สดุดี 100 พระชันษาสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ

19 รัตนสังฆราชา แห่งสังฆมณฑลไทย
เรื่องพิเศษ

ตอนที่ 4 สมเด็จพระสังฆราชศุข รัตนสังฆราชาพระองค์ที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

สมเด็จพระสังฆราชศุข สถิตอยู่ ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏิ์ ทรงครองสมณศักดิ์อยู่นานถึง 23 ปีทีเดียว นับเป็นสมเด็จพระสังฆราชผู้ทรงครองสมณศักดิ์ยืนยาวที่สุดในบรรดาสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ก่อนๆ ทั้ง 18 พระองค์ โดยมิรวมถึง สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประมุขแห่งสงฆ์พระองค์ปัจจุบันผู้ซึ่งทรงมีพระชนม์ยืนยาวที่สุดถึง 100 พระชันษาในปีนี้ และทรงครองอยู่ในสมณศักดิ์ยืนยาวที่สุดของกรุงรัตนโกสินทร์ นับถึงปัจจุบันเป็นปีที่ 24

พระประวัติเบื้องต้นของ สมเด็จพระสังฆราชศุข นับว่าเลือนรางเต็มที เพราะไม่มีผู้ใดทราบถึงเทือกเถาเหล่ากอแต่หนหลังของพระองค์ แม้กระทั่งเรื่องราวในช่วงที่ทรงบรรพชาแล้ว ก็ยังหาหลักฐานสืบค้นกลับไปได้ในครั้งที่พระองค์ทรงเป็นพระราชาคณะ มีตำแหน่งที่ พระญาณสมโพธิ อยู่วัดมหาธาตุฯ ซึ่งเวลานั้นชาวบ้านทั่วไปยังเรียกกันว่า วัดสลัก แต่ก็ถือเป็นวัดหลวงในสมัยกรุงธนบุรี และต่อมาในปี 2323 ทรงได้รับเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระธรรมเจดีย์

กล่าวกันว่าพระองค์น่าจะทรงเป็นพระภิกษุผู้คงแก่เรียนพระองค์หนึ่ง ดังคราวที่มีการสังคายนาชำระพระไตรปิฎก ใน พ.ศ.2331 ทรงได้รับมอบหมายให้เป็นแม่กองชำระพระวินัยปิฎก รวมทั้งยังมีพระวินิจฉัยของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพในหนังสือ เรื่องประวัติวัดมหาธาตุพิมพ์ออกมาเมื่อปี 2461 กล่าวถึงพระองค์ว่า "เห็นจะเป็นเปรียญมาแต่ครั้งกรุงเก่า" ตั้งแต่สมัยดำรงสมณศักดิ์ที่ พระธรรมเจดีย์ ก็ทรงเป็นเจ้าอาวาสปกครองดูแลพระอารามสำคัญของพระนครคือ วัดสลัก หรือวัดฉลัก ซึ่งสันนิษฐานว่า น่าจะได้ชื่อมาจากการที่ ภายในวัดมีสิ่งก่อสร้างที่สลักเสลาด้วยฝีมือ ซึ่งต่างไปจากวัดอื่น

ในพระราชพงศาวดารได้เขียนถึงวัดแห่งนี้ว่า "วัดสลักนั้นตั้งอยู่ตรงหัวโค้งของแม่น้ำเจ้าพระยา ณ ตำบลบางกอก" เดิมเป็นวัดเก่าแก่ใหญ่โต ที่สร้างมาแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นที่เคารพศรัทธาอย่างมากของชาวบางกอกโดยเมื่อ สมเด็จพระเจ้าตากสิน ทรงตั้งกรุงธนบุรีเป็นราชธานี มีการสร้างพระนครขึ้นทั้งสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา วัดสลักอยู่ในพระนครฟากตะวันออก และเป็นพระอารามหลวงซึ่งเป็นที่พำนักของพระราชาคณะมาตลอดรัชสมัย

ภายหลังจากผลัดแผ่นดิน เข้าสู่สมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ โปรดฯให้ย้ายเมืองข้ามมาฟากฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา โดยทรงเลือกทำเลตรงกลางระหว่างวัดโพธาราม (วัดพระเชตุพน) และวัดสลัก (วัดมหาธาตุฯ) เป็นชัยภูมิที่ตั้งพระบรมมหาราชวัง และต่อมาจึงโปรดฯเลื่อนพระธรรมเจดีย์ ผู้ทรงปกครองคณะสงฆ์วัดสลัก ขึ้นเป็นพระพนรัตน อันเป็นเสมือนตำแหน่งรองสมเด็จพระสังฆราช หรือพูดง่ายๆก็คือ ว่าที่สมเด็จพระสังฆราชนั่นเอง

