121ปี เมืองอุดร

ร้อยเรื่องเมืองไทย
ช่างภาพ: 

ตอนที่ 2 สร้างบ้านแปลงเมือง

จากสัญญาใหญ่และสัญญาน้อยที่ฝ่ายไทยจำต้องยอมทำกับฝรั่งเศสนี้เอง เป็นเหตุให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม ข้าหลวงใหญ่มณฑลลาวพวนจำต้องย้ายที่บัญชาการมณฑลลาวพวนจากเมืองหนองคาย มาตั้งที่บ้านเดื่อหมากแข้ง ดังที่กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคมชี้แจงว่าเหตุผลในการเลือกตำบลบ้านเดื่อหมากแข้งเป็นที่ตั้งคือ 1. ถ้าฝรั่งเศสคิดข้ามมาจับฟากข้างนี้แล้วคงจะจับเมืองหนองคายก่อน เพราะเป็นเมืองบริบูรณ์ ถ้ามาจับหนองคายแล้วจะได้มาโต้ทันเวลา 2. บ้านนี้ระยะทางกึ่งกลางที่จะไปมาบังคับราชการเขตลาวพวนได้ตลอด3. โทรเลขในแขวงลาวพวนต้องมารวมในบ้านนี้ทั้งสิ้น 4 . เรื่องเสบียงอาหาร ที่ตำบลบ้านนี้เป็นบ้านอยู่ในระหว่างเมืองหนองคาย เมืองหนองหาร ขอนแก่น เมืองกุมภวาปี เมืองกมุทาไสย จะได้ใช้เสบียงเมืองเหล่านี้ ไม่ต้องออกเงินหลวงให้เปลืองพระราชทรัพย์ 5. เมืองสกลนคร ในปีนั้นน้ำท่วมและโทรเลขใช้เวลา14 วัน ขณะที่บ้านเดื่อหมากแข้งใช้เวลาเพียง8วัน และ6. ตำบลนี้ก็อยู่นอก 25 กิโลมิเตอร์ ตามแผนที่ฝรั่งเศส ซึ่ง ม.ปาวี เป็นผู้ทำส่งพระราชทานขึ้นไป

