ของสะสม

150 ปี ศรีสวรินทิรา

รัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีของเล่นอย่างหนึ่งเป็นที่นิยมกันอย่างมาก คือการเล่นตลับงา ซึ่งถือเป็นเครื่องอุปโภคชนิดหนึ่งที่ใช้ประกอบเชี่ยนหมาก หีบหมากเป็นสำคัญ สำหรับใส่ขี้ผึ้งสีปากหรือไม่ก็ประดับโต๊ะเครื่องแป้งสำหรับใส่ขี้ผึ้งติดผม รูปร่างของตลับจะกลึงจนเป็นรูปลูกพลับสด ซึ่งนิยมกันเป็นพื้น ตามที่ หม่อมเจ้าหญิงจงจิตรถนอม ดิศกุล บันทึกไว้

"สมัยเล่นตลับงาเริ่มขึ้นเมื่อ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทอดพระเนตรเห็นตลับใส่ขี้ผึ้งสีพระโอษฐ์ของ พระเจ้าน้องนางเธอ พระองค์เจ้านภาพรประภา ซึ่งเจ้านายพระองค์นี้เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าทรงพระปรีชาสามารถในการประดิษฐ์คิดทำของสวยงามแปลกตา ฉะนั้นตลับงาใส่ขี้ผึ้งสีพระโอษฐ์ของพระองค์จึงมีความงดงามเป็นพิเศษ เพราะทรงขัดถูด้วยขี้ผึ้งสีพระโอษฐ์ น้ำมัน ใบตองแห้งและผงดินสอขาวจนใสเห็นลายงา สีขี้ผึ้งและน้ำมันจับขึ้นเงา แลดูเหมือนโมรา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รับสั่งว่า สวยมาก คล้ายๆกล้องยาสูบเมียร์ชอมที่ฝรั่งชอบเล่นกันนับจากมีพระราชดำรัสในครั้งนั้น บรรดาผู้ที่เป็นเจ้าของตลับงาต่างๆ พยายามขัดถูตลับงาของตนและแสวงหาตลับงารูปแปลกๆมาเพิ่มเติมจากจำนวนที่มีอยู่ ส่วนผู้ที่ไม่เคยมีต่างก็เที่ยวซื้อหามาไว้บ้าง จึงเกิดเป็นสมัยเล่นตลับงาขึ้นมาในเวลานั้น"

ต่อมา ในปี 2446 พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงดำรงราชานุภาพ ได้ทูลเกล้าฯถวายงาช้าง 2 กิ่ง แด่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และทูลเกล้าฯถวาย สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา และ พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระองค์ละ 1 กิ่ง เพื่อเป็นที่ระลึกในการเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานเพลิงศพหม่อมเฉื่อย หม่อมห้ามในพระองค์ ณ เมรุวัดเทพศิรินทราวาส

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯให้ช่างกลึงงาช้างเป็นตลับงารูปลูกพลับตามแบบเดิมเป็นเถาเรียงมีขนาดลดหลั่นกันตั้งแต่ใบใหญ่ถึงใบนิด แล้วพระราชทานชื่อตลับทุกใบ งา 2 กิ่งของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กลึงตลับงาได้ 40 ใบ พระราชทานชื่อตามดาวต่างๆคล้องจองกัน ของ สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี กลึงตลับได้ 32 ใบ พระราชทานชื่อตามดอกไม้ ของ สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี กลึงตับได้ 33 ใบ พระราชทานชื่อตามชื่อปลา และของ พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี กลึงตลับได้ 20 ใบ พระราชทานชื่อตามชื่อนก