เกี่ยวกับตำแหน่งพระพนรัตนนั้น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย และบุคคลสำคัญของโลก (พ.ศ.2405- พ.ศ.2486) ทรงให้รายละเอียดไว้ดังนี้ "นับว่าเป็นสังฆราชองค์หนึ่ง รองแต่สมเด็จพระอริยวงษ์ฯ ลงมา ในทำเนียบสมณศักดิ์ตั้งแต่ครั้งกรุงเก่ามา มีตำแหน่งสังฆปริณายก ๒ องค์ เรียกว่า "พระสังฆราชซ้ายขวา" สมเด็จพระอริยวงษ์เป็นพระสังฆราชฝ่ายขวา ว่าคณะเหนือพระพนรัตน เป็นสังฆราชฝ่ายซ้าย ว่าคณะใต้ เกียรติยศมีสุพรรณบัฏจารึกพระนามเมื่อทรงตั้งทั้ง 2 องค์ แต่ที่พระพนรัตน โดยปกติไม่ได้เป็นสมเด็จ ส่วนพระสังฆราชฝ่ายขวานั้น เป็นสมเด็จพระอริยวงษ์ทุกองค์ จึงเรียกว่า "สมเด็จพระสังฆราช" และจึงเป็นมหาสังฆปริณายก มีศักดิ์สูงกว่าพระสังฆราชฝ่ายซ้ายที่พระพนรัตน แต่ก่อนมาทรงยกเป็นสมเด็จแต่บางองค์ เพิ่งเป็นสมเด็จทุกองค์ตั้งแต่รัชกาลที่ 2 เป็นต้นมา"

ในปี 2326 เมื่อสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท (บุญมา) พระอนุชาธิราชทรงเลือกทำเลทางทิศเหนือของพระบรมมหาราชวังสำหรับเป็นที่ตั้งพระราชวังบวร โดยมีวัดสลักเป็นวัดที่คั่นกลางอยู่ระหว่างวังหลวงกับวังหน้า ทรงเห็นว่าวัดสลักซึ่งเป็นวัดเก่าแก่นั้นชำรุดทรุดโทรมมาก จึงขอโปรดเกล้าฯบูรณะวัดไปพร้อมๆ กับการก่อสร้างพระราชวังบวร หลังจากนั้นจึงมีการเปลี่ยนนามจาก วัดสลัก เป็น วัดนิพพานาราม

มาในปี 2331 หลังพระราชภารกิจก่อร่างสร้างเมืองได้ปักหลักมั่นคงลงแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ทรงพระราชดำริถึงพระพุทธศาสนาว่า ในคราวกรุงศรีอยุธยาแตกพ่าย ประชาราษฎร์กระจัดกระจายพรายพลัด บ้านเมืองจนถึงวัดวาอารามถูกเผาทำลายวอด ในคราวนั้นพระคัมภีร์พุทธศาสนาเป็นอันมากก็พลอยสูญสิ้นไปในกองเพลิงด้วย อีกทั้งทรงสอบถามจากพระเถระทรงทราบว่าพระไตรปิฎกอันบรรจุหัวใจแห่งพระธรรมคำสอนในยามนั้นยังมีที่คลาดเคลื่อนไม่น้อย จึงมีพระราชศรัทธาโปรดฯให้ทำการสังคายนาพระไตรปิฎกขึ้น โดยทรงเลือกใช้สถานที่คือ วัดนิพพานารามซึ่งเป็นพระอารามอยู่ตรงกลางระหว่างพระราชวังทั้งสอง พร้อมกันนี้ก็โปรดให้เปลี่ยนนามวัดเสียใหม่เป็น วัดพระศรีสรรเพชดาราม ให้สมเป็นที่ทำการของกองชำระพระไตรปิฎก

ในการทำสังคายนาพระไตรปิฎกนี้ คณะสงฆ์แบ่งชุดทำงานออกเป็น 4 กอง มี สมเด็จพระสังฆราชศรี สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 1 เป็นองค์ประธานดำเนินการ เวลานั้นสมเด็จพระสังฆราชศุขยังดำรงสมณศักดิ์อยู่ที่ พระพนรัตน หรือบางแห่งเรียกก็เป็น พระวันรัต ทรงรับเป็นแม่กองชำระพระวินัยปิฎก จากการที่ทรงได้รับมอบหมายหน้าที่สำคัญนี้ สะท้อนให้เห็นว่า สมเด็จพระสังฆราชศุข ทรงเป็นผู้ปราดเปรื่องแตกฉานในพระไตรปิฎกผู้หนึ่งของพระนครนั่นเอง

