คนสองรุ่น

คิดเห็นประเด็นข่าว

เทรนด์คนรุ่นใหม่ไม่อยากมีลูกกลายเป็นประเด็นร้อนให้ถกเถียงอีกครั้งเมื่อนิตยสารไทม์ขึ้นปกหรา พาดข้อความว่า The Childfree Life นำเสนอวิถีชีวิตของสามีภรรยารุ่นใหม่ที่มีความสุขที่สุดกับการไม่มีลูก

กลายเป็นค่านิยมที่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในอเมริกา แต่กำลังแผ่ขยายวงไปทั่วโลก โดยรายงานของสำนักวิจัยพิว ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยและสำรวจความคิดเห็นสาธารณชนที่สำคัญของอเมริการะบุว่า อัตราของคู่แต่งงานที่ไม่มีลูกกำลังเพิ่มสูงขึ้นในทุกเชื้อชาติ ปัจจุบันผู้หญิงอเมริกันถึงหนึ่งในห้า ไม่เคยตั้งครรภ์มีลูก จากอดีตเมื่อราว 20 ปีก่อน สัดส่วนนี้มีเพียงหนึ่งในสิบ

ปัจจัยที่ทำให้คนรุ่นใหม่แต่งงานแต่ไม่อยากมีลูกนอกจากจะมาจากความจำเป็นในด้านเศรษฐกิจแล้ว ยังมีปัจจัยอย่างที่ ลอเรนซ์ แซนด์เลอร์ คอลัมนิสต์ชื่อดังวิเคราะห์ก็คือ การแต่งงานโดยไม่ปราศจากลูกเป็นโซ่คล้องใจนั้นทำให้คู่สามีภรรยาสามารถใช้ชีวิตคู่ได้อย่างมีอิสระเต็มที่และวางเป้าหมายอนาคตได้ชัดเจนโดยไม่ต้องพะว้าพะวัง

ปัจจุบันประเทศยิ่งเจริญเท่าไหร่กลับมีแนวโน้มที่คู่สามีภรรยาจะไม่อยากมีลูกมากเท่านั้น โดยเฉพาะที่ญี่ปุ่น ปัญหาคนรุ่นใหม่ที่ไม่อยากมีลูกกำลังกลายเป็นวาระแห่งชาติไปแล้ว โดยสะท้อนให้เห็นจากอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างฮวบฮาบมาตั้งแต่ปี 1950 จนต้องถึงกับรณรงค์ให้คนหันมามีลูกกันมากขึ้น เรียกว่าอาการหนักไม่แพ้ประเทศสิงคโปร์ที่รัฐบาลต้องใช้มาตรการจูงใจสารพัดรูปแบบเพื่อให้คู่สมรสปั๊มลูก สาเหตุที่คนญี่ปุ่นรุ่นใหม่ไม่อยากมีลูกเกิดจากค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงลูกสูงมาก เนื่องจากในญี่ปุ่นไม่มีระบบประกันบำเหน็จบำนาญทำให้คู่สามีภรรยายุคดิจิตัลกลัวว่า พอแก่ตัวแล้วจะไม่มีเงินใช้ ขณะที่ประเพณีญี่ปุ่นที่ยกงานบ้านทุกอย่างให้เป็นหน้าที่ของศรีภรรยาทำให้ผู้หญิงญี่ปุ่นที่ต้องออกไปทำงานนอกบ้านรู้สึกเหนื่อยล้าเกินกว่าจะมานั่งเลี้ยงดูลูก สภาพสังคมที่เปลี่ยนมาเป็นครอบครัวเดี่ยว และในบั้นปลายชีวิตพ่อแม่กลับไม่ได้รับการเลี้ยงดูจากผู้เป็นลูกเหมือนก่อน ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้จึงกลายเป็นที่มาของการไม่มีลูกเสียดีกว่า

ผลจากการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ การออมระดับครัวเรือนกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติทำให้เห็นภาพรวมของปัญหาที่กำลังจะตามมาสู่คนไทยรุ่นเจนเนอเรชั่นYในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า จากมุมมองของผู้เกี่ยวข้อง

โฆษิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ กรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า ใน พ.ศ.2583 ประเทศไทยจะมีโครงสร้างของประชากรเปลี่ยนไปแบบสุดขั้ว โดยสัดส่วนผู้มีอายุ 65 ปีขึ้นไปจะอยู่ที่ร้อยละ 25 ของประชากรทั้งหมด ขณะที่เด็กเกิดใหม่และวัยทำงานลดลงซึ่งอาจส่งผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงควรให้ความสำคัญกับการวางแผนครอบครัวแบบใหม่ ต้องหลุดพ้นจากการควบคุมประชากรมาเป็นการผลักดันให้ครอบครัวมีคุณภาพมากขึ้น ทั้งนี้โดยเฉลี่ยผู้ชายจะมีอายุ 73.5 ปี ผู้หญิงจะมีอายุเฉลี่ย 81.9 ดังนั้น หน่วยงานต่างๆจะต้องกลับมาคิดว่าชีวิตหลังเกษียณจะเป็นอย่างไร เรื่องเงินออมจึงเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ใช่มองแค่การลงทุนหรือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอย่างเดียว โครงสร้างประชากรที่มีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจะมีผลกดดันต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

ด้าน มัทนา พนานิรามัย คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติให้ทัศนะว่า ปัจจุบันผู้สูงอายุยังอาศัยรายได้จากลูกหลาน ขณะที่การช่วยเหลือจากภาครัฐไม่เพียงพอ ซึ่งต่างไปจากสหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ที่รัฐบาลจะให้ความสำคัญเรื่องการช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้สูงอายุมากกว่า ทั้งนี้จากการวิจัยพบว่า ในปี 2552 รายได้จากแรงงานตลอดชีวิตโดยเฉลี่ยของประชากรไทยต่ำกว่ารายจ่ายด้านการบริโภคตลอดชีวิต แต่เนื่องจากมีประชากรวัยหนุ่มสาวมากประกอบกับมีวัยเด็กและผู้สูงอายุน้อยทำให้ขาดดุลการบริโภคไม่มากนัก แต่เมื่อถึงปี 2583 ประชากรผู้สูงอายุจะมากกว่าวัยแรงงาน จะทำให้การขาดดุลสูงขึ้นมาก

ขณะที่ นวพร วิริยานพงศ์ ผู้แทนจากกระทรวงการคลังกล่าวว่า รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณด้านสวัสดิการผู้สูงอายุเพิ่มจาก 10,627 ล้านบาท ในปี 2550 เป็น 53,608 ล้านบาท ในปี 2555 หากมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอาจบั่นทอนเสถียรภาพทางการคลัง ขณะที่พฤติกรรมการออมของคนไทย มีผู้ออมเงินร้อยละ 72.1 ของประชากรทั้งหมด แต่มีเพียงกลุ่มข้าราชการเท่านั้นที่มีเงินออมเพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ

ทว่าหากดูภาพรวมในทัศนะของ โสภาวดี เลิศมนัสชัย เลขาธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือ กบข. ซึ่งสะท้อนความจริงว่า จากการสำรวจของ กบข. พบข้าราชการวัยเกษียณมักจะใช้บำนาญที่ได้รับเป็นเงินก้อนที่ได้รับหลังจากการเกษียณอายุหมดภายใน 1 ปี ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ข้าราชการเหล่านี้ไม่มีความพร้อมต่อการวางแผนที่จะเกษียณอายุอย่างมีความสุข คำแนะนำที่ตามมาก็คือ ข้าราชการวัยเกษียณจะต้องมีการวางแผน และมีการลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ดีพอ

เช่นเดียวกับ สันติ วิลาสศักดานนท์ อดีตประธานสภาอุตสาหกรรม ซึ่งให้ทัศนะว่าที่ผ่านมารัฐบาลไม่ได้ให้ความสำคัญกับการรับมือแรงงานภาคเอกชนที่จะเกษียณ ซึ่งมีความแตกต่างกับข้าราชการอย่างมากทั้งที่ภาคเอกชนเป็นผู้เสียภาษีสูงมาก แต่กลับได้แค่เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเดือนละ 600 บาทเท่านั้น แม้บริษัทเอกชนจะเริ่มมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพื่อเก็บออมให้พนักงาน แต่หลายบริษัทไม่มีการตั้งกองทุนดังกล่าว ซึ่งรัฐบาลควรจะให้ความสำคัญในส่วนนี้ให้มากขึ้น ขณะที่พนักงานเอกชนเองควรมีการวางแผนเพื่อการเกษียณอายุ เช่น การลงทุนในตลาดทุน และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพิ่มขึ้น

