ยาคอบ ไฟท์ -พระเจนดุริยางค์

ผู้ฝากบทเพลงสำคัญยิ่งไว้บนผืนแผ่นดินไทย
บทความ
ช่างภาพ: 

ที่ประเทศเยอรมนี ย้อนอดีตไปเมื่อ พ.ศ.๒๔๑๐ ยาคอบ ไฟท์ (Jacob Feit) ได้อำลาผู้คนประชากรชาวเมืองเทรีย์ (Trier) อพยพครอบครัวไปอยู่สหรัฐอเมริกา อย่างที่ไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อนว่าวันหนึ่งเขาและทายาทของเขาจะไปมีชื่อเสียงในซีกโลกตะวันออก ซึ่งอยู่ห่างไปแสนไกล

ยาคอบได้ไปเป็นทหารฝ่ายเหนือ เข้าร่วมสู้สงครามกลางเมือง เมื่อสงครามสงบ เขาก็เริ่มตระเวนด้วยการไปถิ่นแดนไกล ที่ชีวิตอยากจะศึกษารู้เห็น เขาเดินทางสู่ทวีปเอเชีย โดยมุ่งสู่ประเทศสยาม และผืนแผ่นดินนี้เองที่เขาได้ฝังกาย-ฝังใจ เขารักประเทศนี้ "ประเทศสยาม"

เวลานั้น มร.ซันด์เลอร์ เป็นกงสุลอเมริกันที่สยาม เขาเป็นเพื่อนกับยาคอบ ซันด์เลอร์รู้ว่ายาคอบ เป็นผู้ที่เสมือนมีมนต์วิเศษประจำตัวในด้านดนตรี ประจวบเหมาะอย่างยิ่งที่ขณะนั้นราชสำนักสยามกำลังปรารถนาอยากได้ผู้ที่มีความรู้ทางดนตรีเข้าไปเป็นหัวหน้าวงดนตรีหลวง ซันด์เลอร์จึงนำยาคอบเข้าไปฝากในวัง เขาจึงได้รับโปรดเกล้าฯให้เป็นหัวหน้าวงดนตรีหลวงทันที โดยประจำอยู่วังหน้า เมื่อ พ.ศ.๒๔๑๐

ยาคอบเป็นคนดนตรีโดยแท้ อาศัยความบากบั่นมานะพยายาม เขาสามารถสอนลูกวงให้รู้จักเครื่องดนตรีประเภทเป่า และการอ่านโน้ตเพลงตามรูปแบบยุโรปได้เป็นอย่างดี ผลงานอันอมตะยืนนานมาถึงทุกวันนี้ นั่น คือการเรียบเรียงเพลงสรรเสริญพระบารมี ซึ่งบรรเลงจากการใช้เครื่องดนตรีไทยมาเป็นเครื่องเป่าแบบตะวันตกแทน

เพลงสรรเสริญพระบารมี (The Royal Anthem เป็นเพลงยกย่องเชิดชูพระเกียรติยศแห่งพระมหากษัตริย์ สันนิษฐานว่า ตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ได้มีดนตรีที่มีลักษณะคล้ายเพลงสรรเสริญพระบารมีใช้กันแล้ว ครั้นในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ได้จัดการทหารทั้งทหารบกและทหารเรือตามแบบยุโรป เวลากองแตรวงบรรเลง ประกอบการเข้าแถวตั้งกองเกียรติยศ เพลงที่บรรเลงส่วนใหญ่เป็นเพลงมาร์ช เพลงสรรเสริญตามแบบฝรั่ง และเพลงที่ใช้บรรเลงรับและส่งเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็คือ เพลง God Save the Queen ของอังกฤษ

ครั้งสมัยรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ พระองค์เสด็จประพาสชวา เมื่อ พ.ศ.๒๔๑๔ ขณะประทับอยู่ที่สิงคโปร์ ทหารอังกฤษใช้เพลง God Save the Queen รับเสด็จ เมื่อเสด็จฯถึงเมืองปัตตาเวีย พวกฮอลันดาคงจะถามถึงเพลงชาติของไทย เพื่อนำไปบรรเลงรับเสด็จ จึงมีพระราชดำริให้แต่งเพลงขึ้น เพื่อแตรวงรับเสด็จ

