ชุดประจำชาติ

วิถีไทย-วิถีอาเซียน

การเป็นประเทศเก่าแก่ที่มีเอกราชยาวนาน ทำให้ประเทศไทยมีความโดดเด่นในด้านมรดกทางวัฒนธรรมประจำชาติอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นศิลปะ มารยาท ภาษา อาหาร โดยเฉพาะเครื่องแต่งกาย

หากย้อนความเป็นไทยไปถึงสมัยน่านเจ้า หญิงผู้ดีจะนุ่งซิ่นไหม แล้วใช้ผ้าไหมอีกผืนคาดเอว ผมมุ่นสูงหรือไม่ก็ถักเปียห้อยลงสองข้าง ใส่ตุ้มหูทำจากไข่มุก ทับทิมหรืออำพัน นิยมใช้รองเท้าฟางต่อมาสมัยเชียงแสน

หญิงไทยนุ่งผ้าซิ่น แต่ทอให้ลวดลายแปลกตา เกล้าผมสูง ปักปิ่นประดับผม จนถึงสุโขทัย จดหมายเหตุบันทึกไว้ว่า

"หญิงนุ่งผ้าสูง พ้นดิน2-3 นิ้ว สวมรองเท้ากีบทำด้วยหนังสีดำ สีแดง" อิทธิพลทางวัฒนธรรมพราหมณ์และขอม เห็นได้ชัดเจนจากการไว้ผมเกล้าสูงของสตรีที่เรียกว่า โองขโดง คือรวบขึ้นไปเกล้ามวยกลางกระหม่อม มีเกี้ยวหรือพวงมาลัย ประดับประดา

ความเปลี่ยนแปลงในการแต่งกายและไว้ทรงผมของสตรีไทยเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในยุคกรุงศรีอยุธยาตรงกับรัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ์ จากกาพย์เห่เรือของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ ทำให้รู้ว่า สตรีเปลี่ยนจากพิมพ์นิยมผมเกล้ามาเป็นผมยาวประบ่า ครั้นหลังจากนั้นประเทศไทยต้องทำศึกสงคราม ผมที่เคยไว้ยาวประบ่าต้องเปลี่ยนมาตัดสั้นเพื่อสะดวกในการปลอมตัวเป็นชายอพยพหลบหนี ห่มผ้าคาดอกแบบตะเบงมาน รวบชายผูกเงื่อนที่ต้นคอ สมกับคำกล่าวที่ว่า มือก็ไกวดาบก็แกว่ง

ต้นกรุงรัตนโกสินทร์วิวัฒนาการเครื่องแต่งกายยังคงคล้ายคลึงกับช่วงอยุธยาตอนปลาย กระทั่งมีการติดต่อกับต่างประเทศมากขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองเกิดยุค มาลานำไทยที่เครื่องแต่งกายสตรีไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน

ชุดประจำชาติของไทยถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯไปทรงเยือนประเทศยุโรปและอเมริกา ราว พ.ศ.2502 ทรงใช้เวลายาวนานถึง 7 เดือน ทรงเตรียมพระองค์ทุกด้านทั้งกำหนดการ สภาพภูมิอากาศ ธรรมเนียมประเพณี และเอกลักษณ์ความเป็นไทย ทรงศึกษาพบว่าประเทศไทยไม่เคยมีชุดประจำชาติมาก่อนหน้านั้นเลย จึงทรงค้นคว้าและประยุกต์จากลักษณะการแต่งกายตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน ทำให้ได้ชุดประจำชาติเป็นชุดไทยหลายแบบ เช่น ชุดไทยบรมพิมาน เป็นผ้าซิ่นยกทองทั้งตัว จีบหน้านาง เสื้อคอกลม ขอบตั้งเล็กน้อย แขนยาวและผ่าหลัง คาดเข็มขัด และใส่เครื่องประดับ สำหรับใช้ในงานพิธีเต็มยศและประดับเครื่องอิสริยาภรณ์ชุดไทยจักรี ใช้ผ้าซิ่นแบบเดียวกับไทยพิมาน แต่เสื้อเป็นสไบเฉียง ใช้ในงานพิธีกลางคืน ชุดไทยดุสิต ใช้เป็นชุดพิธีเต็มยศกลางคืนกลางคืนเช่นกัน แต่เป็นเสื้อคอกลมกว้างคล้ายคอกระเช้า แต่ไม่มีจีบรูด ไม่มีแขน ปักดิ้นเงินทอง ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์และสายสะพายได้อย่างงดงาม ส่วนผ้าซิ่นเป็นแบบเดียวกับไทยบรมพิมาน ชุดไทยศิวาลัย ใช้ในงานพิธีเต็มยศทั้งกลางวันและกลางคืน เป็นแบบเดียวกับชุดไทยบรมพิมาน แต่มีผ้าสไบห่มทับ ชุดไทยจักรพรรดิ ใช้สำหรับงานพิธีเต็มยศตอนกลางคืน ผ้าซิ่นเช่นเดียวกับชุดไทยจักรี ใช้สไบเฉียงเช่นเดียวกัน แต่เป็นสไบเฉียงจีบชั้นในและห่มสไบปักทับเห็นรอยจีบเล็กน้อย

