แมคกิลวารี ศาสนทูตสู่ล้านนา (๑)

กรุมรดกล้านนา

ย้อนอดีตแคว้นล้านนา ภาคเหนือของสยามเมื่อ ๑๓๗ ปีล่วงมาแล้ว วันเสาร์ที่ ๑ เมษายน พ.ศ.๒๔๐๙ ฝั่งตะวันตกของน้ำแม่ปิง ดวงตะวันทอแสงอ่อนลงไปมากทั้งๆที่ตอนกลางวันแสงแดดร้อนระอุ เหมือนจะแผดเผาทุกสิ่งทุกอย่างให้มอดไหม้

เรือแรงค้ำถ่อ ๒ ลำ แล่นทวนน้ำที่เชี่ยวกราก ผ่านแก่งน้ำมาแล้ว ๓๒ แก่ง จากกรุงเทพฯสู่เชียงใหม่ หนึ่งในแปดจังหวัดของล้านนาที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงชิงมาจากพม่าในอดีต

เมื่อผูกเชือกเรือไว้กับรากต้นไม้ริมฝั่งแล้ว มิชชันนารีคณะเพรสไบทีเรียนสองสามีภรรยาตัดสินใจพักที่นั่นทั้งๆที่ตัวเมืองนครเชียงใหม่อยู่อีกไม่ไกลนัก เขารู้ดีว่าถึงจะเร่งรีบสักแค่ไหนตะวันก็จะชิงพลบเสียก่อน รุ่งขึ้นเป็นวันสะบาโต จะได้สวดอธิษฐานขอพรจากพระเจ้าให้ช่วยให้การเดินทางสู่ล้านนาเพื่อเผยแพร่พระคริสต์ศาสนาได้ดำเนินไปอย่างราบรื่น ปราศจากการขัดขวางจากฝ่ายปกครองของบ้านเมือง

วันรุ่งขึ้นเป็นวันอาทิตย์ สองสามีภรรยาได้ปรึกษากันภายหลังอธิษฐานว่า "เราจะเริ่มต้นงานเผยแพร่พระศาสนาอย่างไรจึงจะได้ผลดี" จากนั้นทั้งสองก็พักผ่อนเพราะเหนื่อยอ่อนจากการรอนแรมมาไกล วันจันทร์ที่ ๓ เมษายน เรือทั้งสองลำก็ออกจากท่า ลูกเรือช่วยกันถ่อทวนน้ำขึ้นไปอีก และในตอนครึ่งวันนั้น สองสามีภรรยาก็มาถึงเชียงใหม่ ใช้ระยะเวลา ๓ เดือนเต็ม นับแต่วันออกเดินทาง

ปัญหาแรกที่สองสามีภรรยาได้พบเจอคือยังไม่มีที่พัก พ่อเจ้ากาวิโรรส ก็ไม่อยู่ กว่าจะกลับก็อีกแรมเดือนเศษ สองตายายมิชชันนารีจึงต้องขอความกรุณาจากข้าราชการ ชาวบ้านระแหง จังหวัดตาก ผู้เป็นเจ้าของศาลาทานที่สร้างเอาไว้ทางทิศตะวันออก นอกประตูเมือง ได้อนุญาตให้เข้าพักอาศัย เมื่อได้ที่พักแล้วก็ต้องขออนุญาตจากเจ้าอุปราชอินทนนท์อีกครั้งเพราะเขาเป็นชาวต่างชาติ เข้ามาอยู่ในแผ่นดินของท่าน

ศาลาที่พักของสามีภรรยาสร้างไว้แข็งแรงดีเรียบร้อย หลังคามุงกระเบื้องดินเผา พื้นไม้สัก มีฝารายรอบขอบชิดอยู่ ๓ ด้าน ด้านหน้าเปิดโล่ง สัมภาระถูกขนขึ้นมาไว้บนศาลาที่พัก

ชาวเชียงใหม่ได้รับทราบข่าวการมาถึงของชาวต่างประเทศรายนี้อย่างรวดเร็ว นับเป็นฝรั่งรายแรกที่เข้ามายังดินแดนแห่งนี้ ใครๆก็ไม่เคยเห็นฝรั่งมาก่อน ข่าวแพร่สะพัดออกไป มีการอุ้มลูกจูงหลานมาดูมาชมกันเป็นกลุ่มใหญ่ทุกๆวัน

ช่วงจังหวะนั้น พ.ศ.๒๔๑๐ คนเชียงใหม่เจ็บป่วยด้วยโรคไข้จับสั่น (มาลาเรีย) กันมาก แทบจะทุกคนเลยก็ว่าได้ หน้าตา ผิวกายซูบซีด เพราะออกแรงทำงานกันมาก จึงเจ็บป่วยล้มหมอนนอนเสื่อ ยาที่ใช้รักษาก็เป็นยากลางบ้าน กินเป็นหม้อเป็นปี๊บก็ไม่หาย ฝรั่งทั้งสองคนถือโอกาสนั้นแจกยาเม็ดขาวๆให้เอาไปกินแก้ไข้