ครั้นถึง พ.ศ.2337 เมื่อ "สมเด็จพระสังฆราชผู้เฒ่า" คือ สมเด็จพระสังฆราชศรี สิ้นพระชนม์ ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง จึงมีการโปรดเกล้าพระราชทานสมณศักดิ์ เลื่อนพระพนรัตน (ศุข) ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช โดยเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 2 ของกรุงรัตนโกสินทร์ประมุขแห่งมหาสังฆปริณายก สถิต ณ วัดมหาธาตุฯ สืบไป

ตลอดระยะเวลา 23 ปี ที่ทรงอยู่ในตำแหน่งมหาสังฆปริณายก ทรงเป็นที่เคารพนับถือของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รวมถึงพระราชวงศ์หลายพระองค์ ดังที่ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงนิพนธ์ไว้ว่า "เมื่อเป็นสังฆราชได้เป็นอุปัชฌาย์ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท กรมพระราชวังบวรสถานภิมุข และกรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์..."

หากไล่เรียงตามลำดับปีคือ ในปี 2337 ทรงเป็นพระราชอุปัธยาจารย์ในเจ้าฟ้ากรมหลวงเสนานุรักษ์เมื่อทรงพระผนวชเป็นพระภิกษุในคราวเดียวกับพระพงศ์อมรินทร์ พระราชโอรสของสมเด็จพระเจ้าตากสิน รวมทั้ง นักองเอง ซึ่งต่อมาได้เป็นกษัตริย์กัมพูชา ออกพระนามว่า สมเด็จพระนารายณ์รามาธิบดีฯ กษัตริย์พระองค์หนึ่งของกัมพูชา ก็ทรงพระผนวชพร้อมกันด้วย

ถัดมาในปี 2338 เมื่อ สมเด็จกรมพระราชวังบวรฯ ทรงผนวชครั้งที่ 2 ที่วัดมหาธาตุฯ หรือที่เวลานั้นยังเรียกวัดพระศรีสรรเพชดาราม ทรงมีสมเด็จพระสังฆราชศุขเป็นพระอุปัชฌาย์ประทับอยู่วัดมหาธาตุ* เป็นเวลา 7 วันก็ทรงลาผนวช

กลับมาที่เรื่องราวของสมเด็จพระสังฆราชศุขกันต่อ ในปี 2350 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ มีพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้อุปสมบทนาคหลวง ณ วัดพระแก้ว โดยมี สมเด็จพระสังฆราชศุข ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ ในการบวชนาคหลวงครั้งนั้น มีสามเณรโต ผู้ที่ได้รับฉายานามหลังอุปสมบทว่า พฺรหฺมรังสี รวมอยู่ด้วย ซึ่งในเวลาต่อมาเป็นภิกษุองค์เดียวกับพระเถระที่คนไทยให้ความเคารพนับถืออย่างสูงสุดองค์หนึ่งของเมืองไทย นั่นก็คือ ขรัวโต หรือ สมเด็จโต หรือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) แห่งวัดระฆังโฆสิตาราม ต้นตำรับพระคาถาชินบัญชรแห่งเมืองสยามนั่นเอง หลังจากบวชแล้ว "พระมหาโต" รูปนี้ก็เป็นศิษย์รับใช้อุปัฏฐากสมเด็จพระสังฆราชศุข อยู่ที่วัดมหาธาตุ จนกระทั่งภายหลังมาในสมัยรัชกาลที่ 4 และ รัชกาลที่ 5 ท่านจึงมาเป็นเจ้าอาวาสอยู่วัดระฆังโฆสิตาราม

นอกจากนี้ยังมีเจ้านายพระองค์อื่นๆอีกหลายพระองค์ที่ทรงพระผนวชในช่วงปลายรัชกาลที่ 1 โดยมี สมเด็จพระสังฆราชศุข เป็นพระราชอุปัธยาจารย์เช่นกัน

อีกคราวหนึ่ง ในปี 2353 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 2 เป็นที่ สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ ทรงผนวชเป็นครั้งที่ 2ในคราวเสด็จฯกลับจากศึกพม่า แล้วประชวรด้วยไข้ป่าพระอาการค่อนข้างหนักเอาการ ภายหลังเมื่อทรงหายดีแล้ว จึงเสด็จออกผนวชเป็นเวลา 7 วัน ประทับอยู่วัดมหาธาตุ

