๑,๐๐๐ ไมล์บนหลังช้าง เชียงใหม่เมื่อ พ.ศ.๒๔๑๖

กรุมรดกล้านนา

จากรายงานการเดินทางของชาวอังกฤษที่เดินทางเข้ามายังเมืองเชียงใหม่ในปลายศตวรรษที่ ๑๙ ช่วยให้มองเห็นลักษณะทางกายภาพของตัวเมืองเชียงใหม่ในช่วงสุดท้ายที่ยังคงมีเจ้าผู้ครองนครอย่างชัดเจน

มิสเตอร์ฮิลดี แบรนด์ รองข้าหลวงอังกฤษที่ประจำอยู่ในมณฑลตะนาวศรี ประเทศพม่าได้เดินทางมาถึงเมืองเชียงใหม่ในตอนเย็นวันที่ ๒๓ เมษายน พ.ศ.๒๔๑๔ เพื่อสะสางคดีพิพาทที่ยังคั่งค้างอยู่ระหว่างคนไทยในประเทศไทยแต่อยู่ในบังคับอังกฤษ กับคนไทย มิสเตอร์ฮิลดีออกเดินทางจากแคว้นสาละวินในวันที่ ๑๙ เมษายน ปีเดียวกัน ได้บรรยายลักษณะเมืองเชียงใหม่ไว้ว่า

"กำแพงเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมด้านขนาน กำแพงด้านเหนือและด้านใต้ ยาวด้านละ ๕,๔๐๐ ฟุต ดังนั้น พื้นที่แท้ๆของตัวเมืองเชียงใหม่จึงเท่ากันคือ ๓,๖๐๐,๐๐๐ ตารางหลา

จากมุมทางทิศตะวันตกเฉียงใต้เป็นเพนียดไม้ซุง สร้างออกมาเป็นแนวเดียวกันกับกำแพงเมืองด้านตะวันตกระยะหนึ่ง แล้วโอบล้อมกำแพงเมืองด้านใต้และตะวันออกไปจรดกำแพงเมืองด้านตะวันออก ห่างจากมุมทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ ๓๐๐ ฟุต รัศมีของแนวเพนียดนี้วัดจากกำแพงได้ประมาณหนึ่งในสี่ไมล์"

มิสเตอร์ฮิลดี ได้วาดผังของเมืองไว้ในรายงานและได้กล่าวเพิ่มเติมไว้ด้วยว่า

"กำแพงเมืองแต่ละด้านมีประตู ๒ ประตู กำแพงด้านในและด้านนอกล้อมรอบด้วยคูกว้าง มีน้ำขังอยู่เต็ม"

 

อีก ๕ ปีต่อมา ฝรั่งเศสซึ่งเป็นคู่แข่งในการแสวงหาดินแดนเมืองขึ้นได้รุกจากเวียดนามมาเขมร ลาว บางส่วนข้ามแม่น้ำโขง ยึดเอาแขวงไชยบุรีซึ่งมีเนื้อที่ติดกับจังหวัดเลย อุตรดิตถ์ น่าน คืบใกล้เมืองเชียงแสน อังกฤษก็มีความปรารถนาเขตล้านนา เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เพื่อรวมกับรัฐเชียงตุง พม่า ก่อนที่ฝรั่งเศสจะคุกคามฮุบเอาภาคตะวันออกเฉียงเหนือทั้งหมดของไทย

สมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรียแห่งอังกฤษถึงกับโปรดให้ เซอร์จอห์น เบาริ่ง เป็นทูตพิเศษ( ท่านผู้นี้คือผู้ที่มาบีบให้ไทยเซ็นสัญญายอมรับที่จะสวมแอกต่อมาถึง ๖๐ ปีโดยมีชาติอื่นร่วมด้วยอีก ๑๖ ประเทศ ทั้งนี้คนที่อยู่ใต้บังคับอังกฤษไม่ต้องขึ้นศาลไทย สินค้าทุกชนิดหักภาษีร้อยละ ๓)

พ.ศ.๒๓๙๘ เซอร์จอห์น เบาริ่ง นำราชบรรณาการ "รถไฟเล็ก" มาถวายแด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ โดยจำลองย่อจากรถจักรไอน้ำจริง

ต่อมาในปี ๒๔๓๐ รัชกาลที่ ๕ โปรดเกล้าฯให้สร้างทางรถไฟกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ โดยบริษัทอังกฤษชื่อปันชาร์ค มีวิศวกรคือ พลโท เซอร์แอนดรู คลาร์ค เรื่องราวเกี่ยวกับรถไฟนี้ ดูเผินๆอาจจะไม่เกี่ยวกับเรื่องของล้านนานัก แต่บันทึกไว้เพื่อให้คนรุ่นหลังได้รู้ว่าตั้งแต่ ร.ศ.๑๑๒ อังกฤษและฝรั่งเศส สองชาตินี้เชือดเฉือนผืนแผ่นดินไทยทั้งๆที่คนไทยยังมีลมหายใจอยู่