แรกๆก็ไม่ค่อยมีใครกล้ากิน เพราะยังไม่แน่ใจว่าอะไรจะเกิดขึ้น ต่อมาปรากฏว่ายานั้นได้ผล ก็ทำให้มีคนมาเยี่ยมมากขึ้น คราวนี้ไม่ได้มาดูแต่มาขอยาไปกินแก้ไข้ หลายรายที่มาหาบ้างก็มาเล่าถึงอาการเจ็บป่วยของลูกหลาน ญาติพี่น้องให้ฟัง และเชิญไปดูอาการไข้ที่บ้าน

โอกาสเป็นของสองสามีภรรยา เขาเริ่มงานสอนศาสนาไปพร้อมๆกับ "ความเมตตา"

เป็นที่รู้กันว่าฝรั่งนั้นเดินทางมาเชียงใหม่เพื่อเผยแพร่คำสอนของพระคริสต์ ทุกคนที่มาหาสองสามีภรรยาคุ้นหูกับคำว่า "พระเยซู" และคำบอกกล่าวถึงกิตติคุณของพระผู้เป็นเจ้า

นอกจากจะรักษาโรคคอพอก มียาขาวแจกให้กินแก้ไข้จับสั่นแล้ว นายแพทย์แมคกิลวารียังได้นำเอาวิธีปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษมาใช้ที่เชียงใหม่เป็นคนแรก ซึ่งเจ้าหลวงก็เห็นชอบด้วยจึงสนับสนุนให้ประชาชนไปหาสองสามีภรรยา ทำการปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษ

ทุกอย่างดูราบรื่นสำหรับการเผยแพร่ศาสนาคริสต์นิกายเพรสไบทีเรียน อาจจะเป็นเพราะยังไม่ค่อยมีใครนิยมกันมากนัก จนกระทั่ง พ.ศ.๒๔๑๒ ก็เกิดเรื่องราวใหญ่โตบานปลายเกือบจะเป็นปัญหาระดับประเทศ สาเหตุก็คือ...

เจ้ากาวิโรรส เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่สั่งให้ประหารชีวิตหนานชัย กับน้อยแสนยา ซึ่งหันหลังให้แก่พุทธศาสนา หันมานับถือคริสต์ศาสนา!

จากปากคำของผู้อยู่ใกล้ชิดเห็นเหตุการณ์กล่าวว่าหนานชัยกับน้อยแสนยานั้นเดิมเป็นชาวพุทธ เคยบวชเรียนมาแล้ว ต่อมาละศาสนาเดิมหันไปถือคริสต์ เพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงก็เริ่มไม่ค่อยจะพอใจ ตอนที่เป็นเรื่องราวใหญ่โตนั้น ชาวบ้านได้มาร่วมกันขุดลอกลำเหมืองตามบัญชาของพ่อเจ้ากาวิโรรสเพื่อนำน้ำเข้ามา หนานชัยกับน้อยแสนยาก็มาด้วยเพราะผลประโยชน์นั้นได้ร่วมกัน

การขุดฝายครั้งนี้ทำกันทุกคนไม่มีวันหยุด แต่วันอาทิตย์น้อยแสนยากับหนานชัยหยุด เพราะเป็นวันสะบาโต การไม่หยุดงานในวันอาทิตย์ คริสเตียนถือว่าเป็นบาป ฝืนใจพระผู้เป็นเจ้า

แต่สำหรับชาวบ้านมันเป็นการกินแรงผู้อื่น ในขณะที่คนอื่นทำงานอย่างไม่มีวันหยุด ดังนั้น จึงมีคนนำความไปฟ้องต่อพ่อเจ้ากาวิโรรส ดังนั้น ทั้งสองจึงถูกเรียกตัวไปสอบสวน โดยให้การว่าวันอาทิตย์เป็นวันที่พระเยซูคริสต์ให้เป็นวันหยุดงาน เขาไม่อาจละเมิดบัญญัติของพระองค์ได้ พ่อเจ้ากาวิโรรสก็ซักว่า

"วันอาทิตย์เจ้ากินข้าวหรือเปล่า วันอาทิตย์น้ำหยุดเข้านาบ้างหรือเปล่า"

ทั้งสองตอบเหมือนกันว่า "กินข้าววันอาทิตย์ น้ำเหมืองก็ยังไหลเข้านาอยู่"

ดังนั้น พ่อเจ้าจึงออกคำสั่งว่า "ถ้าเช่นนั้นวันอาทิตย์เจ้าก็หยุดงานไม่ได้ ต้องทำ เพราะใครๆเขาก็ทำงานกันทั้งนั้น"

