กวนมะม่วง...มะม่วงกวน

ด้วยรักและผูกพัน

ชีวิตในวันปิดเทอมของดิฉันกับน้องๆ ไม่ได้มีเพียงการไปวัด หรือบีบ นวด และบริการตำหมากให้คุณยายตามที่ได้เล่าให้ฟังในตอนที่แล้วเท่านั้น แต่ต้องรดน้ำต้นพลูที่สูงเต็มค้างด้วยกระป๋องผูกไม้สาดขึ้นไปให้ถึงยอด เพื่อจะได้ให้พลูออกใบงามๆมาให้คุณยายได้กินตลอดปีอีกด้วย ยิ่งเมื่อเป็นช่วงปิดเทอมใหญ่ หน้ามะม่วง งานเข้าดิฉันและน้องๆเต็มๆ ทุกวันต้องทำงานหนักราวกับแรงงานต่างด้าวก็ไม่ปาน นั่นคือกระบวนการกวนมะม่วงอันยิ่งใหญ่ที่พวกเรามีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นจนจบ หรือเรียกว่า 1 ถึง 10 กันเลย

เริ่มจากกระบวนการแรก ขั้นที่ 1 คือการตามคุณแม่ไปสวนมะม่วง แม่ของดิฉันเป็นซูเปอร์วูแมนตัวจริง เมื่อไปถึงใต้ต้นมะม่วง คุณแม่ก็จะเล็งว่าต้นไหนมีลูกไหนแก่บ้าง แล้วก็เริ่มแหย่ตะกร้อเข้าไปสอยลงมา ตะกร้อผูกด้วยไม้รวก หมดความยาวของไม้รวก สูงกว่านั้นคุณแม่ก็ปีนเลยค่ะ ตอนที่ใช้ตะกร้อสอย พอเต็มตะกร้อก็ค่อยๆดึงลงมา ลูกๆที่ยืนแหงนลุ้นอยู่ ก็ช่วยหยิบออกจากตะกร้อใส่กระป๋อง แต่พอบนกิ่งสูงๆ ปีนแล้วเลือกลูกแก่ๆได้ คุณแม่ก็มองหาบริเวณพื้นดินที่นุ่มๆ และมีฟางรอง แล้วใช้วิธีโยนลงมาตามบริเวณนั้น เพื่อมะม่วงจะได้ไม่ช้ำ งานนี้ บางครั้งก็ได้น้องสาวจอมซนของดิฉันเป็นผู้ช่วยคุณแม่ปีนขึ้นไปถึงยอดมะม่วงด้วย

ในสวนหลังบ้าน ต้นมะม่วงออกลูกสะพรั่งเกือบร้อยต้น การเก็บมะม่วงจึงเป็นกิจวัตรประจำวันที่คุณแม่ดูเหมือนสนุก สำหรับลูกๆแล้ว กลับรู้สึกสนุกเป็นบางวัน เพราะหลายครั้งที่ต้องต่อสู้กับมดแดงตัวใหญ่ที่แฝงพวงมะม่วงอยู่ จึงต้องกระโดดรอก็มี

ขั้นตอนที่ 2 คือการคัดสายพันธุ์ ถ้าเป็นน้ำดอกไม้ หรืออกร่อง ก็จะได้รับการประคบประหงมหน่อย เก็บบ่มไว้รับประทานตอนสุก หากเป็นมะม่วงทองดำ แก้ว หรือไอ้แฟบ ก็รับประทานกันตอนดิบๆ หรือห่ามๆกันเลย ชื่อพันธุ์ชนิดหลังสุดนี้ จนป่านนี้ ดิฉันก็ยังไม่ทราบเลยว่า มีชื่อเป็นทางการว่าอะไร? เพราะเกือบจะไม่เคยเห็นว่ามีขายที่ไหนด้วยซ้ำ เป็นที่น่าเสียดายที่ขณะนี้ ต้นไอ้แฟบก็ได้แก่ตายไปเสียแล้ว สำหรับมะม่วงแก้ว เป็นภาระของคุณป้าที่นำไปดอง ข้อสำคัญ ต้องดองตอนดิบ จะได้กรอบอร่อย ถูกใจวัยรุ่นอย่างพวกเรา

ขั้นตอนที่ 3 ขั้นตอนนี้ง่ายมากเช่นกัน เพียงแต่คัดมะม่วงที่งอมจัดมาไว้ต่างหาก เพราะมะม่วงเยอะ แต่คนรับประทานน้อย จึงมีมะม่วงงอมทุกวัน จะนำไปขาย หรือแจกใครก็ไม่ได้ เพราะเขาปลูกกันทุกบ้าน

ขั้นตอนที่ 4 เมื่อคัดแล้วจะเห็นมะม่วงงอมกองสูงใหญ่เป็นพะเนินเทินทึก เอาละซิ! คราวนี้ คุณแม่ คุณยาย คุณป้า ทำไม่ทันจึงต้องระดมพลแรงงานเด็กๆอย่างพวกเราไปช่วย ดิฉันและน้องๆ ต้องช่วยกันปอกมะม่วงสุกวันละเป็นร้อยๆผล เพื่อไปทำอะไรหรือคะ? เชิญติดตามขั้นตอนต่อไปที่ระทึกกว่านี้

ขั้นตอนที่ 5 นำมะม่วงที่ปอกแล้วไปขูดค่ะ ยุคนั้น ยังไม่มีเครื่องปั่นอาหาร ต้องนำมะม่วงทั้งลูกไปขูดด้วยกระต่ายจีน ซึ่งความจริงแล้วเป็นเครื่องมือขูดมะพร้าว ที่เขาใช้ลวดตอกเป็นฟันถี่ๆ บนหน้ากระดาน ลองนึกภาพดูซิคะ มะม่วงสุกงอมลื่นๆ ต้องคอยจับถูไถบนแผ่นไม้ที่แหลมคมนี้ ให้มะม่วงลูกๆกลายเป็นน้ำ ขั้นตอนนี้ระทึกมากค่ะ หากประมาทพลาดพลั้งไป อาจเป็นเนื้อเราหลุดแทนเนื้อมะม่วง เพราะลื่นเหลือเกิน!