๕ ปีหลังจากนั้น มร.ฮิลดี แบรนด์ ได้มาชำระความคนไทยใต้บังคับไทย กับคนไทยใต้บังคับอังกฤษ ศาลตั้งอยู่เชิงสะพานนวรัฐ หน้าบ้านท่านผู้ว่าราชการจังหวัดในปัจจุบัน โดยมี ปิแอร์ โอร์ต ชาวเบลเยี่ยม ทนายฝ่ายไทยทำหน้าที่สู้คดี

มีหนังสือเขียนเป็นบันทึกภาษาอังกฤษชื่อ ๑,๐๐๐ ไมล์บนหลังช้าง เขียนโดย Mr.Holt S.Hallet วิศวกรชาวอังกฤษร่วมกับ Mr.A.R.Coll Hule เสนอความคิดแก่รัฐบาลอังกฤษที่จะให้สร้างทางรถไฟเชื่อมอินเดียกับพม่า (ทางรถไฟตอนบนของพม่าปัจจุบันสิ้นสุดที่เมืองตองยี) แล้วเลยเข้าสู่ประเทศสยาม เข้าทางจังหวัดตาก สู่เชียงใหม่ เชียงราย เข้าสู่รัฐเชียงตุง แล้วต่อไปยังประเทศจีน แต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปฏิเสธทุกข้อเสนอ ไทยตอบไปว่า "ไม่มีเงิน"

อังกฤษก็ตอบกลับมาว่า "ยินดีให้กู้ดอกเบี้ยต่ำ" ไทยก็ตอบว่า

"แหล่งเงินกู้มีแล้ว ดอกเบี้ยถูกกว่าของอังกฤษ"

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงแก้สถานการณ์เรื่องทางรถไฟเมาะละแหม่ง แม่สอด ตาก เชียงใหม่ เชียงตุง จีน เพราะหากทางไทยยินยอมก็เท่ากับยกผืนแผ่นดินล้านนาให้อังกฤษ อีกแค่นี้ทำไมจะยึดครองไม่ได้ อินเดียและพม่าอังกฤษยังเอาได้ สำมะหาอะไรกับพื้นที่อันน้อยนิดนี้

มร.ฮอลเลตได้เล่าสภาพของเมืองเชียงใหม่ในขณะนั้นไว้ว่า

เมืองเชียงใหม่ซึ่งตั้งอยู่ห่างแม่น้ำปิงไปทางทิศตะวันตก ๗๓๐ หลา ตัวเมืองแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน โดยส่วนหนึ่งโอบล้อมอีกส่วนหนึ่งทางด้านใต้และทางทิศตะวันออกเป็นรูปตัวแอล (L) ตัวกำแพงด้านในมีคูล้อมรอบทั้งสี่ทิศ ตัวกำแพงก่อด้วยอิฐสูง ๒๒ ฟุต ขอบบนของกำแพงทำเป็นที่กำบัง แต่ละอันกว้าง ๓ ฟุตครึ่ง คูที่ล้อมกำแพงทุกด้านกว้าง ๓๐ ฟุต ลึก ๗ ฟุต บริเวณเมืองด้านนอกกว้างกว่าครึ่งไมล์ เมืองด้านนอกล้อมด้วยกำแพงเสียส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งเป็นกำแพงรั้วไม้ ทั้งเมืองชั้นนอกและชั้นในมีประตูเข้าออกซึ่งอยู่บริเวณป้อม

"เมืองชั้นในเป็นวังของเจ้าผู้ครองนคร เป็นที่พำนักของขุนนางและผู้มีฐานะมั่งคั่งและศาสนสถาน ส่วนเมืองชั้นนอก พวกที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่เป็นลูกหลานของเชลยที่ถูกกวาดต้อนมา มีบ้านเรือนปลูกอยู่แออัดมากกว่าในบริเวณเมืองชั้นใน สวนก็มีขนาดเล็กกว่า ศาสนสถานก็มีจำนวนน้อยกว่า

แต่ประชาชนมีมากกว่าถนนในเมืองและชั้นใน แต่ละสายตัดแนวตรงกัน สวนในบ้านล้อมด้วยรั้วไม้ ขยะมูลฝอยถูกห้ามมิให้เอามาทิ้งนอกรั้ว น้ำใช้ในเมืองตักมาจากลำน้ำที่ไหลมาจากดอยสุเทพ (ห้วยแก้ว)

(เมืองเจ็ดลิน ห้วยแก้วเป็นเสมือนจุดส่งน้ำเข้ามาที่คูเมืองตรงแจ่งหัวลิน)