หากมองผิวเผินเครื่องแต่งกายประจำชาติของไทยลาว กัมพูชา และพม่าจะมีความละม้ายคล้ายคลึงกันมากจนแทบจะแยกไม่ออกผู้หญิงลาวจะนุ่ง ผ้าซึ่งมีลักษณะคล้ายผ้านุ่งของไทย นิยมทำเป็นลายทาง เชิงผ้าเป็นสีแดงแก่หรือน้ำตาลเข้ม ถ้าผ้านุ่งเป็นไหมเชิงก็จะเป็นไหมด้วย มักจะทอทองและเงินแทรกเข้าไป ไว้ผมเกล้ามวยประดับดอกไม้ ส่วนผู้ชายจะนุ่งโจงกระเบน สวมเสื้อนอกกระดุม 7 เม็ด คล้ายคลึงกับชุดราชปะแตนของไทย

ในขณะที่เครื่องแต่งกายประจำชาติของกัมพูชา ผู้หญิงจะนุ่งผ้าถุงสีดำเนื้อมัน คาดเข็มขัด ใส่เสื้อสี แต่ถ้าเป็นงานพิธีจะนุ่งผ้ายก คนในวังจะนุ่งผ้าโจงกระเบน ไว้ผมตัด กินหมากจนฟันดำชายนุ่งผ้าโจงกระเบน ใส่เสื้อคอปิด ขัดกระดุม 5 เม็ด

โสร่ง หรือลองยี เป็นเครื่องแต่งกายของชาวพม่าถ้าเป็นสตรีจะเป็นผ้าฝ้ายและไหมมีสีสดมีลายเชิงด้านล่างและมีลวดลายเล็กๆกระจายทั่วผืนผ้า แตกต่างกันออกไปตามแต่ละท้องถิ่น ไม่นิยมคาดเข็มขัด สวมเสื้อตัวสั้นคอกลมผ่าอก ติดกระดุม5เม็ด แขนกระบอกยาวจรดข้อมือ บางทีก็เป็นแขนสั้นเลยไหล่ลงมาเล็กน้อย เสื้อมักเป็นผ้าเนื้อบางสีสด เช่น ผ้ามัสลิน ผ้าป่าน หรือผ้าไนลอน สวมรองเท้าคีบ รองเท้าแตะทั้งชายหญิง แต่ของผู้หญิงจะเป็นสีมีลวดลายเป็นดอกดวงปักด้วยลูกปัดหรือดิ้นเงินดิ้นทอง สะพายย่ามทำจากผ้าไหมสีสวยสด

โดยทั่วไป ผู้หญิงจะไว้ผมยาวเกล้าสูง บางทีก็ปล่อยชายลงมาไว้ทางซ้ายบ้างขวาบ้าง มีดอกไม้แซมผม สำหรับ ผ้าโสร่งของผู้ชายสีจะไม่ฉูดฉาด แต่จะเป็นลายตารางหรือทางยาว มักใส่เสื้อสีขาว หากเป็นงานพิธีจึงจะสวมเสื้อคล้ายเสื้อจีนแขนยาวถึงข้อมือ มี 2 แบบ แบบแรกเรียกว่า กุยตั๋ง เป็นเสื้อชายสั้นๆติดดุมถักแบบจีนป้ายมาข้างๆ

อีกแบบเรียกว่า กุยเฮง ตัวยาวถึงสะโพกและติดกระดุมตั้งแต่คอตรงมาจรดชายเสื้อ ใช้สีสุภาพ เช่น ขาว ดำ หรือนวล ในวันที่อากาศหนาว ผู้ชายพม่าจะหล่อเหลาด้วยเสื้อกั๊กทอสักหลาดที่ใส่ทับข้างนอกส่วนทรงผมจะตัดสั้น ไม่นิยมสวมหมวกหรือโพกศีรษะ แต่ถ้าเป็นงานพิธีจึงจะใช้ผ้าแพรโพกศีรษะทำเป็นกระจุกปล่อยชายทิ้งไว้ทางด้านขวา นิยมใช้สีชมพู