กรมหมื่นประจักษ์โทรเลขแจ้งว่า ได้ยกออกจากเมืองหนองคาย ในวันที่ 16 มกราคม ได้เดินทางถนนรัชฎาภิเศก และอีกฉบับหนึ่งว่าได้ยกมาถึงบ้านหมากแข้ง วันที่ 18 มกราคม ร.ศ.113 (ดังนั้นจึงถือเอาวันที่18มกราคมของทุกปีเป็นวันครบรอบการก่อตั้งเมืองอุดรธานี) เหตุผลหนึ่งที่กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม ทรงมีความพอพระราชหทัยในตำบลที่ตั้งของบ้านหมากแข้งนั้น ท่านเจ้าคุณพระราชปริยัติเมธี เจ้าอาวาสวัดมัชฉิมาวาส และรองเจ้าคณะภาค 8 ได้เล่าไว้ในตอนหนึ่งของหนังสือประวัติวัดมัชฌิมาวาส จังหวัดอุดรธานี ความว่า...การย้ายกองบัญชาการมณฑลลาวพวนมายังบ้านเดื่อหมากแข้งนั้น คนผู้เฒ่าผู้แก่เล่าไว้ว่าต้องใช้เกวียนประมาณ 200 เล่ม เป็นพาหนะได้ออกเดินทางรอนแรมมาโดยลำดับถึงน้ำซวย (ซวย หมายถึง ปลาชนิดหนึ่ง ปัจจุบันเปลี่ยนเรียกน้ำสวย) เสด็จในกรมฯ ได้ให้ตรวจดูพื้นที่ เพื่อจะได้ตั้งกองบัญชาการ แต่เมื่อได้ตรวจดูโดยถี่ถ้วนแล้ว เห็นว่ามีพื้นที่ไม่สม่ำเสมอ สูงๆต่ำๆ ไม่เหมาะสมที่จะสร้างเป็นเมืองใหญ่ในโอกาสข้างหน้า และตั้งอยู่จากฝั่งแม่น้ำโขงประมาณ20 กิโลเมตรเท่านั้น พระองค์ได้อพยพรอนแรมมาทางทิศใต้ โดยลำดับ ห่างจากน้ำซวยนั้นประมาณ 30 กิโลเมตร จนถึงบ้านเดื่อหมากแข้ง จึงได้พักกองเกวียนอยู่ใกล้ต้นโพธิ์ใหญ่ข้างวัดมัชฌิมาวาส ในบริเวณอนามัยจังหวัดในปัจจุบัน จึงได้ให้ออกสำรวจดูห้วย หนอง คลอง บึง ในบริเวณใกล้เคียงทางทิศตะวันออก มี หนองบัวกลอง หนองเหล็ก ทางทิศใต้ มี หนองขอนขว้าง ทางทิศตะวันตก มี หนองนาเกลือ หนองวัวข้อง หนองสวรรค์ และทางทิศเหนือ มี หนองสำโรง หนองแด และมีลำห้วยหมากแข้ง ซึ่งมีต้นน้ำจากภูเขาพาน มีน้ำใสสะอาด มีป่าไผ่ปกคลุม มีปลา เต่า จระเข้ ชุกชุมมาก ลำน้ำนี้ไหลผ่านจากทิศใต้สู่ทิศเหนือลงลำห้วยหลวง เสด็จในกรมจึงตกลงพระทัยให้ตั้งกองบัญชาการสร้างบ้านแปลงเมืองลง ณ พื้นที่ดังกล่าวนี้ (คำว่า สร้างบ้านแปงเมือง คำไทยโบราณชี้ให้เห็นถึงการพัฒนาของสังคมไทย ที่เกิดจากผู้คนหลายๆครอบครัวอยู่รวมกันเป็นหมู่บ้าน ขยายตัวจนเป็นเมืองใหญ่อยู่รวมกันหนาแน่น จนเรียกว่า บ้านเมือง แต่คำว่า สร้างบ้านแปลงเมืองที่ท่านเจ้าอาวาสใช้ในที่นี้ คือการสร้างบ้านสร้างเมือง ดังที่ พลตรี พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม ทรงวางแผนสร้างบ้านแปลงเมืองอย่างจริงจัง ทรงวางผังเมืองและบัญชาการก่อสร้างด้วยพระองค์เอง)

นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าถึงตำนานบ้านหมากแข้งไว้ว่า...สาเหตุที่เรียกว่า บ้านหมากแข้ง เนื่องจากหมู่บ้านร้างแห่งนี้มีต้นหมากแข้ง (มะเขือพวง) ใหญ่ต้นหนึ่ง เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 40 เซนติเมตร ตำนานนี้กล่าวว่า...บริเวณใกล้เคียงที่สร้างวังของ กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม ซึ่งปัจจุบันเป็นวัดมัชฌิมาวาส มีโนนอยู่แห่งหนึ่ง ชาวบ้านเรียกว่า "โนนหมากแข้ง" เพราะมีเจดีย์ศิลาแลงก่อคร่อมตอหมากแข้งใหญ่ มีสัณฐานดังกรงนกเขา ตั้งอยู่ที่โนนนั้น และมีพระพุทธรูปหินขาวปางนาคปรก (หลวงพ่อนาค) อยู่ภายในเจดีย์ ในพุทธศักราช 2494 พระเทพวิสุทธาจารย์ (หลวงปู่ดีเนาะ) เจ้าอาวาสได้ปฏิสังขรณ์พระอุโบสถขึ้นมาใหม่ โดยให้เจดีย์ศิลาแลงนั้นตั้งอยู่กลางพระอุโบสถ (จึงเท่ากับว่าใครที่ได้เข้าไปไหว้พระประธานในพระอุโบสถนั้น เหมือนได้เข้าไป ณ เจดีย์ศิลาแลงที่ก่อคร่อมตอหมากแข้งด้วย) พร้อมกับบูรณะหลวงพ่อนาคโดยหุ้มพระพุทธรูปองค์เก่าไว้ภายใน ปัจจุบันนี้ได้นำมาประดิษฐานไว้ที่ด้านหน้าพระอุโบสถ ให้ประชาชนได้สักการบูชา หลวงพ่อนาคเป็นพระพุทธรูปที่ขึ้นชื่อในเรื่องของความศักดิ์สิทธิ์คู่วัดมัชฌิมาวาสตลอดมา...

