ประกวดแกะสลัก ผัก-ผลไม้ ครั้งที่ 15 "ศิลปาชีพไทย ก้องไกลทั่วโลก"

หัตถศิลป์ถิ่นไทย

เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในโอกาสทรงพระชนมายุ 81 พรรษา อารยา อรุณานนท์ชัย กรรรมการผู้จัดการโรงแรมแกรนด์ เมอร์เคียว กรุงเทพฯ ฟอร์จูน ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัดประกวดแกะสลักผัก ผลไม้ ผสานงานใบตอง ดอกไม้สด ครั้งที่ 15 ในหัวข้อ "ศิลปาชีพไทย ก้องไกลทั่วโลก" โดยได้รับเกียรติจาก ท่านผู้หญิงภรณี มหานนท์ รองราชเลขานุการ ในองค์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลให้ผู้ชนะเลิศ อารยา อรุณานนท์ชัย ประธานจัดการประกวดฯเผยว่า

"...เป็นความตั้งใจที่จะร่วมเฉลิมพระเกียรติองค์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในโอกาสทรงพระชนมายุ 81 พรรษา และอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทย โดยเฉพาะงานแกะสลักของไทย ที่สามารถสะท้อนถึงวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ ความละเอียดลออ รวมถึงความโดดเด่นในงานฝีมือของชนชาติไทยให้เป็นที่ประจักษ์ จึงได้จัดงานประกวดติดต่อกันเป็นปีที่ 15 แต่ละปีจะพบเทคนิคมากมายจากกลุ่มโรงแรม บุคคลทั่วไป รวมถึงกลุ่มนักศึกษา ซึ่งทุกท่านมีความรักในสิ่งเดียวกัน หลงใหลในวิชาแกะสลักของไทย จึงได้แลกเปลี่ยนวิชาความรู้ บ้างก็เก็บเป็นไอเดียใหม่ๆไปใช้ในงานเพิ่มขึ้น ช่วงหลังจึงกลายเป็นงานใหญ่ที่นักแกะสลักทั่วประเทศให้ความสนใจ รอดูวิชา และผลงานใหม่ๆ เกิดการสื่อสาร ถ่ายทอด และพัฒนาผลงานอย่างคาดไม่ถึง ทั้งการจับ พับจีบ คว้านลึก ตวัด กระพุ้ง ฯลฯ ทำให้ตัดสินยากขึ้นทุกปี แต่ทั้งนี้ก็นำมาซึ่งความภาคภูมิใจที่ลูกหลานไม่ลืมวิชา

...แนวคิดของงานประกวดปีนี้ เนื่องมาจาก สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงห่วงใยความเป็นอยู่ของเกษตรกรราษฎรผู้ยากจน จึงมีพระราชดำริส่งเสริมงานศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านให้เป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้เพิ่ม และมีพระราชประสงค์ให้ผลิตภัณฑ์งานฝีมือมีชื่อเสียงไปถึงนานาชาติ จึงคิดว่างานแกะสลักผัก-ผลไม้ จะเป็นช่องทางหนึ่งในการเผยแพร่ รณรงค์ให้คนไทย และต่างชาติสนับสนุนผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพไทย...

...ผู้ประกวดทุกทีมที่มาจากต่างจังหวัด โรงแรมได้อำนวยความสะดวกให้บริการฟรีห้องพัก พร้อมอาหารที่โรงแรมได้จัดเตรียมให้เป็นพิเศษ โดยผู้เข้าแข่งขันสามารถจัดเตรียมการแกะสลักมาได้100% และให้นำตกแต่งในวันประกวดฯให้เสร็จภายในเวลา ตั้งแต่ 08.30-10.30 น. ผู้ชนะยอดเยี่ยมได้รับถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สำหรับผู้ชนะเลิศ และรองชนะเลิศในแต่ละประเภท จะได้รับโล่รางวัลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พร้อมเงินสด รวมทั้งผู้เข้าประกวดทุกท่านจะได้รับประกาศนียบัตรอันทรงเกียรติจาก ททท. อีกด้วย ?"

แบ่งการประกวดเป็น2กลุ่ม คือ ประเภทโรงแรม และบุคคลทั่วไป ทีมที่ชนะใจกรรมการได้รับรางวัลอันสูงเกียรติ ถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ไปครองในปีนี้ ได้แก่ โรงเรียนสอนภาษามาริสา รางวัลชนะเลิศ The Winnerได้แก่ โรงแรมดุสิตธานี รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ได้แก่ โรงแรมโนโวเทล สุวรรณภูมิ รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ได้แก่ โรงแรมดิ เอมเมอรัลด์ รางวัลชมเชย อันดับที่ 1 ได้แก่ โรงแรมอิมพีเรียล ควีนส์ ปาร์ค รางวัลชมเชย อันดับที่ 2 ได้แก่ โรงแรมโนโวเทล บางนา ณรงค์ กระสินฐ์สิทธิ์ จากโรงเรียนสอนภาษามาริสา ทีมที่ผลงานแกะสลักโดดเด่นจนได้รับถ้วยพระราชทาน กล่าวว่า