ย้อนกลับไปในช่วงสมัยรัชกาลที่ 1 ตรงกับปี 2344 ยังมีเหตุการณ์น่าสนใจอีกเหตุการณ์หนึ่งที่สะท้อนถึงพระอุปนิสัยของสมเด็จพระสังฆราชพระองค์นี้ได้เป็นอย่างดี ดังเรื่องเล่าที่บันทึกอยู่ในพระราชพงศาวดารว่า ในปีระกา ได้เกิดไฟไหม้ ขึ้นที่วัดมหาธาตุ ด้วยความซุกซนของสามเณรน้อยรูปหนึ่งที่มีชื่อว่า สามเณรวัดซึ่งจุดดอกไม้ไฟเล่นภายในวัด บังเอิญให้ดอกไม้ไฟได้ตกลงบริเวณพระมณฑป เปลวเพลิงได้ลุกไหม้ลามออกไปอย่างรวดเร็ว ทั้งพระ เณร และลูกศิษย์วัดเห็น ดังนั้น ต่างเข้าช่วยกันเร่งรีบดับไฟเป็นโกลาหล ความทราบไปถึงพระกรรณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ คือพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ และพระอนุชาธิราชทรงเร่งรีบเข้ามาบัญชาการดับไฟ แต่ก็ควบคุมเพลิงไว้ไม่อยู่ กระทั่งสุดท้ายมณฑปที่สวยงามล้ำค่าถูกพระเพลิงผลาญจนสิ้น

เมื่อสอบสวนจนได้ตัวมือต้นเพลิง รับสั่งให้สึกสามเณรจอมซนนั้นเพื่อลงราชทัณฑ์ มิให้เป็นเยี่ยงอย่าง ฝ่ายกรมพระราชวังบวรทรงพิโรธถึงขั้นรับสั่งลงโทษประหาร

สมเด็จพระสังฆราชศุขที่ทรงอยู่ในเหตุการณ์ด้วย จึงทรงขอบิณฑบาตชีวิตสามเณรน้อยเอาไว้ด้วยทรงเห็นว่าแม้เป็นความผิดก็จริง แต่สามเณรก็หามีเจตนาไม่ จึงทูลขออภัยโทษให้สามเณร ว่าในการลงโทษทัณฑ์นั้นขออย่าให้ถึงขั้นปาณาติบาตเลย กรมพระราชวังบวรทรงเกรงพระทัยสมเด็จพระสังฆราชจึงโปรดอภัยโทษตามที่ขอนับว่าด้วยพระเมตตาของสมเด็จพระสังฆราชศุขแท้ๆที่ช่วยให้สามเณรในวัยคะนองนั้นรอดพ้นจากการถูกเด็ดหัวไปได้

ในปี 2352 เป็นช่วงปลายรัชกาลที่ 1 ได้มี ภิกษุสยามวงศ์ จากลังกานามว่า วลิตร กับสามเณรอีก 2 รูปคือ รัตนปาละ และหิธายะ เดินทางมาเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยลงเรือมาขึ้นที่นครศรีธรรมราช จากนั้นจึงเดินทางเข้าสู่กรุงเทพฯ พระภิกษุวลิตร กับสามเณรรัตนะปาละ ได้รับพระเมตตาโปรดฯให้พำนักอยู่ในวัดของสมเด็จพระสังฆราชศุข ณ วัดมหาธาตุ ส่วนสามเณรหิธายะ มีพระเมตตาโปรดให้ไปพำนักที่วัดพระเชตุพนฯ อันเป็นสำนักของสมเด็จพระพนรัตน

สำหรับภิกษุหรือสามเณร จากศรีลังกานั้น เรียกตนเองว่า เป็นภิกษุสยามวงศ์ เนื่องจากในสมัยอยุธยา ราวปี 2293ตรงกับแผ่นดินพระเจ้าบรมโกศ ฝ่ายไทยได้ส่งคณะพระธรรมทูตไปยังลังกาโดยมีพระอุบาลี พระมหาเถระ จากวัดธรรมมาราม แห่งกรุงศรีอยุธยา เป็นหัวหน้าคณะสงฆ์นำคณะสงฆ์ไทยไปช่วยฟื้นฟูพุทธศาสนาในลังกา ตามคำเชิญของกษัตริย์ศรีลังกาภิกษุในลังกาจึงถือว่าได้รับอุปสมบทจากพระสงฆ์ไทยจึงเรียกว่าเป็น ภิกษุสยามวงศ์ หรือบ้างก็เรียก อุบาลีวงศ์ ตามชื่อของพระอุบาลีผู้เป็นอุปัชฌาย์ที่ภายหลังได้มรณภาพลงในปี 2299 ที่แผ่นดินศรีลังกานั่นเอง