ขั้นตอนที่ 6 เมื่อได้น้ำมะม่วงหม้อใหญ่แล้ว ก็นำไปตั้งไฟบนเตาถ่านบ้าง เตาแกลบบ้าง กวนค่ะ! กวน...กวน...กวน จนกว่าจะงวด ไม่ใช่ตั้งไฟเฉยๆนะคะ ต้องใช้ไม้พายคนตลอดเวลา เพื่อไม่ให้ติดก้นหม้อ อ้อ! เติมเกลือนิดหน่อย เพราะมะม่วงสุกรสหวานจัด ตอนยังไม่โตนัก พวกเรามักรอาดตัวจากขั้นตอนนี้ เพราะอันตราย อีกแบบ ตอนที่เดือดจัดๆ ปุดๆ อาจกระเด็นใส่มือได้ แต่เมื่อโตขึ้น ก็หลบไม่พ้นที่จะต้องสลับกันกับผู้ใหญ่ เพราะต้องใช้เวลานานหลายชั่วโมง

ขั้นตอนที่ 7 โอ๊ย! ปวดแขนเหลือเกิน เมื่องวดพอแล้ว ยกลงพักไว้ให้เย็นสนิท บางครั้งต้องทิ้งไว้ข้ามคืน รุ่งขึ้น นำมาละเลงบนถาดให้บางกำลังดี แล้วนำไปตากแดด ตอนนั้น ทุกบ้านมีมะม่วงกวนแผ่นใหญ่มากๆ แขวนตากกันเกือบทุกบ้าน ต่อมาเริ่มพัฒนาตามตลาดข้างนอก จึงละเลงเป็นแผ่นกลมเล็กบนใบตอง น่ารักกว่าเดิมตั้งเยอะ!

ขั้นตอนที่ 8 แล้วจากยกเข้า ยกออก สองสามวัน ตากแดดจนแห้งพอดีแล้ว ก็แกะออกจากถาด ถ้าแผ่นใหญ่มาก ก็นำมาตัดเป็นแผ่นสี่เหลี่ยม แล้วนำมาม้วนบ้าง พับบ้าง เพื่อให้ง่ายแก่การรับประทาน

ขั้นตอนที่ 9 บรรจุใส่ถุงพลาสติกอย่างสวยงาม

ขั้นตอนที่ 10 ข้อนี้สำคัญที่สุด จากหยาดเหงื่อแรงงานของพวกเรา คุณแม่สั่งว่าให้นำไปแจก...แจก...แจกค่ะ...แจก พอใกล้เปิดเทอม กลับกรุงเทพฯ พวกเราก็จะมีของมาฝาก พี่ป้า น้าอา ที่กรุงเทพฯ และที่ได้หน้ากว่านั้น เมื่อเปิดเทอมมีไปให้คุณครู และเพื่อนๆที่โรงเรียนด้วย

บ้านเรามีประเพณีนำของฝากพื้นบ้านตามฤดูกาลไปให้ญาติ และเพื่อนๆเสมอ แม้จะสิ้นคุณยาย และคุณป้าไปแล้ว คุณแม่ก็ยังคงทำมะม่วงกวนมาให้ลูกๆไปแจกเพื่อนๆ ต่อมาอีกนานหลายปี เพิ่งจะหยุดไปเมื่อย่างเข้าวัยชราภาพไม่กี่ปีมานี้ ประกอบกับต้นมะม่วงก็เหลือจำนวนร่อยหรอ เพราะต้นที่ปลูกไว้ตั้งแต่ดิฉันยังเด็กๆนั้น ก็แก่ตายไปเยอะแล้ว มีเหลือเพียงไม่กี่ต้นที่ปลูกทีหลัง แต่ยังสามารถผลิดอกออกผลให้เราได้รับประทานบ้าง ตลอดชีวิตดิฉัน ไม่เคยรับประทานมะม่วงน้ำดอกไม้ และอกร่องอร่อย หอม หวาน เท่าจากต้นที่สวนบ้านคลอง 16 เลย เห็มไหมคะว่า ไม่ใช่เฉพาะมะพร้าวยิ่งแก่ยิ่งมันเท่านั้น มะม่วง (ด้วย) ยิ่งแก่ก็ยิ่งหวานเช่นกันค่ะ

แม้จะเป็นฤดูกาลที่เหน็ดเหนื่อยต่อเนื่องยาวนานนับเดือน แต่คุณแม่ก็ชื่นใจทุกครั้งที่ได้รับคำชม เคยมีคนขอซื้อ กลับไม่ยอมขาย บอกว่าไม่ได้ลงทุนอะไร ใช้ของจากส่วนที่บ้านทั้งนั้น (คงลืมว่าลงแรงไปมากมายแค่ไหน?) จะขายได้สักกี่บาทกัน! ให้เขาได้กินของอร่อยดีกว่า จึงมีคิวจองล่วงหน้าเป็นปี เพราะทำปีละครั้ง...ยังมีเมนูเด็ดอีกหลายอย่างของคุณแม่ ที่เชลล์ไม่ได้ชิม ลองตามไปดูกันต่อค่ะ!