สำหรับสถานการณ์สุขภาพพลานามัยของคนไทยก็น่าเป็นห่วงไม่แพ้กัน จากการเปิดเผยของ นายแพทย์ณรงค์ สายวงศ์ รองอธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขที่ว่า ร้อยละ 63 ของการเสียชีวิตทั้งหมดทั่วโลกเกิดจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ที่มากับความเจริญทางด้านเทคโนโลยีและสภาพแวดล้อมส่งผลต่อวิถีชีวิต ก่อให้เกิดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น กิน หวาน มัน เค็มมากเกินไป มีการเคลื่อนไหวทางกายน้อย และขาดการออกกำลังกาย สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ รวมถึงเครียดจนเกิดภาวะอ้วนลงพุง ล่าสุดกรมอนามัยได้สำรวจพบว่าประชากรไทยที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป ร้อยละ 20 มีกิจกรรมทางกายต่ำ และหากพิจารณาเฉพาะการออกกำลังกายพบว่า ผู้ใหญ่ออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 30 นาที ร้อยละ 22-24 และมีเพียงร้อยละ 10 เท่านั้นที่ออกกำลังกายเพียงพอต่อการป้องกันและลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรค การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมคนไทยให้หันมาใส่ใจการออกกำลังกายเพิ่มมากขึ้นจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงานซึ่งเป็นวัยที่มักมีข้ออ้างว่าไม่มีเวลาทั้งๆที่ความจริงแล้วการออกกำลังกายในวัยนี้นับว่ามีความจำเป็นมาก และควรหันมาออกกำลังกายให้มากขึ้นเพื่อให้ร่างกายได้รับการรักษาและฟื้นฟูในส่วนที่สึกหรอจากการทำงาน

ที่ผ่านมากรมอนามัยได้ประกาศนโยบายส่งเสริมสุขภาพของประชาชน โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ 3 อ. 2ส. ได้แก่ อาหาร ออกกำลังกาย อารมณ์ ไม่ดื่มสุรา และไม่สูบบุหรี่ ซึ่งกองออกกำลังกายเพื่อสุขภาพได้ร่วมกับสำนักโภชนาการเปิดคลินิกไร้พุงเพื่อช่วยเหลือประชาชนในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพด้วยกระบวนการ 3อ. 2ส. โดยผู้เข้ารับบริการไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น

แต่เห็นจะไม่มีเรื่องใดที่ช็อกความรู้สึกนึกคิดเท่ากับการออกมาเปิดเผยของ จาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการที่ว่า เด็กไทยจำนวนมากอ่านภาษาไทยไม่ออก ซึ่งทางกระทรวงศึกษาธิการจะต้องนำมาแก้ปัญหาให้เร็วที่สุด เพราะหากเด็กไทยอ่านภาษาไทยไม่ได้ ก็ไม่มีทางเรียนวิชาอื่นได้ ดังนั้น ต่อไปทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องมาวิเคราะห์ร่วมกันว่าการปฏิรูปการศึกษาจะต้องหาทางทำให้ภาษาไทยเชื่อมโยงไปยังวิชาอื่นๆ รวมทั้งในการคัดเลือกนักเรียนเข้าเรียนต่อจะต้องให้ความสำคัญกับวิชาภาษาไทยและภาษาอังกฤษควบคู่กันไป สอดคล้องกับความคิดเห็นของ คุณชะลอ เขียวฉลัว ผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมวัดเบญจมบพิตร ที่ยอมรับว่า ขณะนี้เยาวชนไทยมีปัญหาเรื่องการอ่านออกเขียนได้ โดยเฉพาะเด็ก ม.1ที่เข้าเรียนก็ยังอ่าน-เขียนได้ไม่คล่อง ทำให้เด็กกลุ่มนี้เรียนรู้ได้ช้า ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไข เพราะภาษาไทยถือเป็นภาษาหลักที่เราต้องใช้ในการเรียนรู้ในทุกรายวิชา ที่สำคัญยังพบด้วยว่า เด็กสมัยนี้จะไม่ชอบอ่านและไม่ชอบเขียนบทความยาวๆ แต่ชอบอ่านอะไรที่ฉาบฉวย ใช้ภาษาสแลงหรือศัพท์วัยรุ่นสั้นๆ ทำให้ภาษามีการผิดเพี้ยนซึ่งต้องช่วยกันแก้ไข

ทั้งคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่ของไทย คงจะต้องปรับตัวปรับใจกับการเปลี่ยนแปลงอีกมาก เมื่อประเทศไทยเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในปี 2558 แต่นโยบายของรัฐในเรื่องนี้ยังขาดความชัดเจนโดยสิ้นเชิง