เสกข์สฤษ มั่งมีทรัพย์ เล่าเรื่องผ้าผ่านภาพวาด

สุขที่ใจรัก/เรื่อง /ภาพ
ช่างภาพ: 

สนใจประวัติศาสตร์-รักงานแฟชั่น-ชอบผ้าโบราณ-วาดภาพเก่ง ทุกอย่างที่ว่าถูกจับมารวมเข้าไว้ด้วยกันโดยเชฟขนมหวานคนหนึ่งจนเกิดเป็นผลงานภาพวาดประวัติศาสตร์แฟชั่นเครื่องแต่งกาย ที่ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ยังแฝงสาระความรู้ที่ผ่านการค้นคว้ามาอย่างดีที่สุดอีกด้วย

"เหตุผลที่ทำ เป็น 'ความสุขล้วนๆ' ครับ ผมมีความสุขที่จะได้วาด มีความสุขในขณะที่เวลาวาด และเมื่อทำเสร็จออกมาก็มีความภูมิใจ ไม่มีเรื่องของการค้า ไม่มีการรับสอนแล้วคิดเงิน เพราะคิดว่าเราไม่เก่งพอที่จะสอนใคร แต่ถ้าขอคำแนะนำ ได้...ผมไม่อยากค้าขายกับของพวกนี้ เพราะมองว่าศิลปะไม่ควรเอาเรื่องการค้าขายเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย"

เจ้าของภาพวาดแนวนี้มีชื่อว่า อาร์ม-เสกข์สฤษ มั่งมีทรัพย์ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาศิลปะการออกแบบพัสตราภรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยทำงานเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของสายการบินซาอุดิอาราเบียและสายการบินการ์ต้า รวม ๖ ปี ก่อนผันตัวมาเป็นเชฟขนมหวานในปัจจุบัน โดยที่ตลอดเวลานั้นเขาได้ใช้สื่อออนไลน์อย่างเว็บไซต์พันทิป ล็อกอิน Odia และ เฟซบุ๊ค Seki Hearts Sketching เป็นช่องทางในการนำเสนอผลงานภาพวาดประวัติศาสตร์แฟชั่นในยุคสมัยต่างๆ จากทั่วโลกที่ตนเองสนใจศึกษาเป็นการส่วนตัวมานานหลายปีไปพร้อมๆ กันด้วย

"ตอนมัธยมผมเรียนสายวิทย์-คณิตก็จริง แต่ไม่มีความสุขในการเรียน เพราะชอบวาดรูปมากกว่า ตอนสอบเอ็นทร้านซ์เลยเดิมพันกับคุณพ่อว่า ถ้าสอบไม่ได้จะไปเรียนต่อเมืองนอก ผมอยากเรียนด้านแฟชั่นที่นิวยอร์กมาก พ่อก็โอ.เค. เพียงแต่ขอให้ลองสอบที่นี่ดูก่อน แต่ผมโกงโดยเลือกไปอันดับเดียวคือ สาขาศิลปะการออกแบบพัสตราภรณ์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะคุณแม่บอกว่าอาจารย์เผ่าทองเป็นคณบดี ซึ่งอาจารย์ถือเป็นไอดอลของผมเลย สุดท้ายปรากฏว่าสอบติด พอได้เรียนมันเหมือนเติมเต็มสิ่งที่เราขาดหายไป อย่างผมสนใจเรื่องผ้าไทย เวลาไปออกทริปตามภาคต่างๆ จึงเหมือนได้เปิดโลก รู้จักผ้าไทยมากขึ้นจึงเริ่มศึกษาทั้งจากที่อาจารย์สอนและศึกษาเอง ผมกล้าพูดว่า ผมเป็นคนเดียวในรุ่นที่ทำลวดลายผ้าเพื่อเอามาใช้ในการออกแบบแฟชั่นของตัวเอง เพราะอยากได้ผ้าที่ไม่เหมือนใคร

