DIY สปอร์ตดริ๊งค์ จากธรรมชาติ

ธรรมชาติบำบัด

เด็กไทยในวันนี้ คือผู้ใหญ่อ้วนในวันหน้า...คำกล่าวนี้ไม่ได้เกินจริงเลยค่ะ เพราะสถานการณ์เด็กอ้วนในปัจจุบันเข้าขั้นที่เรียกได้ว่าวิกฤติ หลังพบสถิติเด็กก่อนวัยเรียนอ้วนเพิ่มขึ้นร้อยละ 36 และคาดว่า ในปี 2558 สัดส่วนของเด็กอ้วนจะสูงถึงหนึ่งในห้า...

ดนัย หวังบุญชัย ผู้จัดการแผนงานสื่อศิลปวัฒนธรรมสร้างเสริมสุขภาพ สสส. กล่าวว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน มีสถิติค้นพบว่า อุบัติการณ์โรคอ้วนในเด็กไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และตามสถิติสรุปได้ว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการเพิ่มจำนวนเด็กอ้วนเร็วที่สุดในโลก มีรายงานว่า เฉพาะช่วงระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา จำนวนเด็กก่อนวัยเรียนอ้วนเพิ่มขึ้น ร้อยละ 36 และเด็กวัยเรียนอายุ 6 - 13 ปี อ้วนเพิ่มขึ้น ร้อยละ 15.5 ซึ่งกรมอนามัยได้เคยประมาณการเกี่ยวกับสัดส่วนของเด็กไทยที่อาจจะเข้าสู่สภาวะเป็นเด็กอ้วนไว้ว่า ในปี 2558 เด็กก่อนวัยเรียนในประเทศไทย จะกลายเป็นเด็กอ้วนในสัดส่วนสูงถึงหนึ่งในห้า นั่นหมายความว่า ในเด็ก 5 คน จะมีเด็กอ้วน 1 คน และเด็กวัยเรียนจะมีสัดส่วนของเด็กอ้วนอยู่ที่หนึ่งในสิบ ที่เสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และความเสี่ยงต่อไปก็เป็นโรคหัวใจ โรคทางเดินหายใจ ฯลฯ

สถานการณ์โรคอ้วนในเด็กไม่ใช่เรื่องใหม่ และน่าเป็นห่วงมากในปัจจุบัน สาเหตุล้วนมาจากการบริโภคอาหารที่มีแคลอรีสูงและน้ำตาลเกินขนาด อาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการน้อย มีแป้งมาก รสจัด ประเภทหวานจัด มันจัด เค็มจัด รวมทั้งอาหารจานด่วน น้ำอัดลม ไอศกรีม ขนมหวานต่างๆ ซึ่งทำให้เด็กติดรสหวาน และมักเสพติดมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนอาหารที่มีประโยชน์จะเลือกกินน้อย โดยเฉพาะผัก ผลไม้ และอาหารที่มีกากใย ที่สำคัญไม่ชอบออกกำลังกายจึงทำให้มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดโรคอ้วนกับเด็กเหล่านี้ ดังนั้น ต้องลด หวาน มัน เค็ม เพิ่มผักผลไม้ และออกกำลังกาย จะช่วยได้

อาจารย์สง่า ดามาพงษ์ ที่ปรึกษากรมอนามัยและอุปนายกสมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เด็กในวันนี้จะโตเป็นผู้ใหญ่อ้วนในวันหน้า ถ้าปล่อยให้เด็กก่อนวัยเรียนอ้วนเกินไป โดยไม่ควบคุมน้ำหนัก จะทำให้เด็กที่เป็นอนาคตของชาติโตขึ้นไปเป็นคนอ้วน สูงถึงร้อยละ 30 และเมื่อเด็กเหล่านี้โตเข้าสู่วัยรุ่นแล้วยังอ้วนอยู่ ก็จะกลายเป็นผู้ใหญ่อ้วนสูงถึงร้อยละ 80 และเมื่อผู้ใหญ่อ้วนก็จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคติดต่อเรื้อรัง อาทิ เบาหวาน ความดัน หัวใจ หลอดเลือด ส่งผลให้เจ็บป่วยและเสียชีวิตจำนวนมากได้ ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องมาควบคุมไม่ให้เด็กอ้วน เพราะถ้าไม่ควบคุมวันนี้ วิกฤติและหายนะจะเกิดขึ้นกับเด็กในอนาคตแน่นอน ซึ่งตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา มีการออกมารณรงค์เรื่องลดอ้วน ลดพุงในผู้ใหญ่อย่างสม่ำเสมอ แต่นั่นคือการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ซึ่งการแก้ปัญหาที่ถูกต้องคือการแก้ปัญหาจาก "เด็ก" เพราะการแก้ปัญหาที่เด็กจะทำให้เกิดผลระยะยาว เหตุผลเพราะการลดน้ำหนักในเด็กจะลดและควบคุมได้ดีว่าในผู้ใหญ่