แต่หนานชัยกับน้อยแสนยาเป็นคริสเตียนที่เคร่งครัด จึงยืนกรานไม่ยอมทำงานในวันอาทิตย์ เป็นการขัดคำสั่งของเจ้าเหนือหัวผู้ทรงสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จึงมีคำสั่งให้เอาไปประหารเสีย

นายแพทย์แมคกิลวารีได้บันทึกเอาไว้ว่าเมื่อเจ้ากาวิโรรสสั่งประหารคนทั้งสองแล้ว บรรดาผู้นับถือศาสนาคริสต์ก็พากันร้อนตัวกลัวตาย ถึงกับร้องเรียนไปทางกรุงเทพฯ และทางกรุงเทพฯก็ได้ส่งคณะข้าหลวงเดินทางขึ้นมานครเชียงใหม่ และคณะคริสเตียนอีกหลายคนก็ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าเจ้ากาวิโรรสพร้อมคณะข้าหลวงที่มาจากกรุงเทพฯ มีการเจรจากันถึงเรื่องประหารชีวิตหนานชัยกับน้อยแสนยาด้วย

เจ้ากาวิโรรสตรัสว่าเป็นสิทธิที่พระองค์มีอยู่ และทำได้เมื่อทั้งสองแปรพักตร์มานับถือศาสนาคริสต์และทำได้เมื่อทั้งสองไม่ยอมทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย

คณะข้าหลวงจากกรุงเทพฯและแมคกิลวารี มิชชันนารีก็ไม่มีคำอ้างใดๆว่าสาเหตุที่สองถูกประหารเพราะหันมานับถือศาสนาคริสต์ นอกจากบันทึกไว้ว่า

เป็นความจริงที่ท่านสั่งประหารชีวิตคนทั้งสอง และจะประหารทุกคนที่เอาใจออกหาก ละทิ้งศาสนาประจำชาติของตัว ได้ชื่อว่าทรยศต่อเจ้าหลวง ดังนั้น จึงต้องกำจัดเสีย ถ้าคณะมิชชันนารีแมคกิลวารีจะอยู่รักษาพยาบาลคนเจ็บอย่างเดียวก็อยู่ได้ แต่จะต้องไม่ให้คริสเตียนเผยแพร่ศาสนา ถ้าฝ่าฝืนก็จะขับไล่ให้พ้นจากล้านนาและสยาม

เรื่องนี้แพร่สะพัดไปดุจไฟไหม้ป่า ผู้ที่หันไปนับถือคริสต์บางกลุ่มกลัวภัย บ้างถึงกับอพยพทิ้งถิ่นฐานบ้านช่องไปอยู่ที่อื่น เพราะขณะนั้นเจ้าพ่อกาวิโรรสเด็ดขาดยิ่งนัก แต่มิชชันนารีแมคกิลวารียังคงอยู่ งานเผยแพร่ศาสนาก็ต้องหยุดชะงัก ผลจากการประหารชีวิตหนานชัยกับน้อยแสนยา ทำให้ไม่มีใครติดต่อด้วย แม้แต่คนรับใช้ก็ลาออก

จนกระทั่งกลาง พ.ศ.๒๔๑๓ เจ้าพ่อกาวิโรรสประชวรกลางทางขณะล่องเรือไปกรุงเทพฯ พระประยูรญาติจึงพาเสด็จกลับเชียงใหม่ แต่ยังไม่ทันถึงก็พิราลัยเสียก่อน

เจ้าอุปราชอินทนนท์ได้ครองเมืองเชียงใหม่สืบมา โดยที่คณะมิชชันนารีมีความสนิทสนมกับเจ้าหญิงบัวคำ ราชชนนีของเจ้าหลวงอินทนนท์อยู่ก่อนแล้ว เรื่องราวจึงสงบเงียบ

แต่มิชชันนารีไม่ใช่พ่อค้า ภารกิจของแมคกิลวารีไม่ใช่พ่อค้า ที่แท้จริงก็คือเผยแพร่ศาสนา ทุกสิ่งทุกอย่างต้องรุดหน้าต่อไป หยุดไม่ได้!

คราวนี้มิชชันนารีเจอปัญหาใหญ่ คนเมืองมีวิธีคว่ำบาตรผู้เป็นเสนียดสังคม คือกระซิบกระซาบต่อไป พวกเขาเจอข้อหาว่าเป็น "ผีกะ ผีปอบ" คราวนี้ได้ผล คนพื้นเมืองไม่คบกับคนเป็นผีกะ ผีปอบ ปรากฏว่าผู้ที่เปลี่ยนไปนับถือคริสต์อยู่ไม่ได้ ต้องละทิ้งถิ่นฐานบ้านช่องไป เพราะไม่มีคนคบหาด้วยอีกต่อไป!

หรือว่าเส้นทางของแมคกิลวารีบนแผ่นดินล้านนาจะถึงทางตันเพียงเท่านี้?