"...จากแนวคิดเรื่องศิลปาชีพคือพื้นที่แสงทองของไทย เป็นการจุดประกายนำเอาศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญา และฝีไม้ลายมือของคนในชุมชนออกมาสร้างมูลค่าเพิ่ม นอกจากมีรายได้จากการยังชีพแล้ว ยังอนุรักษ์วัฒนธรรมไม่ให้เลือนหาย งานบอกเล่าถึงผลงานต่างๆของศูนย์ศิลปาชีพฯ โดยมี สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ทรงเป็นศูนย์กลางขับเคลื่อนและผลักดันผลงานต่างๆให้เป็นที่ยอมรับ จุดเด่นของงานโชว์ความละเอียดด้านการแกะสลักผลงานต่างๆของศิลปาชีพ เคล็ดลับอยู่ที่มีดและการเลือกวัตถุดิบ ต้องดีไซน์ก่อนว่าอยากให้ออกมาอย่างไร จากนั้นจึงเลือกผลไม้ ความดิบ ความสุก และการจัดวาง ผลงานดังกล่าวเป็นฝีมือของนักเรียนนานาชาติจากญี่ปุ่นร่วมด้วย"

สำหรับประเภทสถาบันการศึกษา รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ นักศึกษาภาควิชาเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์และออกแบบงานประดิษฐ์ สาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ศึกษา ชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ได้แก่ วิทยาลัยอาชีวศึกษานครปฐม รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ได้แก่ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม รางวัลชมเชย อันดับ 1 ได้แก่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น รางวัลชมเชย อันดับที่ 2 ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี รับรางวัลเสริมสร้างกำลังใจ อันดับ 1 และมหาวิทยาลัยราชภัฏราชสีมา รับรางวัลเสริมสร้างกำลังใจ อันดับ 2 กฤษฎา มาตัน และ วิทวัส ปอใฝ่ ทีมผู้ชนะเลิศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ กล่าวว่า

"...งานแกะสลักขึ้นอยู่กับความรัก ความชอบ ถ้ามีความสุขที่ได้ทำ ผลงานจะออกมาดี เพราะต้องใช้สมาธิและความอดทน เสียเพียงนิดเดียวก็ไม่ได้ หูตาต้องละเอียด เปิดมาแล้วต้องเก็บงานด้วย เพราะคนที่ชื่นชอบเขาจะละเอียดกว่าเราเสมอ ใช้เวลาฝึกฝนนานพอสมควรกว่ามือจะนิ่ง ส่วนลวดลายต่างๆ ขึ้นอยู่กับความคิดสร้างสรรค์ ผลงานชิ้นนี้ได้แรงบันดาลใจจากพระราชดำรัสของ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ใจความว่า ถ้าในหลวงเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า ป่าที่จงรักภักดีต่อน้ำ งานจึงเล่าถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนดินที่มีน้ำหล่อเลี้ยง ก่อให้เกิดสรรพสิ่งมากมาย รวมถึงสิ่งมีชีวิต ซึ่งสร้างสรรค์ผลงานจากธรรมชาติ พร้อมเพิ่มมูลค่าดังเช่นผลงานหัตถศิลป์ถิ่นไทยภายในศูนย์ศิลปาชีพฯ ซึ่งพระองค์ท่านทุ่มเทแรงกายแรงใจ ทรงงานเหน็ดเหนื่อยมากว่า 50 ปี เราก็แกะสลักตัวอย่างผลงานเล็กๆน้อยๆ เพื่อบอกเล่าไปด้วย..."

อาจารย์เพ็ญพรรณ สิทธิไตรย์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ประณีตศิลป์) และประธานกรรมการงานประกวดฯ ได้กล่าวถึงกลยุทธ์ของงานแกะสลักในวันนี้ว่า "...พัฒนาไปไกลมาก คนแต่ละรุ่น ความสามารถต่างกัน ไม่อาจเปรียบเทียบกันได้ งานของคนรุ่นก่อนประณีตบรรจง แต่เป็นเหมือนแรงงานบริสุทธิ์ ที่ยังไม่ได้แต่งเติมแนวคิดอะไรเข้ามา จะเห็นว่าช่วงหลังแข่งกันที่คอนเซ็ปต์ การจัดประกวดต้องดูว่าทีมไหนตีโจทย์ได้แตก นับเป็นเรื่องที่ดีเพราะจะช่วยจรรโลงให้วิชาแกะสลักของไทย ซึ่งไม่มีชาติไหนทำได้อย่างเรา ไม่เลือนหายไป เพราะศาสตร์นี้เป็นทั้งอาหารปาก อาหารตา และอาหารใจ อีกทั้งยังมีประโยชน์ในเรื่องการฝึกสมาธิด้วย คนใจร้อนทำไม่ได้ ถ้าอยากใจเย็นต้องลองทำดู..."

วาทะเด่นของ อาจารย์เพ็ญพรรณ สิทธิไตรย์ ศิลปินแห่งชาติ ในวันนั้น คือขนานนามงาน "แกะสลัก" ของไทยไว้อย่างไพเราะว่า "เอกลักษณ์ชาติไทย ไม่มีชาติใดเสมอเหมือน"