...ต้นหมากแข้งขนาดใหญ่นี้พระเจ้าแผ่นดินกรุงล้านช้างร่มขาวได้ให้มาโค่นไปทำกลอง และทำเป็นกลองขนาดใหญ่ได้ถึง 3 ใบ ใบ 1 เอาไปไว้ที่นครเวียงจันทน์ ใช้ตีเป็นสัญญาณบอกเหตุในเมื่อข้าศึกศัตรูมาราวี เมื่อตีกลองใบนี้ พระยานาคจะขึ้นมาช่วยรบข้าศึกศัตรูให้พ่ายแพ้ แต่ภายหลังถูกเชียงเมี่ยงไปหลอกให้ทำลายกลองใบนี้เสีย ชาวเวียงจันทน์ จึงไม่มีพระยานาค มาช่วยดุจในอดีต ใบที่ 2 นำไปไว้ที่นครหลวงพระบางส่วน ใบที่ 3 เป็นใบที่เล็กที่สุด นำไปไว้ที่วัดหนองบัว (คนผู้เฒ่าเก่าแก่จึงเรียกว่า วัดหนองบัวกลอง แต่ในปัจจุบันคำว่ากลองหายไป คงเหลือแต่หนองบัวเท่านั้น) ต้นหมากแข้งต้นนี้คนในสมัยก่อนไม่มีความชำนาญในมาตรวัด จึงบอกขนาดไว้ว่า ตอต้นหมากแข้งนั้น ใหญ่โตขนาดภิกษุ 8รูป นั่งฉันจังหันได้สะดวกสบาย โดยอาจหมายถึงภิกษุ 8 รูป นั่งล้อมรอบตอหมากแข้งโดยใช้ตอเป็นโต๊ะสำหรับวางอาหาร?

...เรื่องต้นหมากแข้งนี้ ท่านเจ้าคุณปู่พระเทพวิสุทธาจารย์ (บุญ บุญญศิริมหาเถระ) เจ้าอาวาสรูปที่ 3 ซึ่งได้มาอยู่วัดมัชฌิมาวาส เมื่อ พ.ศ.2440 คือหลังจากสร้างวัดเพียง 4 ปี ได้เล่าว่า ที่โนนหมากแข้งนั้นมีต้นหมากแข้งขนาดเล็กอยู่มากมาย และมีต้นหมากแข้งขนาดใหญ่เท่ากับต้นมะพร้าวขนาดเขื่องอยู่ต้นหนึ่ง แต่มีลำต้นไม่สูง เป็นพุ่มมีกิ่งก้านสาขาแผ่ออกอย่างไพศาล ประมาณ พ.ศ.2442 มีแพะของ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวัฒนานุวงศ์ จำนวนมากได้มากินใบกินกิ่งก้านของมันมันจึงตาย ต้นหมากแข้งต้นนี้อาจจะเป็นหลานเหลนของต้นหมากแข้งที่เจ้าเมืองลานช้างร่มขาวเอาไปทำกลองเพล...