หญิงสาวชาวเวียดนามจะสวม อ๋าว หญ่าย สีสันต่างๆไปเที่ยวนอกบ้าน เห็นได้ทั่วไปตามถนนหนทางและสำนักงาน ถือเป็นชุดสุภาพและสวยงาม อ๋าว หญ่าย แปลว่า ชุดยาว ในอดีตคนเวียดนามเหนือจะนิยมใส่มากกว่าเวียดนามใต้ แต่หลังสิ้นสุดสงคราม ใน ค.ศ.1975ชุดนี้ก็กลายเป็นที่นิยมของคนเวียดนามทั้งประเทศ แต่ถ้าเป็นคนที่ดูมีอายุหน่อยจะเลือกใช้สีเข้ม ใช้เนื้อผ้ามีราคา

เครื่องแต่งกายประจำชาติของสุภาพสตรีฟิลิปปินส์ เป็นเสื้อคอกว้างแบบตะวันตก แขนยกตั้งเป็นปีกกว้าง ทำด้วยผ้าบางและแข็งอย่างไหมสับปะรด นุ่งกระโปรงติดกับเสื้อเป็นชุดเดียวกัน ส่วนบุรุษนิยมสวมเสื้อแขนยาวทำจากใยสับปะรด นุ่งกางเกงแบบสากล การทอผ้าใยสับปะรดของฟิลิปปินส์เป็นงานที่ละเอียดอ่อนใช้เวลามาก ทำกันมานานกว่า 400 ปีแล้ว

สำหรับประเทศที่นับถือศาสนาอิสลามในอาเซียนอย่าง มาเลเซีย อินโดนีเซีย และบรูไน ก็จะมีเครื่องแต่งกายประจำชาติที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นต่างออกไป อาทิ มาเลเซีย ผู้หญิงจะนุ่งโสร่งปาเต๊ะสีสด ลายดอก สวมเสื้อ คอยูแขนยาวถึงข้อมือ ปล่อยชายเสื้อไว้นอกโสร่ง บางคนมีผ้าบางๆคลุมศีรษะหรือไหล่ ผู้ชายนุ่งโสร่งลายตาและสวมเสื้อแขนยาว บางคนสวมหมวก ผู้อาวุโสมักมีผ้าห้อยไหล่ซึ่งจะคล้ายกันมากกับชาวอินโดนีเซีย แต่จะมีรายละเอียดแตกต่างกันไปตามวิธีนุ่งผ้าและสีเสื้อ การแต่งกายของชาวอินโดนีเซียจะประกอบด้วยผ้านุ่งพันรอบกายแน่น เรียกว่า กาอินและเสื้อฟิตแขนยาว เรียกว่า กาบายะ วิธีการนุ่งผ้าและสีเสื้อจะบอกถึงความแตกต่างของภูมิลำเนาว่ามาจากส่วนใดของเกาะ เช่น บาหลี จะสวมโสร่งประดับศีรษะด้วยดอกลั่นทม สุมาตราเหนือ ใช้เสื้อสีแดงสุมาตรากลาง สวมเสื้อแขนยาวบายุกูรุง ถ้ามาจากกาลิมันตันจะ นุ่งผ้านุ่งสีแดง เสื้อแขนยาวสีแดง ซูลาเวสีเหนือซึ่งส่วนใหญ่นับถือคริสต์ต้องไปโบสถ์เป็นประจำ มักจะสวมเสื้อสีขาวปักดอกที่ชายเสื้อแต่ถ้าเป็นซูลาเวสีใต้ ผู้หญิงจะใส่ชุดยอดนิยมที่เรียกว่า มายุโบโตะ วันรุ่นนิยมใช้สีชมพูและแดง ผู้ใหญ่จะใช้สีเขียวมีแถบทอง ส่วนผู้หญิงบรูไนจะแต่งกายมิดชิด สวมเสื้อแขนยาวนุ่งกระโปรงยาว และมีผ้าโพกศีรษะ จะไม่ใช้สีเหลือง เพราะถือเป็นสีของพระมหากษัตริย์ ผู้ชายสวมเสื้อแขนยาว ตัวเสื้อยาวถึงเข่า นุ่งกางเกงขายาวทับด้วยโสร่ง

สำหรับชาวสิงคโปร์อาจจะต่างไปจากประเทศอาเซียนอื่นๆ ตรงที่ผู้หญิงจะเลือกแต่งตัวตามเชื้อชาติว่าเป็นมลายูหรือจีน ถ้าเป็นมลายูการแต่งกายจะกระเดียดไปทางอินโดนีเซีย ส่วนชายแต่งชุดสากล เอกลักษณ์การแต่งกายของสิงคโปร์ไม่มีศิลปะเป็นของตนเองเหมือนประเทศอื่น

การมีเครื่องแต่งกายแตกต่างออกไป เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติที่ควรค่าแก่ความภูมิใจ โดยเฉพาะประเทศไทยที่มีเอกราชมาช้านาน และไม่เคยอยู่ภายใต้อาณานิคมของผู้ใด แต่คนไทยกลับรับอารยะจากนานาประเทศจนเกือบจะลืมชุดประจำชาติของตนเองไปเสียแล้วในปัจจุบัน