พอเรียนจบยังไม่หางานทำ ขอพ่อเที่ยวก่อนหนึ่งปีเพื่อหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ให้ตัวเอง แต่เที่ยวได้แค่ ๓ เดือน ก็โดนเพื่อนหลอกไปสมัครงานสายการบิน คือเพื่อนหลอกไปเที่ยวสิงคโปร์ พอไปถึงเขาเตรียมเอกสารให้เราหมดแล้ว ปรากฏว่าผมได้ แต่เพื่อนไม่ได้ มันมักจะเป็นอย่างนี้ (หัวเราะ) เลยได้ไปทำที่สายการบินซาอุดิอาราเบีย ๓ ปี และสายการบินการ์ต้าอีก ๓ ปี ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนได้เปิดโลกจริงๆ โดยเฉพาะในประเทศที่ไม่คิดว่าจะได้มาเห็น อย่างโมร็อคโค ตูนีเซีย ซูดาน การได้ไปประเทศเหล่านี้สิ่งหนึ่งที่ผมชอบทำคือซื้อผ้ากลับมา นี่คือจุดเริ่มต้นของการสะสมผ้าและเครื่องประดับโบราณจากที่ต่างๆ เช่น ที่นอกเมืองเจดดาห์ในซาอุดิอาราเบียประมาณ ๑๐-๑๒ กิโลเมตร มีตลาดผ้าโบราณชื่อ ฮาราจ (Haraj) เป็นตลาดกลางคืนเปิดทุกวันอังคาร ตั้งแต่หกโมงเย็นถึงเที่ยงคืน และขายสินค้าเกี่ยวกับผ้าเท่านั้น มีตั้งแต่ผ้าโบราณ เสื้อผ้ามือสอง ของเก่า เชื่อไหมผมเคยเห็นเสื้อผ้ากองเป็นภูเขาเท่าตึก ๒ ชั้นมาแล้วที่นี่ ส่วนโซนผ้าโบราณผมก็ไปได้ 'โธป' มา ๓ สี มีสีเขียว เหลือง และดำ มันขยุ้มเป็นกองๆ เราไปคุ้ยมาโดยที่ไม่รู้ว่าเป็นอะไร แต่เห็นว่าสวยปักดิ้นทองด้วยมือทั้งผืนเลยซื้อมา พอได้ชุด ที่เจดดาห์จะมีถนนสายทองคำ ผมก็ไปซื้อเครื่องประดับเป็นกากหน้าปิดหน้าใช้ใส่ในพิธีแต่งงานมาทั้งเซตเลย จำได้หมดไปเกือบหมื่น มีคนถามว่าซื้อมาทำไม ผมก็ว่าผมชอบ อาจจะไร้สาระสำหรับบางคน แต่มันมีคุณค่าสำหรับเรา หลังจากนั้นเมื่อสามปีที่แล้วไปซื้อหนังสือชื่อ Textiles of the Islamic World เจอภาพผู้หญิงใส่ชุดนี้เขียนว่า เป็นชุดที่มีที่มาจากราชสำนักซาอุดิอาราเบียในริยาด นิยมสวมใส่กันมากทางฝั่งตะวันออกของคาบสมุทรอาราเบีย แถบการ์ต้า บาห์เรน เพราะอากาศแห้งและร้อน ชุดที่ใส่จึงเบาบางเพื่อระบายอากาศ พอรู้อย่างนี้ก็แอบคิดว่า ฉันได้ของดีนะเนี่ย (หัวเราะ)

พอย้ายมาอยู่สายการบินการ์ต้ายิ่งสนุก เพราะแต่เดิมจะได้ทำไฟลท์บินไปประเทศแถบมุสลิม แต่ที่สายการบินใหม่เราไป ๕ ทวีปทั่วโลก ก็ไปหมดเลย เพราะเลือกได้ แต่ผมจะเลือกบินไปประเทศที่ลูกเรือคนอื่นไม่ค่อยไปกัน เช่น อินเดีย แอลจีเรีย ฟิลิปปินส์ อเมริกาใต้ เพราะชอบผ้าของประเทศเหล่านั้น อย่างฟิลิปปินส์ ผมไปเพราะจะได้ไปซื้อ 'บารองตากาล็อก' เป็นเสื้อที่ผลิตจากผ้าใยสับปะรด มีหลายยี่ห้อ แต่ที่ดีที่สุดคือ ที่ผลิตจากเส้นใยปิย่า (Pi?a) หรือเป็นเสื้อที่ผลิตจากใยสับปะรด ๑๐๐% และเป็นงานปักมือ ชุดหนึ่งจึงแพงมาก ผมก็ได้มาชุดหนึ่ง เท่านี้มีความสุขแล้ว เพราะเราชอบสะสม เรียนรู้สิ่งแปลกใหม่ แล้วเอามาประยุกต์ใช้ คิดว่าถึงตอนนี้จะยังไม่ได้ทำแฟชั่น แต่เรามีความรู้ มีไอเดียที่สามารถเอาไปใช้ในอนาคตได้