ครั้นมาถึงรัชกาลที่ 2 สามเณรชาวลังกาทั้ง 2 รูป ที่เดินทางเข้ามายังกรุงรัตนโกสินทร์ และได้รับการต้อนรับอย่างดี เมื่อเจริญวัยครบอุปสมบท ได้ทูลขออุปสมบทเป็นภิกษุสยามวงศ์จึงได้รับโปรดเกล้าฯให้เป็นนาคหลวง อุปสมบทในวัดพระแก้ว รวมทั้งพระราชทานนิตยภัทรไตรปีสืบต่อมา

ต่อมา ในปี 2356 มีภิกษุชาวลังกาเข้ามาในไทยอีกรูปหนึ่ง ชื่อ พระศาสนวงศ์ได้ให้ข้อมูลว่า พระมหาสังฆณายกลังกาให้เชิญพระบรมสารีริกธาตุให้กษัตริย์สยาม ประกอบกับเวลานั้นมีข่าวว่า ลังกาเสียทีตกเป็นเมืองขึ้นอังกฤษกระจายไปทั่ว จึงมีการแต่งตั้งคณะพระธรรมทูตเพื่อออกไปช่วยสืบข่าวคราวพระศาสนาในกรุงลังกาว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร จึงมีการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้สมเด็จพระสังฆราชศุขเป็นประธานในเรื่องนี้ โดยมี สมเด็จพระวันรัตน์ (มี) ร่วมกับ พระพุทธโฆษาจารย์ (บุญศรี) เป็นผู้คัดสรรคณะพระธรรมทูตที่จะออกเดินทางไปยังลังกา โดยจัดหาพระสงฆ์ทั้งจากคณะใต้และคณะเหนือ ว่าองค์ใดจะมีศรัทธาปรารถนาไปเผยแผ่พระศาสนายังลังกาทวีปบ้าง เมื่อคัดเลือกได้ภิกษุผู้เหมาะสม ประกอบกันเป็นคณะสงฆ์ 11 รูป มีพระสงฆ์ไทย 9 รูป ร่วมกับ พระรัตนปาละ พระหิธายะ ภิกษุชาวลังกาอีก 2 รูปที่เข้ามาอุปสมบทในเมืองไทย ออกเดินทางจากไทยไปลังกาเมื่อเดือนธันวาคม 2357 อันเป็นเวลาปลายปีแล้ว

ฝ่ายเมืองไทยนั้นเมื่อเวลาผ่านไปเพียงปีกว่าๆ ก็ต้องประสบกับความสูญเสียครั้งใหญ่ เมื่อพระประมุขของสังฆมณฑล สมเด็จพระสังฆราชศุข ได้สิ้นพระชนม์ลงในเดือนเมษายน ปี 2359 ตรงกับวันพุธ แรม 11 ค่ำ เดือน 6 ปีชวด สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ สันนิษฐานว่า น่าจะทรงมีพระชนมายุเกินกว่า 80 พรรษาขึ้นไป แต่บางแห่งระบุว่าทรงมีพระชนม์ยืนยาวราว 85 พรรษา อย่างไรก็ตาม ขณะเมื่อสมเด็จพระสังฆราชศุขสิ้นพระชนม์นั้น ยังไม่มีผู้ใดได้รับทราบข่าวคราวเกี่ยวกับการเดินทางไปลังกาของคณะพระสมณทูตไทยเลย

คณะพระธรรมทูตเดินทางกลับถึงเมืองไทย ในปี 2361 แม้สมเด็จพระสังฆราชศุข ผู้เป็นองค์ประธานแต่งตั้ง มิได้ทรงมีพระชนม์อยู่จนเห็นถึงความสำเร็จครั้งนี้ แต่ผลงานการจัดตั้งคณะพระธรรมทูตไทยไปลังกาเป็นครั้งแรกในยุคกรุงรัตนโกสินทร์ หลังจากว่างเว้นมาเป็นเวลา 60 ปี ในสมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นงานสำคัญชิ้นสุดท้ายที่มีการริเริ่มไว้ในกาลสมัยของพระองค์

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า