การลดน้ำหนักในเด็ก เป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ปลูกฝังพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ให้กับเด็ก ให้เด็กกินอาหารที่ถูกหลัก ปลูกฝังพฤติกรรมการกินผัก ผลไม้ ไม่กินหวาน มัน เค็ม และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดการเกิดโรคอ้วนในเด็กได้ แต่หากยังปล่อยให้เด็กอ้วนอยู่ เด็กคนนั้นจะมีปัญหาเรื่องสุขภาพมากว่าเด็กที่ไม่อ้วน เพราะน้ำหนักตัวที่มากจะกดทับลงไปที่ขา ทำให้เดินขาโก่ง กระดูกโก่งโค้งงอ บริเวณคอจะดำเป็นปื้น จะมีปัญหาเรื่องระบบการหายใจ เวลานอนก็จะหายใจลำบาก ถ้าเป็นมากรุนแรงถึงขั้นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจตลอดเวลา อีกทั้งเด็กอ้วนมักจะมีผลเสียทางสุขภาพจิต เช่น โดนเพื่อนล้อ หาเสื้อผ้าใส่ยาก เคลื่อนไหวช้า ทำกิจกรรมร่วมกับคนอื่นได้ไม่คล่องตัว จนกลายเป็นปมด้อยให้กับเด็ก เกิดผลเสียทางด้านจิตใจ ที่สำคัญจะเห็นได้ชัดว่า เด็กอ้วนจะมีสมาธิในการเรียนน้อยกว่าเด็กไม่อ้วน เพราะเด็กอ้วนจะมีความรู้สึกหิวอยู่ตลอดเวลา ทำให้มีสมาธิในการเรียนลดลง ส่งผลให้ผลการเรียนตกต่ำกว่าเด็กที่ไม่อ้วนได้

อาจารย์สง่ายังบอกว่า โรคอ้วนในเด็ก เป็นโรคที่ผู้ใหญ่รังแกเด็กโดยไม่รู้ตัว เพราะผู้ใหญ่ พ่อแม่ คนเลี้ยงดู หยิบยื่นโรคอ้วนให้กับเด็กมากกว่าที่จะเกิดขึ้นกับตัวเด็กเอง เด็กเกิดมาเป็นผ้าขาวบริสุทธิ์ ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของผู้ใหญ่ที่มีค่านิยามว่า...เด็กอ้วนคือเด็กสมบูรณ์ เด็กอ้วนคือเด็กที่แข็งแรง...เลยให้ลูกกินจนส่งผลให้เกิดโรคอ้วนในเด็กตามมา ดังนั้น สถาบันครอบครัวจึงต้องตระหนักในเรื่องนี้อย่างจริงจัง เริ่มจากการรักลูกให้ถูกวิธี และไม่ควรปล่อยให้ลูกเข้าข่ายเด็กอ้วน โดย...

1. ปรับพฤติกรรมการกิน สร้างนิสัยเรื่องการกินให้พอดีตั้งแต่เล็ก ไม่ต้องกลัวว่าลูกจะหิว หรือกินไม่อิ่ม งดอาหารหวานจัด มันจัด กินผักผลไม้มากขึ้น

2. ปรับพฤติกรรมที่ผู้ใหญ่ปล่อยให้เด็กจดจ่ออยู่หน้าจอโทรทัศน์ เล่นเกม เล่นคอมพิวเตอร์ ตลอดทั้งวัน เพราะโอกาสที่เด็กจะออกไปกระโดดโลดเต้น เล่นกีฬา หรือออกกำลังกายมีน้อย

