-ใช้ประกอบตลอดเรื่อง Dance-ระบำ โดยทัวไปมักจะเป็นบัลเล่ต์ Acts and Scenes-องก์และฉาก Leitmotif-แนวทำนองต่างๆแทนตัวละคร หรือเหตุการณ์

โอเปร่ามีหลายประเภท มีทั้ง Opera Seria หรือ Serious Opera หรือ Grand Opera ไม่มีการพูดสนทนา เป็นศิลปะดนตรีชั้นสูง ผู้ชมต้องมีพื้นความรู้และเข้าใจในองค์ประกอบ Comic Opera เนื้อเรื่องสนุกสนาน ตลกขบขัน มีบทสนทนาแทรกระหว่างบทเพลง ประเภทนี้ดูง่ายกว่า Operetta เป็นอุปรากรขนาดเบา ส่วนใหญ่สะท้อนชีวิตในสังคม มีการสอดแทรกบทตลกเบาสมองอยู่ด้วย ใช้การพูดแทนการร้องในบทสนทนา และ Continuous Opera ที่ใช้ดนตรีเชื่อมโยงเรื่องราวตลอดเรื่อง

ในมหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติครั้งที่ ๑๕ นี้ มีโอเปร่ามาจัดแสดงทั้งสองประเภท คือ The Tale of Hoffmann โดยออฟเฟนบาค เป็นโอเปร่าซีเรีย และ The Barber of Seville โดย รอสซินี เป็นอุปรากรชวนหัว หรือ Comic Opera

มาถึงนาทีนี้ "บันนี่" ได้เพื่อนชม The Barber of Seville แล้ว ใครที่กดไลค์ให้ "บันนี่" ช้าไป คงต้องไปติดต่อไทยทิคเก็ตเมเจอร์เองแล้วละค่ะ!