คนไม่รู้หนังสือ

หนังสือคือแสงจันทร์

คนไม่รู้หนังสือ อีวาร์ ลู - ยูฮันส์ซอน เขียน บุญส่ง ชเลธร แปลจากต้นฉบับภาษาสวีเดน

"คนไม่รู้หนังสือ"

หากใครมาพูดประโยคนี้ให้เราได้ยิน มันเหมือนแก้วบางๆสั่นสะเทือนอยู่ในใจ ความหมายแรกคือ โลกทุกวันนี้เต็มไปด้วยตัวหนังสือ การไม่รู้หนังสือคงจะเหมือนการถูกกักขังอยู่ในห้องซึ่งปราศจากความเข้าใจในตัวหนังสือมากมายที่แล่นวนอยู่ ความหมายที่สองคือการศึกษา ความน่าละอายของการศึกษาที่ไม่สามารถทำให้เด็กคนหนึ่งอ่านหนังสือออก

คนไม่รู้หนังสือ จึงเป็นชื่อหนังสือที่สะดุดใจเมื่อแรกเห็น คนไม่รู้หนังสือเขียนโดยนักประพันธ์ชาวสวีเดน ชื่อ อีวาร์ ลู - ยูฮันส์ซอน แปลโดย บุญส่ง ชเลธร แพรวสำนักพิมพ์ พิมพ์ครั้งที่ 2 พ.ศ.2540

อีวาร์ ลู-ยูฮันส์ซอน เกิดเมื่อ ค.ศ.1901 ในครอบครัวของชาวนารับจ้าง มีบิดาไม่รู้หนังสือ ทั้งตัวเขาก็ได้รับการศึกษาน้อย ชีวิตวัยเด็กมีเพียงการต่อสู้เพื่อให้มีอาหารใส่ปากท้อง

"ชีวิตชาวนารับจ้างในครั้งกระนั้นขึ้นต่อเจ้าของที่ดินอย่างที่สุด พวกเขาได้สัญญาการจ้างงานและการจ่ายค่าแรงเป็นรายปีในรูปของมันฝรั่ง นม ข้าวชนิดเลวเยี่ยงเดียวกับที่ให้สัตว์เลี้ยงกิน ฟืนสำหรับก่อไฟ เงินสดอีกเล็กน้อย และที่พักอาศัยเป็นเพียงกระท่อมเล็กๆ หรือไม่ก็โรงนาเก่า ชีวิตความเป็นอยู่ทารุณมาก เมื่อเผชิญกับฤดูหนาวอันยาวนานและร้ายกาจ"

ในวัยเด็ก อีวาร์ ลู-ยูฮันส์ซอน มีชีวิตอยู่กับการดูแลสัตว์เลี้ยง โตขึ้นยังทำงานอีกสารพัด เป็นคนส่งจดหมาย คนงานก่อสร้าง คนงานทุบหิน คนปูพื้นถนนกลางกรุงสต็อคโฮล์ม ทั้งเคยออกไปเผชิญโชคอยู่ในอังกฤษและยุโรป หนังสือเล่มแรกของเขาชื่อ "ชีวิตจรจัดในฝรั่งเศส"

"เนื้อหาในงานของเขามีลักษณะเสมอต้นเสมอปลายต่อจุดมุ่งหมายในการนำเสนอ เขาสะท้อนสังคมอย่างตรงไปตรงมา ไม่ลังเลหรือหวั่นเกรง เขาย้ำ เขาจี้ จนเหล่านักการเมืองสมัยนั้นพากันส่ายหน้าอย่างหงุดหงิดและเอือมระอาต่อวรรณกรรมกล่าวร้องของเขา"

คนไม่รู้หนังสือ จึงเป็นหนังสืออีกเล่มที่ส่งแรงสะเทือนแก่ฉัน และจะยังคงอยู่ในใจเรื่อยไป เรื่องราวของตัวละคร เหตุการณ์ต่างๆนับแต่เปิดเรื่องนั้นราวกับว่าผู้ประพันธ์บรรจงวางหินก้อนเล็กๆก้อนหนึ่งลงในหัวใจผู้อ่าน หินก้อนนี้มีอยู่ทุกหน้าตลอดเล่ม ด้วยภาษาและเนื้อเรื่อง ก้อนหินนี้จะยังแทรกซ่อนอยู่ในช่องว่างระหว่างตัวหนังสือด้วย แรงถ่วงดึงนี้คือการตระหนักถึงความเป็นจริงของผู้คนที่ใช้แรงงานแลกเงิน เงินจำนวนไม่มากที่พวกเขาและเธอได้รับไม่เคยเพียงพอที่จะใช้เลี้ยงชีพ หยาดเหงื่อของฟันเฟืองเล็กๆที่ช่วยขับเคลื่อนสร้างสังคมกลับถูกเอารัดเอาเปรียบอยู่เสมอ