บ้านหมากแข้งที่ตั้งกองบัญชาการมณฑลลาวพวน สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ครั้งดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ได้เสด็จตรวจราชการมณฑลนครราชสีมา มณฑลอุดร และมณฑลร้อยเอ็ด เมื่อ ร.ศ. ๑๒๕ (พ.ศ. ๒๔๔๙) ได้ทรงเล่าถึงเมืองอุดร (ขณะเป็นบ้านหมากแข้ง) ในขณะนั้นไว้ว่า "?เวลานี้ที่ว่าการมณฑล ที่ว่าการอำเภอ ศาล เรือนจำ โรงทหาร โรงพัก ตำรวจภูธร ออฟฟิศ ไปรษณีย์ โทรเลข และบ้านเรือนข้าราชการอยู่ติดต่อเป็นระยะลำดับกันไปมีตลาดขายของสดและมีตึกอย่างโคราชของพ่อค้า นายห้างบ้าง มีวัดเรียกวัดมัชฌิมาวาสตั้งอยู่บนเนิน และมีบ่อน้ำใหญ่สำหรับราษฎรได้ใช้น้ำทุกๆฤดูกาลด้วย มีบ้านเรือนราษฎรมาตั้งอยู่หลังบ้านข้าราชการ มีถนนตัดตรงๆไปตามที่ตั้งที่ทำการและตลาดเหล่านี้หลายสาย และเมื่อใกล้เวลา ข้าพเจ้าจะมาคราวนี้มณฑลได้ตัดถนนตั้งแต่หลังที่ว่าการไปจนหนองนาเกลือเพิ่มขึ้นอีกสายหนึ่ง และเมื่อรื้อที่ว่าการบัดนี้ ไปตั้งบนเนินใกล้หนองนาเกลือตามความตกลงใหม่ถนนสายนี้จะบรรจบกับถนนเก่าเป็นถนนยาวและงามมาก?" และได้ทรงอธิบายถึงหนองนาเกลือว่า?เป็นหนองใหญ่ เพราะปิดน้ำไว้คล้ายทุ่งสร้างที่เมืองขอนแก่น ได้ขนานนามว่า "หนองประจักษ์" ซึ่ง นายสังข์ นุตราวงศ์ ทนายความอดีตข้าราชการกระทรวงยุติธรรมคนเก่าแก่เมืองอุดรธานี ได้เล่าให้ฟังว่า "?ที่ทำการมณฑลและสถานที่ราชการต่างๆนั้น ตั้งอยู่บริเวณใกล้หนองน้ำใหญ่ ที่มีชื่อว่า หนองนาเกลือ (ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อ เป็นหนองประจักษ์ในภายหลัง) บริเวณศาลาว่าการมณฑลและศาลประจำมณฑลอยู่ติดกัน และหันหน้าที่ทำการไปทางทิศเหนือ เพราะทั้งนี้ เนื่องจากเตรียมรับข้าศึกหากจะมีการรบกับฝรั่งเศส ส่วนที่ประทับของกรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคมนั้น อยู่บริเวณที่เป็นต้นโพธิ์ใหญ่ของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ตรงข้ามกับวัดวัชฌิมาวาสวัดเก่าแก่ของจังหวัดอุดรธาน ซึ่งต่อมาเป็นที่ประทับของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวัฒนา ข้าหลวงต่างพระองค์มณฑลลาวพวน สืบต่อจาก กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม

บริเวณที่เป็นทุ่งศรีเมือง ในปัจจุบันเป็นที่รกร้างว่างเปล่าลักษณะคล้ายทุ่งนาผสมป่าละเมาะ มีต้นไม้ใหญ่อยู่อย่างประปราย นอกจากนี้ บริเวณที่เป็นสำนักงานชลประทานจังหวัดอุดรธานี ในปัจจุบันเป็นที่ตั้งกรมทหารส่วนเรือนจำนั้นตั้งอยู่บริเวณที่เป็นที่ว่าการอำเภอเมืองอุดรธานีในเวลานี้ และสำหรับหนองนาเกลือนั้นในเวลานั้นเป็นหนองน้ำที่กว้างใหญ่ เมื่อคนจะข้ามมาติดต่อกับส่วนราชการที่ตั้งศาลาว่าการมณฑลจากฝั่งหนองนาเกลือ ด้านตะวันตก มายังฝั่งตะวันออกก็จะต้องจ้างเรือแจวที่มีผู้มารับจ้างที่หนองนาเกลือเพราะในเวลานั้นน้ำลึก มีปลา และจระเข้ชุกชุม?"