ครูดนตรีไทยได้เลือกเพลงไทยชื่อ "เพลงสรรเสริญพระบารมี" ซึ่งมีกำเนิดในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ ขึ้นทูลเกล้าฯถวายให้ใช้เป็นทำนองเพลงสรรเสริญพระบารมีไปพลางก่อน และโปรดเกล้าฯให้ พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) แต่งบทร้องถวายพระพร เพื่อประกอบทำนองเพลงเป็นโคลงกระทู้

ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดเกล้าฯให้ มร.เฮวุดเซน (Mr.Hevutzen) ครูแตรทหารมหาดเล็ก แต่งทำนองเพลงคำนับรับเสด็จ อย่างเพลง God Save the Queen โดยพระราชทานทำนองเพลงฝรั่งบทหนึ่ง ซึ่งได้ทรงสดับฟังและโปรดมาก เมื่อครั้นเสด็จฯไปสิงคโปร์ให้ครูแตรด้วย มร. เฮวุดเซนได้นำทำนองเพลงนั้น มาปรับปรุงเรียบเรียงขึ้นใหม่ จนเป็นต้นเค้าของทำนอง เพลงสรรเสริญพระบารมี ที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ส่วนเนื้อร้องนั้น สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงพระนิพนธ์หลายเนื้อร้องสำหรับผู้ขับร้องกลุ่มต่างๆกัน อนึ่งเพลงสรรเสริญพระบารมีเมื่อตอนที่มีเนื้อร้องขึ้นแล้ว ยาคอบ ไฟท์ ได้เรียบเรียง สำหรับการขับร้องประสานเสียง ๔ แนวขึ้นเป็นครั้งแรก (ข้อมูลจาก http://www.sg2527.com/info/know_007.htm)

ในห้วงเวลานั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงริเริ่มเอาธรรมเนียมใหม่ๆเข้ามาใช้ในการปรับปรุงประเทศ ในด้านดนตรีสยามเริ่มได้รับอิทธิพลจากดนตรีตะวันตก ปีต่อมา ยาคอบ ไฟท์ ได้รับมอบหมายให้ทำการตั้งวงฝึกสอนทหารด้วยการตั้งวงดุริยางค์ ใช้อุปกรณ์เป็นเครื่องเป่าแทน

ด้านชีวิตครอบครัว ยาคอบแต่งงานกับทองอยู่ สาวไทยเชื้อสายมอญ ต่อมามีทายาท ๓ คน แต่ละคนได้รับพรสวรรค์ด้านดนตรีจากบิดาซึ่งเป็นศิลปินตัวจริง บุตรชายคนโต ชื่อ ลีโอ คนที่สอง ชื่อ พอล คนเล็ก ชื่อ ปีเตอร์ ยาคอบ ไฟท์ ถึงแก่กรรม ในปี ๒๔๕๒ ต่อมาลูกหลานของเขาได้ใช้นามสกุลไทยว่า "วาทยะกร"

ปีเตอร์ ลูกชายคนเล็กของยาคอบ มีชื่อไทยว่า ปิติ วาทยะกร ได้มาเอาดีทางดนตรีเป็นอาชีพหลัก ก่อนหน้านั้นปิติทำงานที่กรมรถไฟหลวง (Royal State Railways) ที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระมหากรุณาธิคุณให้ตั้งขึ้น เขาทำงานในตำแหน่งล่ามเป็นเวลานาน ๑๐ ปี แต่ในยามว่างปิติจะร่วมเล่นดนตรีกับพี่ชายเสมอ เพราะความรักในดนตรี

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงทราบว่าปิติเป็นผู้จัดเจนในวิชาการด้านดนตรี ประกอบกับพระองค์ทรงประทับใจในผลงานดนตรีของ ยาคอบ ไฟท์ ผู้เป็นบิดาของปิติ จึงโปรดเกล้าฯให้ปิติมารับงานด้านดุริยางคศิลป์ และได้พระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เป็น "หลวงเจนดุริยางค์" อันหมายถึงผู้ช่ำชองทางด้านการบรรเลงดนตรี

กาลเวลาผ่านไป...ทำให้หลายคนลืมไปว่าปิติมีเชื้อสายเยอรมัน เขาเป็นเหมือนคนไทยแท้โดยชาติกำเนิด เขาปรับปรุงวงดุริยางค์ให้เป็นวงดุริยางค์ที่ดีที่สุดในซีกโลกตะวันออก ออกโรงทุกครั้งที่โปรดเกล้าฯให้มีงานพระราชพิธี เป็นที่พึงพอใจแก่บรรดาผู้ฟังทุกครั้ง จนกระทั่งในปี ๒๔๖๕ จึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น "พระเจนดุริยางค์"

เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคต ใน พ.ศ.๒๔๖๘ ปิติก็ตกอยู่ในสถานะที่ยากลำบาก เนื่องจากข้าราชบริพารบางส่วนในวังมีความเห็นว่าวงดนตรีของเขาสร้างความยุ่งยากแก่วงดนตรีสยามหลายประการ อาทิ วงพิณพาทย์ มีมากมายพอแล้ว เป็นต้น จนในที่สุด พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงทราบว่ามีปัญหาเกิดขึ้นกับวงดนตรีดุริยางค์และวงดนตรีไทย ประกอบกับพระองค์มีความชื่นชอบวงดนตรีดุริยางค์หลวงวงพระเจนดุริยางค์นี้เป็นอันมาก จึงโปรดเกล้าฯให้เพิ่มเงินเดือนให้แก่นักดนตรีในวงทุกคน และได้พระราชทานเหรียญดุษฎีมาลาให้แก่หัวหน้าผู้ควบคุม "วงดนตรีฝรั่งหลวง" ซึ่งเป็นเหรียญที่พระราชทานแก่ผู้สร้างคุณประโยชน์ทางด้านวิชาการและศิลปะเท่านั้น

ปิติ วาทยะกร ได้มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการอนุรักษ์รักษาดนตรีไทย เพลงไทย ไม่ให้สูญหายไปจากกรุงสยาม ในอดีตครูจะสอนหรือถ่ายทอดเพลงให้แก่ลูกศิษย์โดยวิธีการจดจำเอา ไม่มีการจดบันทึกใดๆ และหากครูผู้สอนเสียชีวิตลงเมื่อใด ทั้งเนื้อร้อง ทำนองก็จะตายตามไปด้วย ปิติ หรือ พระเจนดุริยางค์ ได้รับมอบหมายให้ทำงานสำคัญชิ้นหนึ่ง คือการบันทึกเพลงไทยต่างๆลงเป็นตัวโน้ตไว้ตามแบบยุโรป นับเป็นการช่วยรักษามรดกทางวัฒนธรรมทางด้านดนตรีไทยเอาไว้มิให้สูญหาย

พระเจนดุริยางค์ได้แต่งบทเพลงอันไพเราะไว้มากพร้อมทั้งแยกเสียงประสาน เพื่อใช้เล่นกับวงดุริยางค์สากลได้อีกด้วย อาทิ เพลงประกอบภาพยนตร์ เรื่อง บ้านไร่นาเรา เรื่อง พระเจ้าช้างเผือก และบทเพลงในมหาอุปรากรเรื่อง "มหาดารณี" เป็นต้น นอกจากนี้ท่านยังได้นำเพลงไทยเดิมแยกประสานเสียง สำหรับบรรเลงด้วยวงดุริยางค์สากลหลายเพลง เช่น เพลงเขมรไทรโยค แขกเชิญเจ้า ต้นบรเทศ สุธากันแสง มหาฤกษ์ มหาชัย เป็นต้น ท่านได้แต่งตำราวิชาการดนตรีสากลไว้หลายเล่ม ซึ่งล้วนมีคุณค่าสำหรับประเทศไทย เช่น การดนตรี หลักวิชาการดนตรี และการขับร้อง แบบเรียนวิชาการประสานเสียง เล่ม ๑ และเล่ม ๒ แบบเรียนดุริยางค์สากล ได้อบรมลูกศิษย์ให้มีความรู้ ความสามารถในเรื่องดนตรีสากลเป็นจำนวนมาก อาทิ เอื้อ สุนทรสนาน สง่า อารัมภีร ชลหมู่ ชลานุเคราะห์ สุรพล แสงเอก และ เรืออากาศโท ประกิจ วาทยะกร ทายาทของท่านเอง