หนังสือมากมายหลายเล่มที่ อีวาร์ ลู-ยูฮันส์ซอน เขียน ได้กลายเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์สังคมที่มีคุณค่าต่อคนรุ่นหลัง ผู้ปรารถนาจะเข้าใจถึงชีวิตแท้จริงของสวีเดนในช่วงก่อนที่ยุค"รัฐสวัสดิการอันลือลั่นจะเข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างสิ้นเชิง" หนังสือของ อีวาร์ ลู-ยูฮันส์ซอน ยังมีคุณค่าต่อทุกสังคมโลก เพราะไม่ว่าที่แห่งหนใดย่อมมีผู้ใช้แรงงานถูกเอาเปรียบและถูกทำให้กลายเป็นพลเมืองชั้นสองของสังคม ทั้งขาดแคลนการศึกษา

เรื่องราวในหนังสือ คนไม่รู้หนังสือ เผยให้เห็นถึงการต่อสู้ของชนชั้นกรรมาชีพ พ่อที่ไม่รู้หนังสือ มีความมุมานะพยายามต่อสู้ออกจากความเป็นทาสแรงงาน ชีวิตอิสระของปัจเจกชนคือสิ่งที่พ่อมุ่งหวัง และสร้างให้แก่ตนเองจนได้

นอกจากเรื่องของพ่อที่ไม่รู้หนังสือ ยังมีแม่ พี่ชาย และ "ผม" ในครอบครัวยังมีคนชราอีกสามคน คือ ตา ยาย และตายานเน่ คนชราอายุเกินแปดสิบปี วัยชราของมนุษย์คือวัยที่ร่างกายเสื่อมถอยทรุดโทรม อาจเจ็บป่วยและโดดเดี่ยวอ้างว้าง

"ผม" เป็นผู้เล่าเรื่องทั้งหมด คนไม่รู้หนังสือเริ่มต้นขึ้นอย่างน่ากังวล เพื่อนบ้านเก่าแก่มาขอยืมเงินที่พ่อกับแม่ช่วยกันเก็บออมมาตลอดชีวิต และกำลังจะนำเงินจำนวนนี้ใช้มัดจำซื้อที่ดินทำกิน ด้วยความต้องการเป็น "คนมีบ้านของตัวเอง" บ้านของตนเองซึ่งเคียงคู่กันมากับความเป็นอิสระ

"พ่อเป็นปัจเจกชนในหมู่กรรมาชีพ และจากการที่รอดปากเหยี่ยวปากกาของระบอบเจ้าที่ดินในไร่ใหญ่มาได้ ทำให้พ่อกลายเป็นปัจเจกชนอย่างเต็มตัว และผมก็เชื่อว่า ความฝันถึงอิสรภาพของพ่อไม่ใช่ได้มาจากการดื่มด่ำในกระแสความคิดที่ถูกแผ่ขยายออกไป แต่เป็นเพราะความเป็นจริง นับแต่วันที่ท่านบารอนหมดสิทธิ์ในการมีอำนาจเหนือตัวพ่อต่างหากที่จุดจิตสำนึก"

ภาพโฆษณาของบริษัทบ้านของตนเอง มีใบโฆษณาเป็นบ้านทาสีแดงอยู่ริมทะเลสาบ มีเสาธงตรงสนามหน้าบ้าน แม่ไก่อ้วนพีหลายตัว กับลูกวัววิ่งหางชี้อยู่ในแสงแดด กลางสนามหญ้าสีเขียว พร้อมภาพพ่อแม่ลูกหน้าตาสดใส

หลังจากให้เพื่อนบ้านยืมเงินแล้วไม่ได้คืน ตายานเน่ เป็นช่างไม้ เดินมาเสนอเงินกู้ให้ถึงบ้านโดยไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ย และจะสร้างบ้านให้ด้วย และมีข้อแม้ว่าจะขออาศัยอยู่ด้วยจนถึงวันตาย แม่เกลียดตายานเน่ แต่ก็ต้องยอมเพราะไม่ต้องการขัดใจพ่อ