เป็นสจ๊วตได้ ๖ ปีก็ลาออก เพราะมีปัญหาสุขภาพ ส่วนจุดที่ทำให้หันเหมาเป็นเชฟ เนื่องจากมีไฟลท์บินยาวไปเมลเบิร์นประมาณ ๑๓ ชั่วโมง พักก็แล้ว ทำอะไรก็แล้วก็ยังว่าง ไฟลท์ต่อมาเลยซื้อขนมขึ้นมาลองอบ ให้ลูกเรือลองชิม ทุกคนตื่นเต้นมากว่าทำได้ยังไง มีคนหนึ่งมาจับมือผมแล้วบอกว่า รู้ไหมพระเจ้าประทานพรสวรรค์ให้เธอที่จะเป็นเชฟ เพราะฉะนั้นเธออย่าทิ้งมันนะ หลังจากนั้นผมก็ได้ลาออกไปเรียนการทำขนมที่เลอ กอร์ดอง เบลอ อยู่ ๑ ปี ก็ขอออกไปหาประสบการณ์ก่อน ตั้งใจจะไปหาความรู้การทำขนมของชาติต่างๆ แล้วค่อยกลับไปเรียนปิดคอร์ส แต่บังเอิญว่ามาได้งานเป็นเชฟขนมหวานที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งก่อน

ในช่วง ๖ ปีขณะเป็นสจ๊วตไม่ได้วาดรูปเลย เพราะเครียด และรู้สึกว่าการจะวาดรูปได้ทุกอย่างต้องพร้อมสมบูรณ์ ถ้าเครียดจะวาดไม่ได้ เพราะตั้งสเป็คไว้สูงว่าต้องออกมาสวยจึงเกินคำว่าวาดเพื่อผ่อนคลายไปแล้ว แต่ระยะนั้นผมก็ได้เอารูปลงพันทิปบ้าง ไม่ใช่ภาพวาด แต่เป็นภาพถ่ายเก่าๆ เอามาตั้งเป็นกระทู้ใน 'ห้องสมุด' แล้วอธิบายเหมือนเล่าให้ฟังด้วยถ้อยคำง่ายๆ มาจากความรู้สึกของเราตอนเรียนว่า อาจารย์มักจะใช้ภาษาเข้าใจยาก ก็ได้รับความนิยมระดับหนึ่ง ต่อมามีระบบแท็คไปที่ 'ห้องโต๊ะเครื่องแป้ง' กับ 'หอศิลป์' ยิ่งทำให้มีคนเข้ามาอ่านเยอะขึ้น แต่บางครั้งข้อมูลเราอาจผิดเพี้ยนไปบ้างก็ยอมรับฟังคำติชม แต่ยังยืนยันว่าที่ทำเพราะอยากนำเสนอเรื่องราวของผ้าแต่ละผืนอย่างเข้าใจง่ายๆ เพราะผ้าผืนหนึ่งบอกอะไรได้หลายอย่าง ทั้งประวัติศาสตร์ สังคม วัฒนธรรม คนในสมัยนั้นคิดอย่างไรก็ใส่ลงไปในลายผ้า ทุกอย่างจึงเกี่ยวโยงกันหมด เราเรียนรู้จากผ้าได้ เหมือนเป็นการส่งต่อ เพราะตัวคนทำไม่สามารถอยู่เพื่อบอกเล่าให้เราฟังทุกอย่างเองได้

พอมีเวลาว่างช่วงที่เรียนทำขนม ผมถึงได้เอารูปที่เคยวาดเก็บไว้มาลง ช่วงแรกเป็นแนวแฟชั่นสเก๊ตช์คือ หัวเล็กๆ ตัวสูงๆ ไม่เน้นหน้าตา เน้นเฉพาะรูปร่างและลวดลายผ้า เนื่องจากอ่านหนังสือประวัติศาสตร์เจอการอธิบายชุดบางชุดเป็นข้อเขียน เราต้องการใส่ความเป็นจริงให้คนเห็นด้วยจึงตีความนำคำบรรยายมาวาดเป็นรูป แต่ทำไปเรื่อยๆ เริ่มอยากหาเอกลักษณ์ให้ตัวเอง นั่นคือ การวาดให้ศีรษะโตขึ้น โดยใช้แบบจากตุ๊กตาบลายธ์ทำให้ใส่รายละเอียดบนใบหน้าได้เยอะขึ้น แต่ปัญหาคือพอวาดให้ใส่ชุดไทย บางคนรับไม่ได้ ช่วงแรกโดนว่าหนักมากว่าวาดอะไรอย่างนี้ มันไม่สวย นอกจากถูกโจมตี เวลาวาดชุดละครรำไทย สัดส่วนของระดับมือกับตาต้องสัมพันธ์กัน พอเราวาดหัวโตทำให้ค่าเพี้ยน ไม่สามารถใช้อ้างอิงได้ก็ต้องปรับพัฒนาย่อหัวให้เล็กลง แต่ถึงเล็กก็ต้องวาดให้ใหญ่กว่าหัวคนปกติประมาณ ๑๐% ด้วยตั้งใจจะให้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเรา

แต่ละภาพต้องใช้เวลารวบรวมข้อมูล หาแรงบันดาลใจ และคิดธีมด้วย กว่าจะได้ลงมือวาดจึงนาน ๓-๔ วัน แต่ผมเป็นคนหาข้อมูลเร็ว อย่างดูละครเกาหลีแล้วอินก็วาดออกมา แต่เราจะไม่ลอกทุกอย่างจากสิ่งที่เห็น ถ้าอย่างนั้นสู้เอารูปนั้นลงไปเลยไม่ดีกว่าหรือ ผมจะใช้เฉพาะแรงบันดาลใจ เช่นเห็นในหนังมี 'คิแซง' หรือเกอิชาของเกาหลีดีดพิณ ๖ สาย สวยดี ก็ไปหารูปคนดีดพิณ ๖ สาย ในอิริยาบถต่างๆมา แล้วใส่ชุดลงไป โดยไม่ได้ลอกแบบมาจากในหนังทั้งหมด เพราะเรียนแฟชั่นมา เราก็ใส่ความเป็นแฟชั่นลงไปในลายผ้า โดยที่ลายผ้านั้นยังคงอยู่ในกรอบของวัฒนธรรมเกาหลี หรือในสมัยอยุธยา อ่านบางบทความแล้วขัดใจ เราดูถูกประวัติศาสตร์ประเทศเราขนาดนั้นเลยหรือที่ว่าสมัยอยุธยาเป็นสมัยที่มีศึกสงครามมากมาย ผู้หญิงห่มตะเบงมาน นุ่งโจงกระเบน มันจริงหรือ ๔๑๗ ปี แห่งความรุ่งเรือง คนไม่มีทางแต่งแค่แบบนี้แน่นอน เพราะสมัยอยุธยาเป็นยุคที่รุ่งเรือง มีพัฒนาการมาตลอด บางสมัยที่มีสงคราม คนก็แต่งตัวเรียบง่าย บางสมัยรุ่งเรืองไม่มีสงคราม คนก็แต่งตัวสวยงามเป็นไปตามธรรมชาติของมนุษย์ที่มีความรักสวยรักงาม ดูตัวอย่างจากคนสมัยนี้ก็ได้ ดังนั้น เมื่อลงมือสืบค้นข้อมูลได้แล้ว ผมจึงลงมือร่างแบบเครื่องแต่งกายของคนในสมัยนั้นแต่ละแบบออกมา ถามว่าเหมือนใครไหม...ไม่ แต่ทุกอย่างในรูปสามารถนำไปใช้อ้างอิงได้ เพราะมีข้อมูลรองรับ ไม่ได้วาดขึ้นมั่วๆ แต่ถ้ารูปไหนวาดมั่วก็จะเขียนบอกไว้เลยเป็นแค่แรงบันดาลใจเท่านั้น นี่คือเอกลักษณ์ในงานของผม

คนที่ติดตามงาน ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง เพราะเป็นเพศที่รักสวยรักงาม ผมมีเพจด้วยก็เข้ามาเขียนบอกว่า เขามีความสุขที่ได้ดูภาพสวยงาม เหมือนดูงานศิลปะ วันหนึ่งๆ ทำงานเครียด เหนื่อย พอเห็นภาพนี้แล้วรู้สึกดี ผมฟังแล้วก็มีความสุขว่า นอกจากได้ถ่ายทอดผลงานยังทำให้คนเห็นมีอารมณ์สุขร่วมไปกับเราด้วย บางคนเป็นนักศึกษาศิลปะมาศึกษางานเรา ผมก็ยินดี เพราะงานแนวที่เป็นการผสมแฟชั่นกับลวดลายผ้าแบบโบราณ ผมยังไม่เห็นใครทำ แต่ช่วงแรกที่ลงพันทิป คนรับไม่ได้ อย่างที่บอกว่าวาดนางในวรรณคดีเป็นผู้หญิงหัวโต คนโจมตีเยอะมาก แต่ไม่ท้อนะ เพราะเป็นคนที่ถ้ายิ่งมีคนโจมตี ยิ่งทำ ยิ่งวาดจนเขาต้องชมเรา (หัวเราะ) ผมคิดว่ามีคนด่าดีกว่ามีคนชม เราจะได้รู้ว่างานมีจุดบกพร่องตรงไหน แต่ถ้าคนชม เราไม่รู้ว่าเขาชมจริงหรือเปล่า แต่การติก็ขึ้นอยู่กับทัศนคติของเราด้วยว่ายอมรับได้หรือเปล่า ซึ่งผมยอมรับได้ เพราะว่าเป็นกิจกรรมที่เกิดจากความสุขล้วนๆ ไม่มีปัจจัยอื่นมาเกี่ยวข้อง แค่มีคนมากดไลค์เยอะๆ ผมก็มีความสุขแล้ว เพราะรู้สึกว่านี่เหมือนเป็น 'คำตอบแทน' ในสิ่งที่เราทำที่ดีที่สุด"