ผลงานชิ้นสำคัญที่สุดของท่าน คือบทเพลงที่คนไทยทุกคนได้ยินตั้งแต่เกิดก็ว่าได้ นั่นคือ เพลงชาติ ที่มาของการแต่งเพลงนี้ เกิดขึ้นเมื่อ ปิติ วาทยะกร ได้ไปรับหน้าที่ปรับปรุงวงดนตรีราชนาวีสยาม ทำให้เขาได้รู้จักกับนายทหารเรือชั้นผู้ใหญ่หลายนาย ด้วยเหตุนี้วันหนึ่ง มีนายทหารเรือได้มาขอร้องให้ปิติช่วยแต่งเพลงชาติให้ ซึ่งเขาได้ตอบว่า "เพลงสรรเสริญพระบารมีที่ ยาคอบ ไฟท์ ผู้เป็นบิดาแต่งไว้ ก็นำมาใช้เป็นเพลงชาติได้" แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังถูกรบเร้าให้แต่งเพลงชาติใหม่อีกหลายครั้ง

ขณะนั้นอยู่ในช่วง พ.ศ.๒๔๗๔ ปิติหมกมุ่นอยู่กับงานจนมิได้ติดตามเรื่องราวเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการปครองของบ้านเมืองเลย และต่อมาก็มีการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕ เกิดขึ้น หลังจากนั้น ๕ วัน ปิติก็ถูกเชิญไปที่กองบัญชาการคณะปฏิวัติ และเขาก็ได้พบกับเพื่อนทหารเรือคนที่มาขอให้เขาแต่งเพลง นายทหารคนนี้เป็นหนึ่งในคณะปฏิวัติด้วย

ปิติได้รับคำสั่งให้แต่งเพลงชาติให้เสร็จภายใน ๗ วัน!

เป็นจำนวนวันที่ถูกขีดเส้นตายไว้ เขาระดมความคิดอย่างเต็มที่เนื่องจากอีกฝ่ายมองว่าเขาเป็นฝ่ายต่อต้านรัฐบาลคณะปฏิวัติ อย่างไรก็ดีเมื่อครบกำหนดแล้ว เขาก็ยังไม่สามารถแต่งเพลงได้สำเร็จ เขาตัดสินใจนั่งรถรางไปยังกองบัญชาการเพื่อชี้แจงว่าเหตุใดจึงไม่สามารถแต่งเพลงชาติได้

แต่ในระหว่างการเดินทางลงจากรถรางคันหนึ่งเพื่อเปลี่ยนสายไปยังรถรางอีกคันหนึ่ง ช่วงเวลานี้เองความมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น เสียงล้อรถกระทบรางทำให้เขาเกิดจินตนาการ ทำนองเพลงแวบเข้ามาชัดเจนจนฝังอยู่ในความทรงจำ และทำนองที่ผุดขึ้นมาอย่างกะทันหันนี้เองได้กลับกลายเป็นลักษณะและสัญลักษณ์ของยุคใหม่แห่งสยาม เรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้

เขาลงจากรถราง มองดูล้อรถราง และรางเหล็กที่มอบสิ่งที่ก่อนหน้านี้เขาอัดอั้นตันปัญญา แล้วรีบตรงดิ่งไปยังกองบัญชาการ ขอกระดาษ และดินสอ เขียนเพลงชาติเพียงไม่กี่นาที ท่ามกลางความงุนงงของคณะนายทหารที่อยู่บนกองบัญชาการเวลานั้น

แม้คณะปฏิวัติจะมอบหมายให้นักประพันธ์เพลงหลายคนช่วยกันแต่งเพลงชาติ แต่ลีลา ทำนองเพลงของปิติ เป็นเพลงที่คณะปฏิวัติพึงพอใจมากที่สุด

จากวันนั้นถึงวันนี้ กาลเวลาล่วงเลยมาเนิ่นนานแล้ว มาถึงบัดนี้ เพลงชาติไทยดังกระหึ่มไปทั่ว ไม่ว่าจะในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก หรือการชกมวยชิงแชมป์โลก เพลงชาติไทยดังกระหึ่มให้ผู้คนทั่วโลกได้ยิน และชื่นชมว่าเพลงชาติไทยฟังไพเราะ เป็นเพลงชาติที่ประกาศศักดิ์ศรีความเป็นไทย

คนไทยใจไทย ได้ยินเสียงเพลงชาติไทยในต่างประเทศแล้วขนลุกซู่ "พ่อ" เรียบเรียงเพลงสรรเสริญพระบารมี "ลูก" แต่งเพลงชาติ แม้มิใช่คนไทยแต่เสมือนเป็นยิ่งกว่าคนไทย ขอขอบคุณ ยาคอบ ไฟท์ และ ปิติ วาทยะกร พระเจนดุริยางค์ ที่มอบสองบทเพลงอันยิ่งใหญ่นี้ฝากไว้บนผืนแผ่นดินไทย...