การจะซื้อทรัพย์สินเงินผ่อนต้องมีการขอกู้เงิน และทำหนังสือสัญญา พ่อซึ่งไม่รู้หนังสือต้องต่อสู้กับความกลัวความกังวลของตัวหนังสือที่เขียนอยู่บนกระดาษ ตัวหนังสือราวสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเป็นดังคำพิพากษา นอกจากไม่รู้หนังสือแล้ว พ่อยังถูกเปลี่ยนชื่อโดยท่านบารอน เพราะคนงานอีกคนหนึ่งมีชื่อเดียวกับพ่อ อีวาร์ ลู-ยูฮันส์ซอน เขียนบรรยายถึงอารมณ์ความรู้สึกของคนไม่รู้หนังสือได้อย่างควรชื่นชม

"สำหรับพ่อ ตัวหนังสือทุกชนิดมีอำนาจลึกลับ ที่ทำให้พ่อต้องขึ้นต่อมันอย่างไม่มีเหตุผล"

"พ่อเป็นคนไม่รู้หนังสือ ไม่เคยได้เรียนเขียนอ่านมาก่อน แต่เคยพยายามมากที่จะฝึกเขียนชื่อไว้ใช้ในคราวจำเป็น แต่ลายมือชื่อของพ่อบางหนเหมือนรั้วไม้เก่าๆ โย้เย้ และสูงๆต่ำๆ บางหนเหมือนตัวหมา"

"มันเปลี่ยนไปทุกครั้งที่พ่อเขียน และทุกครั้งนั้นก็ต้องมีคนช่วยจับมือเขียน ซี่งอันที่จริงมันไม่น่าถูกเรียกว่าตัวหนังสือหรอก นอกจากการพยายามวาดภาพอะไรสักอย่างหนึ่งเพื่อใช้แทนชื่อ"

"ตลอดเวลานั้น พ่อทำท่าเหมือนพร้อมจะรับโทษจำคุก แล้วนี่ยังมีกระดาษใบใหม่มาทางไปรษณีย์อีก จดหมายลงทะเบียนคือสิ่งที่ไม่น่าพิสมัยที่สุดสำหรับพ่อ เพราะพ่อไม่อาจเดาหรือคาดได้ล่วงหน้าเลยว่า มันจะมาในชื่อไหน และต่อหน้าการขู่ฟ่อของพนักงานไปรษณีย์ที่นั่งอยู่หลังบานกระจกแคบๆในที่ทำการตรงสถานีรถไฟ พ่อก็แทบเป็นง่อยเอาทีเดียว"

"ถึงคราวของเราจนได้ พ่อเริ่มสั่น ต่อหน้ากองกระดาษกับคนที่รู้หนังสือ พ่อก็สิ้นแรง ความมั่นคงขณะพลิกผืนดินหายไปหมดสิ้น พ่อต้องยืนหน้าเคาน์เตอร์ และเจรจาขณะมีคนรอบข้างคอยฟังอย่างสนอกสนใจในธุระของคนอื่น จะได้เปรียบเทียบกับเรื่องของตัว ทุกคนอยากได้บางสิ่งบางอย่างติดมือไปเล่าต่อ มันมีคำปลอบใจอยู่ในนั้นเสมอ เมื่อเห็นว่าคนอื่นตกอยู่ในสภาพแย่กว่าตัว"

แม้จะไม่รู้หนังสือ อ่านหนังสือไม่ได้สักคำเดียว เมื่อเขียนชื่อยังต้องอาศัยให้ลูกชายจับมือ แต่พ่อไม่รู้หนังสือคนนี้มีหัวใจแกร่ง พร้อมต่อสู้งานหนักตลอดเวลา เพราะผลผลิตจากพื้นดินคือรายได้หลักในการเลี้ยงดูครอบครัวและผ่อนชำระหนี้สิน ความเป็นมนุษย์ปรากฏให้เห็นเด่นชัด ฉันนึกถึงประโยคของเฮ็มมิ่งเวย์ที่ว่า "มนุษย์ไม่ได้สร้างขึ้นมาให้ถูกยอมแพ้ มนุษย์ถูกทำลายได้ แต่แพ้ไม่ได้" ความกล้าหาญมุ่งมั่นในการต่อสู้ของมนุษย์ผู้ไม่รู้หนังสือ คือความโดดเด่นอีกประการหนึ่งของหนังสือเล่มนี้ พ่อเป็นคนจิตใจดี และพลังของการทำงานหนักนั้น แข็งแกร่งอดทนไม่น้อยหน้าผู้ใด