มร.ฮอลเลตได้รายงานเกี่ยวกับประชากรเมืองเชียงใหม่ในขณะนั้นโดยคำนวณจากรายชื่อของบ้านที่ต้องเก็บเงินไปเลี้ยง "ยักษ์"หรือ "เทพารักษ์ประจำท้องถิ่น" (เชื่อว่าจะเป็นอินทขิลหลักเมือง) มีชื่อเรียกกันว่าปู่แสะ ย่าแสะ มีการเลี้ยงกันประจำปีทั้งหมด ๙๗,๐๐๐ หลังคาเรือน โดยประมาณเฉลี่ยเอาว่าแต่ละหลังคาเรือนมีคน ๗ คน ดังนั้น ประชากรในบ้านเมืองนี้ทั้งหมดจะมีไม่น้อยกว่าหกแสนคน

ปัจจุบันคุ้มเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ได้ถูกรื้อถอน บริเวณภายในคุ้มก็เปลี่ยนแปลงไปจนแทบไม่มีอะไรเหลือให้เห็นร่องรอย มร.ฮอลเลตช่วยให้คนรุ่นหลังได้มองเห็นภาพบริเวณคุ้มเจ้าหลวงก่อนการเปลี่ยนแปลงด้วยการบันทึกว่า

"จากบริเวณเมืองชั้นนอกสู่เมืองชั้นใน เราผ่านมาตามถนนใหญ่จนมาถึงกำแพงที่ล้อมที่ประทับเจ้าเมือง ประตูวังตั้งอยู่ห่างจากประตูเมืองชั้นใน ๑,๑๔๐ หลา (ประมาณ ๙๐๐ เมตร) นำเข้าสู่บริเวณคุ้มซึ่งกว้างขวาง เป็นที่ตั้งของอาคารหลายหลัง ที่ประทับอยู่ตรงประตูเข้า เป็นอาคารชั้นเดียวที่สร้างอย่างแข็งแรง กำแพงก่ออิฐฉาบปูนซีเมนต์ดีเยี่ยม หลังคามุงกระเบื้อง มีลักษณะไปทางจีนนิดๆ

เมื่อพ้นขั้นบันไดที่ปูด้วยกระเบื้องสีดำ เราก็มาถึงห้องโถงซึ่งกินเนื้อที่บริเวณด้านหน้าของอาคารทั้งหมด พื้นห้องโถงปูด้วยไม้นานาชนิด บนเพดานแขวนโคมระย้าหลายช่อ ผนังปิดด้วยกระดาษคล้ายห้องรับแขกของชาวอังกฤษ ประดับด้วยกระจกทรงรีกรอบทอง เครื่องเรือนที่เหลือก็มีเก้าอี้ยาว เก้าอี้เท้าแขน เก้าอี้รับแขกสิบกว่าตัว บุด้วยผ้าสีเขียวกับโต๊ะน้ำชาขนาดเล็กตัวหนึ่ง หน้าประตูที่จะเข้าไปสู่ที่ประทับส่วนพระองค์มีฉากหวายที่สานด้วยลดลายวิจิตรงดงามกั้นอยู่"

ในระยะเวลาไล่เลี่ยกับที่ มร.ฮอลเลตเข้าเฝ้าฯเจ้าหลวง (เจ้าอินทวิชยานนท์) มร.คาร์ลบอคซึ่งเดินทางมาสำรวจบริเวณภาคเหนือของประเทศไทยและลาวได้เข้าเฝ้าฯเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์เดียวกัน ได้บรรยายถึงคุ้มเจ้าหลวงและเครื่องตกแต่งภายในอาคารที่ประทับอย่างเดียวกับที่ มร.ฮอลเลตได้บรรยายมาแล้วและได้ตั้งเป็นข้อสังเกตว่านอกจากเครื่องเรือนซึ่งเป็นแบบยุโรปแล้ว สิ่งที่สะดุดตาและเป็นของพื้นเมืองคือที่นั่งหรือบัลลังก์ปิดทองซึ่งไม่ไว้สำหรับให้พระผู้ใหญ่ที่เจ้าหลวงนิมนต์มานั่ง

จากบันทึกการเดินทางของชาวอังกฤษเหล่านี้ ทำให้เห็นภาพของเมืองเชียงใหม่ในอดีตช่วงระยะ ๒๕ ปีหลังของคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ ซึ่งตรงกับรัชสมัยของ "พระเจ้าชีวิต" อินทวิชยานนท์ กษัตริย์ผู้ทรงอำนาจเต็มองค์สุดท้ายของเชียงใหม่ก่อนที่เชียงใหม่จะค่อยๆถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของระบบราชการบริหารส่วนกลางของสยาม

และกลายมาเป็นเมือง "เชียงใหม่" เพชรแห่งล้านนาของประเทศไทยเช่นทุกวันนี้