ก่อนที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จะทรงปฏิรูปการปกครองนั้น (ก่อน พ.ศ.2435) การปกครองของประเทศไทยในส่วนภูมิภาค เป็น "ระบบกินเมือง" จึงได้ทรงปฏิรูปการปกครองหัวเมืองต่างๆ เป็นแบบเทศาภิบาล โดยเริ่มตั้งแต่ พ.ศ.2435 (ร.ศ.111) โดยมีข้าหลวงใหญ่เป็นผู้รับผิดชอบ (เฉพาะในมณฑลลาวพวน เรียกว่า ข้าหลวงต่างพระองค์) ต่อมาได้ทรงเลิกตำแหน่งข้าหลวงใหญ่ มีตำแหน่งสมุหเทศาภิบาลแทนขึ้นตรงต่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งสามารถแบ่งเบาพระราชภาระในการปกครองแผ่นดินลงได้ ทั้งยังสามารถอำนวยความสุขร่มเย็นแก่อาณาประชาราษฎร์ได้เป็นอย่างดี

จากประวัติศาสตร์ชาติไทยในแดนดินถิ่นอีสาน เมื่อ121ปี ที่ผ่านมา นับเป็นความภาคภูมิใจของเลือดเนื้อเชื้อไขชาวอุดรที่ได้พระบารมีปกเกล้าเหล่าชาวไทยให้รอดพ้นจากการตกเป็นเมืองขึ้นของต่างชาติ ทั้งยังได้พระบรมวงศานุวงศ์ผู้เก่งกล้าสามารถ อย่าง พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงประจักษ์ เป็นหลักรวบรวมความรักความสามัคคี ช่วยกันสร้างบ้านแปลงเมืองให้ชาวอุดรได้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขบนผืนแผ่นดินไทย ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปเนิ่นนานเพียงไหน ด้วยความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ ต่อแผ่นดินเกิด ชาวอุดรทุกหมู่เหล่าจึงกตเวทีด้วยความจงรักภักดี ซื่อสัตย์ต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ พัฒนาบ้านเกิดเมืองอุดรให้เจริญงดงามตามครรลองของคุณธรรม

อุดรธานี ใน พ.ศ.2556 แม้ธุรกิจการค้าต่างๆ มีอัตราการเจริญเติบโตต่อเนื่อง แต่ก็ยังเป็นเมืองที่สงบร่มเย็น เพราะมีพุทธศาสนาช่วยค้ำจุน จนหลายคนเรียกว่าเป็นแดนธรรมแดนทอง เพราะเป็นจังหวัดที่มีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ สิ่งยึดเหนี่ยวทางใจ อย่างเช่น "หลวงพ่อนาค" (พระพุทธรูปปางนาคปรก ประจำคนเกิดวันเสาร์) วัดมัชฌิมาวาส "พระพุทธรัศมี" พระประธานในพระอุโบสถวัดโพธิสมภรณ์ เป็นพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ปางมารวิชัย สมัยกรุงศรีสัตนาคนหุต (เวียงจันทน์) อายุประมาณ 600 ปี มี พระบรมสารีริกธาตุบรรจุไว้ในพระเศียร "พระพุทธโพธิ์ทอง" สันนิษฐานว่าสร้างมาแล้วกว่าพันปี อัญเชิญมาจากวัดร้าง อ.ไชยวาน ประดิษฐาน ณ ทุ่งศรีเมืองตรงข้ามศาลากลางจังหวัด และพระภิกษุสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่เราหมอบราบกราบแทบเท้าท่านทุกองค์ได้อย่างสนิทใจ อย่างเช่น พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน) วัดป่าบ้านตาด (วัดเกสรศีลคุณ) พระอุดมญาณโมลี (หลวงปู่จันทร์ศรี จนฺททีโป) วัดโพธิสมภรณ์ (วัดที่สร้างขึ้น พ.ศ.2449 วัดแห่งที่ 2 ของเมืองอุดร) หลวงปู่ลี กุสลธโร วัดเกษรศิลคุณธรรมเจดีย์ (วัดภูผาแดง อ.หนองวัวซอ) หลวงปู่บุญมี ปริปุณโณ วัดป่านาคูณ อ.บ้านผือ หลวงปู่จันทร์เรียน คุณวโร วัดถ้ำสหายจันทร์นิมิต อำเภอหนองวัวซอ...หากคุณผู้อ่านท่านใดยังไม่เคยไปเยือนเมืองอุดรธานี ควรหาโอกาสครั้งหนึ่งในชีวิต ไปนมัสการพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ กราบไหว้พ่อแม่ครูอาจารย์ และเยี่ยมชมสถานที่สำคัญในประวัติศาสตร์ชาติไทย ณ แดนอีสานกันสักครั้งนะคะ