ความมุ่งมั่นของพ่อบนผืนดินที่เต็มไปด้วยกรวดหิน พ่อใช้พื้นดินแทนความหวัง ให้พื้นดินเป็นเพื่อนยาก โดยมีแรงงานเป็นเครื่องพลิกฟื้น

"พอมาถึงบริเวณ ผืนดินเฉอะแฉะ ที่แย่มากนั้น พ่อแขวนตะเกียงไว้กับกิ่งไม้ แสงของมันสาดไปรอบบริเวณทำให้เห็นร่องขุดระบายน้ำเสีย รากไม้และกองหินที่ถูกขุดขึ้นมารวมกันอยู่มีประกายสะท้อนของน้ำแข็งจับหน้าดิน"

"พ่อลงมือขุดต่อ เริ่มต้นอย่างหักโหม แต่หลังจากครู่หนึ่งก็เย็นลง เหงื่อระเหยจากตัวและแผ่นหลังเป็นละอองไอสู่ฟ้ามืด พักหนึ่งต่อมา ความสงบก็หวนคืนสู่ใจพ่อ พ่อทำงานราวกับผู้บุกเบิกที่อ้างว้าง""ตะเกียงที่แขวนอยู่กะพริบเปลวตามสายลมดึก พ่อคงทำงานเร็ว แต่ดูสงบและสม่ำเสมอท่ามกลางพื้นดินที่ถูกพลิก เศษรากไม้ ตอไม้ กระจายออกไปรอบๆตัว"

"เคราพ่อเป็นสีแดงท่ามกลางแสงไฟ แผ่นหลังขยับขึ้นลงอย่างเป็นจังหวะ คู่ไปกับเสียงสวบสาบของดินเฉอะแฉะที่ถูกขุด"

"พ่อมองพลั่วที่อยู่ห่างออกไปเล็กน้อย เหมืนกับว่าพ่อคิดพลิกโลกทั้งโลกด้วยพลั่วอันนี้"

"พ่อคว้าพลั่วทำงานต่อ พ่อขุดลึกลงไปในผืนดิน ในความมืด และในเสียงร้องสวบสาบของหน้าดินที่ถูกขุด เปลวไฟจากตะเกียงสะบัดตัวในสายลมเย็น แผ่นหลังของพ่อเคลื่อนไหวอย่างเป็นจังหวะ ท่ามกลางกองเศษไม้และตอไม้

"นี่คือชายไร้ชื่อ นี่คือคนที่ไม่รู้หนังสือ"

ขณะที่พ่อกับแม่รอเงินกู้อย่างวิตกกังวล พ่อกลัวมากว่าจะทำอะไรผิดพลาดในเรื่องเอกสารและการลงลายมือชื่อ แม่เองแม้ชอบผืนดินแห่งต้นโอ๊กของท่านบารอน ตอนนี้เธอก็ต้องการเงินกู้เหมือนกัน เพราะอยากขับไล่ตายานเน่ออกไปจากครอบครัว ครั้งหนึ่ง "ผม" พาวัยรุ่นในหมู่บ้านเที่ยวในป่าลึกเป็นเหตุทำให้ไฟไหม้ป่า ความรู้สึกสิ้นหวังเรื่องการกู้เงินของพ่อแม่ อีวาร์ ลู-ยูฮันส์ซอน เปรียบเทียบไว้อย่างแหลมคม ความเปรียบที่ทำให้เกิดภาพแจ่มชัดนี้มีอยู่มากในเรื่อง นี่คืออีกประการหนึ่งที่ทำให้หนังสือเล่มนี้มีความลึกซึ้งและเข้าถึงหัวใจคนอ่าน