3. ให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมด้านอาหาร เพราะในตลาดมีทั้งอาหารว่าง น้ำอัดลม ขนมกรุบกรอบ ที่อุดมไปด้วยน้ำตาล ไขมัน และแป้ง เมื่อเด็กไม่มีทางเลือก ก็ต้องกินอาหารเหล่านี้ และเมื่อดูถึงสถิติเด็กไทยวัยเรียนพบว่า ร้อยละ 49.6 กินขนมกรุบกรอบเป็นประจำ ซึ่งหากปล่อยให้กินอยู่แบบนี้ พอระยะเวลาห่างกัน 3 ปี เด็กจะกินเพิ่ม 2 เท่า

ด้านสถานที่ สนามกีฬา สวนสาธารณะ มีจำนวนน้อย ทำให้ไม่เอื้ออำนวยต่อเด็กที่อาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียม อพาร์ตเม้นต์ ทำให้ได้เคลื่อนไหวร่างกายน้อยลง จึงควรหากิจกรรมหรือสถานที่เพื่อให้เด็กได้เคลื่อนไหวร่างกาย และออกกำลังกายอย่างเหมาะสม

4. อิทธิพลของอาหารต่างชาติ ที่ทะลักเข้ามาในบ้านเมืองเรา ทำให้เด็กได้กินอาหารที่อุดมไปด้วยไขมันสูง โคเลสเตอรอลสูง ฟาสต์ฟู้ด จั๊งค์ฟู้ด มากเกินความจำเป็น

5. วิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป พ่อแม่ไม่มีเวลาทำอาหารให้ลูกกินเอง และอาหารจานด่วนหาได้ง่ายๆ จึงเป็นทางเลือกที่พ่อแม่หยิบยื่นให้ลูก เช่น ข้าวขาหมู ข้าวมันไก่ หมูทอด ไก่ทอดกับข้าวเหนียว เด็กจึงได้กินแต่คาร์โบไฮเดรต โปรตีน กับน้ำมันตลอดเวลา เด็กไม่มีโอกาสได้กินน้ำพริก แกงส้ม แกงจืด หรืออื่นๆตามที่ร่างกายต้องการ จึงส่งผลให้เด็กอ้วน

โดยทั้งหมดนี้ ผู้ที่จะสามารถช่วยเด็กไม่ให้อ้วนได้ ก็คือ

อันดับ 1 พ่อแม่ ผู้เป็นพ่อแม่ต้องไม่คิดว่าเรื่องการสอนและปลูกฝังเป็นเรื่องของโรงเรียน พ่อแม่ควรมีบทบาท มีความสำคัญเป็นอันดับแรก

อันดับ 2 สถานศึกษา โรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก

อันดับ 3 ผู้บริหารที่รับผิดชอบการดูแลสิทธิเด็ก ไม่เฉพาะผู้ที่ดูแลด้านสุขภาพอย่างเดียว แต่รวมไปถึงผู้ที่กำกับดูแลคุ้มครองสิทธิเด็กทั้งหลาย จะต้องเข้ามาช่วยไม่ให้เด็กอ้วน เช่น เจ้าหน้าที่สาธารณสุข แพทย์ พยาบาล องค์การปกครองท้องถิ่น ที่จะต้องเข้ามามีบทบาทช่วยป้องกันไม่ให้เด็กอ้วน

อันดับ 4 สื่อมวลชน เพราะในปัจจุบัน สื่อมวลชนมีบทบาทและมีอิทธิพลสูงมากที่จะทำให้เด็กอ้วนหรือผอม หรือมีภาวะโภชนาการปกติได้ สรุปแล้วเรื่องอ้วนนั้นไม่ใช่เป็นหน้าที่ของคนใดเพียงคนเดียวแต่ต้องเป็นหน้าที่ของทุกๆคนที่ต้องช่วยกัน โดยเฉพาะสื่อ ถ้าสื่อดีเด็กสามารถเข้าถึงสื่อได้ ยิ่งสื่อที่เด็กทำเชื่อว่าจะยิ่งเข้าถึงเด็กด้วยกันได้ง่ายขึ้น จากนั้นเมื่อเด็กอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ทุกฝ่ายเข้าใจและร่วมมือ ทั้งหมดทั้งปวงนี้จะสามารถโน้มน้าวให้เด็กเปลี่ยนพฤติกรรมได้

ปัญหาเด็กอ้วน ไม่ใช่ปัญหาส่วนบุคคล หากส่งผลถึงคุณภาพทรัพยากรบุคคลของประเทศทีเดียว ดังนั้น ก็ต้องร่วมด้วยช่วยกัน "อย่าปล่อยให้เด็กอ้วน" นะคะ