นอกจากตลับงารูปลูกพลับซึ่งถือเป็นพิมพ์นิยมยอดฮิตแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่หัว ยังโปรดเกล้าฯให้ออกแบบตลับงาเป็นทรงอื่นๆอีก เช่น ทรงจรกา ทรงลูกรอกข้างแขง ส่วนเจ้านายอื่นๆ อาทิ สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี มีรูปลูกพลับแห้ง รูปขนมปังเคบิน เป็นต้น แต่มีพระราชกระแสว่าตลับงารูปใดก็สู้รูปพลับกลึงไม่ได้ ไม่ว่าจะกลึงรูปอะไร อย่างน้อยต้องมีรูปลูกพลับไว้ตลับหนึ่งจะเป็นลูกพลับแห้ง ลูกพลับเตี้ย ลูกพลับแป้น ลูกพลับแบน ลูกพลับสูง ทรงที่งามที่สุดทรงมีความเห็นว่าเป็นทรงสูง ทั้งยังทรงแนะวิธีทำความสะอาดงาไว้ด้วยว่า

"สิทธิการิย ถ้าจะทำให้งาของเก่าเช่นนี้ขาว ให้เอาแปรงกับสบู่ถูเบาๆให้ทั่ว ล้างให้ละอองออก เอาผ้าเช็ดพอหมาดแล้วเอาเข้าในหีบแก้วหรือหีบกระจก เช่น เพาะต้นไม้ก็จะได้ ผึ่งแดดอ่อนๆ สีงาจะขาวขึ้น แต่ถ้าไม่มีกระจกครอบ จะแตกเป็นลายงา แห่งใดที่เปื้อนมาก แห่งนั้นให้ถูกแดดมากหน่อย ค่อยๆทำไปดังนี้ จะหมดจดขึ้นกว่านี้อีกมาก"

ช่างกลึงตลับงามีฝีมือขึ้นชื่อในยุคนั้น ได้แก่ ช่างของ หม่อมเจ้าปั๋ง ปราโมช ช่างของ เจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี (หม่อมราชวงศ์ ปุ้ม มาลากุล) ช่างฝีมือเอกของฝ่ายสตรี คือ เสด็จกรมหลวงทิพยรัตน์กิริฎกุลินี ตลับงาที่ทรงกลึงด้วยพระหัตถ์มีความเกลี้ยงเกลางดงามไม่แพ้ช่างฝีมือนอกวังแต่อย่างใด

ในพ.ศ.2447 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯให้มีการจัดงานประกวดตลับงาบนพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ได้ผู้ชนะเลิศการประกวดที่ 1 รับพระราชทานรางวัลเหรียญทอง ที่ 2 เหรียญเงิน และที่ 3เหรียญทองแดง ตลับชื่อ พระประจงเลขา ของ หม่อมเจ้าหญิงจงจิตรถนอม ดิศกุล ได้รับพระราชทานรางวัลที่ 2

นอกจากนี้ยังโปรดเกล้าฯพระบรมราชานุญาตให้ผู้ออกแบบตลับงานำแบบของตนไปขึ้นทะเบียนสงวนสิทธิ์ได้ ผู้ใดจะขอพระราชทานชื่อให้ตลับก็ให้นำตลับไปขึ้นทะเบียนขอพระราชทานชื่อ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน์ กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร ทรงทำหน้าที่เป็นนายทะเบียน ชื่อที่ได้รับพระราชทานถ้าเป็นตลับเถาเข้าชุด มักพระราชทานชื่อให้คล้องจองกัน ถ้าเป็นตลับปลีก จะพระราชทานตามความเหมาะสมหรือตามแบบ ตลับแบบลูกรอกข้างแขง จะพระราชทานชื่อตามบุคคลต่างๆในเรื่อง ราชาธิราช ทั้งหมด ส่วนแบบลูกพลับแห้งจะพระราชทานชื่อในเรื่อง สามก๊ก

ตลับงาของ สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ที่กลึงจากงาที่ได้รับถวายจาก สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทั้งหมด 33 ตลับ ได้รับพระราชทานเป็นชื่อปลา มีอาทิ อนนต์หนุนพสุธา ปลาวาฬว่ายเทิ่ง โลมาระเริงสินธุ์ กระเบนบินฝ่าคลื่น ฉลามตื่นชายหาด ฉนากฟาดชลฉ่า กระโห้อ้าเห็นเพดาน ปลาบึกผ่านแม่โขง ปลากระพงพ่วงพี ฯลฯ