"มันใช้เวลานานมากกว่าจะมีใครพูดอะไรออกมา และนั่นหมายถึงว่า เรื่องที่เกิดขึ้นร้ายแรงเกินกว่าจะมีคำพูดใดกินความหมายได้เพียงพอ เราพยายามเก็บซ่อนความขาดแคลนทางภาษาไว้ด้วยความเงียบ แล้วก็พบว่าความเงียบคือ 'ความลึกล้ำ' และ 'งดงาม' มากกว่าถ้อยคำ ความเงียบคือเครื่องมือทรมานที่แหลมคมที่สุดของเรา"

"มือหยาบหนาของพ่อที่แตกปริเป็นริ้วลึกสักครึ่งเซนติเมตรซึ่งชโลมครีมไว้ วางพาดอยู่ตรงขอบหน้าต่าง นิ้วมืองอในลักษณะโค้งตามรูปของด้ามพลั่วและขวาน มันไม่สามารถแบออกได้เต็มที่ ขณะเดียวกันก็ไม่สามารถกำเข้าหากันจนมิด มันเป็นมือที่เหลือช่องไว้ตลอดเวลา สำหรับด้ามถือของเครื่องมือทำงาน ไม่ชนิดใดก็ชนิดหนึ่ง"

ที่สุดพ่อก็ได้เงินกู้ คนทุกข์ร้อนที่สุดคือตายานเน่ เพราะต้องออกจากบ้านไปตามสัญญา แม่ก็ยื่นคำขาดว่า หากตายานเน่ไม่ออกจากบ้าน เธอจะเป็นผู้ขนของออกไปเอง คนชรากับการถูกพรากออกจากที่พักพิงแหล่งสุดท้ายทำให้หัวใจคนอ่านปวดร้าว แน่นอนยังมีความปวดร้าวมากกว่าอยู่ในบทก่อนสุดท้ายของเรื่องหลังจากตายานเน่ออกไปใช้ชีวิตลำพัง ไม่นานนักทางราชการก็มาพรากแกไปจากบ้านของตนเองอีกครั้งหนึ่ง

การพรากที่รวดร้าวและสร้างความทุกข์ทรมานขมขื่นที่สุดก็ว่าได้ คนชราที่เคยสุขใจ มีบ้านอยู่ มีสัตว์เลี้ยงกลับถูกกักขัง โดดเดี่ยวอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมเล็ก ตายานเน่เคยเป็นช่างไม้ ไม้วัดยังอยู่ในกระเป๋ากางเกงเสมอ เมื่อถึงบ้านพักคนชรา เจ้าหน้าที่ยึดไม้วัดไปเป็นข้อต่อรองเพื่อการหลอกลวงไปวันๆ

"ภายในห้องมีหน้าต่างติดลูกกรงอยู่บานเดียว ตายานเน่ห่อตัวอยู่บนฝาส้วมตรงมุมห้อง มันเป็นที่นั่งเดียวที่ตามี เพราะในห้องไม่มีอะไรอื่นเลย ผมรู้ทันทีว่านับจากวันที่มาถึง ตาไม่เคยถูกปล่อยออกไปข้างนอกเลย ตานั่งคุดคู้ ตาเหม่อไปข้างหน้า ผมแปลกใจว่าตาดูตัวเล็กลงกว่าที่จำได้ เหมือนร่างถูกบีบ ทั้งๆที่ตาเป็นคนกินน้อยอยู่แล้ว ผมรวบรวมความกล้าเดินเข้าไปบนพื้นห้องสีน้ำตาล ยื่นถุงลูกกวาดให้ ตาไม่รู้จักผม"

หนังสือ คนไม่รู้หนังสือได้ทิ้งก้อนหินความคิดให้คนอ่านหนังสือไว้หลายกอง...เราทุกคนล้วนดิ้นรน ทุกคนโดดเดี่ยว การสร้างสังคมที่จะช่วยกันดูแลประคับประคอง จึงเป็นหน้าที่ของมนุษย์ทุกคน หากวันใดผู้คนลืมคิดถึงสิ่งสำคัญยิ่งนี้ สังคมย่อมถดถอยตกต่ำ สังคมยิ่งโง่เขลาไร้ปัญญา ถึงที่สุดแล้วก็จะไม่มีผู้ใดอยู่ได้ เราไม่สามารถร่ำรวยและเป็นสุขได้เพียงลำพัง

และทำให้ต้องถามไถ่ตนเองว่า "เราได้ทำร้ายเพื่อนร่วมสังคมมากน้อยหรือไม่อย่างไร"