ช่างฝีมือกลึงตลับงาของ สมเด็จพระศรีสวรินทิราฯ แม้จะไม่ปรากฏชื่อ แต่มีความสามารถในการกลึงตลับงาได้งามไม่แพ้ช่างของ เจ้าพระยาธรรมาฯ ซึ่งกลึงของหลวงถวาย

พระจริยาวัตรของ สมเด็จพระศรีสวรินทิราฯ พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า มิได้โปรดการสะสมสิ่งมีค่าใดๆ ยิ่งโดยเฉพาะการทำตามกระแสความนิยม หาได้โปรดแต่อย่างใดไม่ และไม่โปรดเลยในการที่จะทรงขัดคอผู้ใด มีอะไรที่พอจะทรงอนุโลมได้ก็ทรงอนุโลม ดังนั้น ในเวลาที่ชาววังกำลังนิยมเล่นตลับงาก็ทรงเล่นด้วย แต่ไม่ได้ทรงสนพระทัยจริงจัง

สิ่งที่สนพระทัยกลับเป็น ผ้าทอ ซึ่งทรงมีโอกาสหัดทอในระหว่างประทับรักษาพระองค์เมื่อคราวทรงพระประชวร ณ ศรีราชา สมเด็จฯทรงมีความสามารถถึงขั้นทรงทอผ้าด้วยพระองค์เองได้ ทรงทอผ้าพื้น และทรงนำออกจำหน่ายตามราคา ครั้นเสด็จฯกลับพระนครมาประทับที่พระตำหนักสวนหงส์ในพระราชวังดุสิต และทรงจัดรูปงานขึ้นเป็นกองทอ ทรงตั้งหัวหน้ากองให้มีหน้าที่ควบคุมรับผิดชอบ ขึ้นตรงต่อพระองค์ และทรงหาผู้เชี่ยวชาญที่สำเร็จการทอจากญี่ปุ่นมาเป็นที่ปรึกษา ทำให้เกิดการทอแบบกี่กระตุกขึ้นอีกแบบหนึ่ง นอกจากนี้ยังทรงสั่งเครื่องทอยกดอกจากญี่ปุ่นมาทรงใช้ด้วย นอกจากทอผ้าพื้นแล้ว มีผ้ายกดอกไหม ผ้าโหมดรัสเซีย มีผู้นิยมสั่งมาก การทอผ้าทรงทำตลอดมาจนเปลี่ยนแปลงการปกครอง ใน พ.ศ.2475 จึงเลิก ผ้าที่ขายดีมากที่สุดก็คือผ้าพื้น เพราะราคาไม่แพง แต่ถ้าเป็นผ้ายกดอกผ้าม่วง ราคาผืนละ 45 บาท

ทรงมีบทบาทสำคัญในการทำให้กิจการทอผ้าเจริญงอกงาม สนับสนุนให้มีการปลูกหม่อนเพื่อเลี้ยงไหมในพระราชวังดุสิต สั่งไหมดิบมาจากประเทศญี่ปุ่น แต่ทรงนำมาย้อมเองในประเทศโดยทรงควบคุมทุกขั้นตอนด้วยพระองค์เอง เจ้านายที่เป็นพระราชธิดาในพระอุปถัมภ์ต้องทรงหัดทอผ้าให้เป็นทุกพระองค์

สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงมีพระราชดำริที่จะหารายได้จากกิจการต่างๆ นอกจากผ้าทอที่ทรงสนพระทัยแล้ว ยังทรงจัดหาผลประโยชน์จากที่นาส่วนพระองค์ซึ่งมีอยู่มากในจังหวัดปทุมธานี โดยมอบหมายให้คุณหญิงเอี่ยม ผู้เป็นภรรยาเอกของเจ้าพระยาอภัยราชา เป็นผู้จัดการผลประโยชน์คนสำคัญ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถึงกับรับสั่งว่า "แม่กลางมั่งมี"

พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ที่ทรงสะสมด้วยการทรงครองชีวิตบนความไม่ประมาท และทรงประหยัด ต่อมาได้ใช้เป็นประโยชน์ แต่หาใช่เพื่อประโยชน์แห่งตัวพระองค์เองแต่อย่างใด