ยุคเชื่อผู้นำชาติพ้นภัย

150 ปี ศรีสวรินทิรา

ปลายปี พ.ศ.2481 สยามประเทศเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของ คุณหลวงพิบูลสงคราม ซึ่งต่อมามียศและนามที่รู้จักกันทั่วไปว่า จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี เล่ากันว่าโดยส่วนตัวแล้วคุณหลวงฯเป็นคนมีกิริยาวาจาอ่อนโยน ผิวพรรณสะอาด หน้าตาดี ใครได้พบปะสมาคมเป็นต้องนิยมทั้งสิ้น รัฐบาลใหม่ได้รับการสนับสนุนจากทหารอย่างเข้มแข็ง เป็นยุคที่มีการปรับปรุงงานในวงราชการอย่างกว้างขวาง รวมถึงการสร้างจิตสำนึกในความเป็นไทย ผ่านการโฆษณาชวนเชื่อ

การเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของคนไทยในเวลานั้น เริ่มตั้งแต่ การเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่ ใน พ.ศ.2484 จากวันที่ 1 เมษายนเป็น 1 มกราคม เป็นเหตุให้ พ.ศ.2483 เหลือเพียง 9 เดือน

มีการเริ่มใช้คำว่า ผู้นำจากประปรายจนกลายเป็นที่แพร่หลายถึงขั้นสร้างคำขวัญให้คุ้นปากว่า

"เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย" เปลี่ยนชื่อประเทศจาก "สยาม" เป็น "ประเทศไทย"

มีการตั้งราชบัณฑิตขึ้นมาหลายแขนง เพื่อค้นคว้าปรับปรุงวิชาการต่างๆ โดยเฉพาะด้านอักษรศาสตร์ เนื่องจากผู้นำต้องการเร่งผลักดันให้ภาษาไทยเป็นทั้งภาษาราชการ และภาษาสากล แต่แขนงวัฒนธรรมน่าจะนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงที่มีผลกระทบต่อวิถีชีวิตคนไทยในเวลานั้นมากที่สุด

นโยบายของผู้นำ ต้องการให้การแต่งกายของคนไทยได้มาตรฐานสากล จึงกำหนดให้การไว้ทุกข์เป็นสีดำทั่วกันหมด ไม่ใช่ดำบ้าง ขาวบ้าง ขาวดำบ้าง น้ำเงินขาวบ้าง ซึ่งใช้กันมาจนถึงปัจจุบันนี้ แต่ที่เกรียวกราวและพูดกันมากก็คือ มาลานิยม ด้วยการให้ทุกคนสวมหมวก แต่เมื่อไม่มีใครยอมปฏิบัติตามการรณรงค์ รัฐบาลก็ออกกฎหมายที่เรียกกันหรูหรูว่ากฎหมายวัฒนธรรม บังคับให้ประชาชนปฏิบัติตาม ใครไม่สวมหมวกจะถูกปรับ ใครไม่สวมหมวกเข้าสถานที่ของทางราชการไม่ได้ ใครไม่สวมหมวกไปติดต่อราชการก็ไม่ได้ อุตสาหกรรมการผลิตหมวกกลายเป็นเรื่องเฟื่องฟู

ขณะเดียวกันที่กลายเป็นของต้องห้าม กลับเป็น หมาก รัฐบาลถึงกับประกาศห้ามกินหมาก อย่างเด็ดขาด เพราะหมากทำให้คนปากไหม้ ฟันดำ สถานที่สกปรก ไม่เป็นประโยชน์แก่สุขภาพอนามัยของประชาชนคนไทย แต่ก็ยังคงมีการลักลอบค้าหมากพลูแบบเดียวกับการลักลอบค้ายาเสพติด เจ้าหน้าที่ต้องทำการปราบปรามโดยโค่นต้นหมาก ฟันค้างพลูที่มีอยู่ตามสวนจนเหี้ยน ผู้ที่น่าสงสารที่สุด ได้แก่ ผู้เฒ่าผู้แก่ที่กินหมากกันจนติดมาตั้งแต่รุ่นรวมเวลาหลายสิบปี เมื่อถูกสั่งให้เลิกกะทันหันแบบหักดิบเช่นนี้ ไม่รู้จะไปสู้รบปรบมืออย่างไร ก็ได้แต่ใช้ปากทั้งด่าและสาปแช่งคนสั่งการ

ในด้านการทำมาหากินและการประกอบอาชีพ จอมพล ป. มีนโยบายให้การค้าอยู่ในมือคนไทย สินค้าแรกที่เข้าควบคุม ได้แก่ ก๋วยเตี๋ยว เพราะเห็นว่าเป็นสินค้าที่คนไทยทำเองได้ มีแพร่หลายทั่วทุกหัวระแหง จึงจัดให้มีการขายก๋วยเตี๋ยวในสถานที่ราชการทุกแห่ง และห้ามคนต่างด้าวขาย

นอกจากนี้ยังออกกฎหมายบังคับให้คนไทยทำสวน เลี้ยงสัตว์ และปลูกผัก ด้วยเจตนาที่ดีว่าจะได้ช่วยลดค่าครองชีพ แต่ก็ไม่ได้รับความร่วมมือจากคนเมือง ผู้ดำเนินการจึงมุ่งไปสู่คนนอกเมือง

ต่อมาการเปลี่ยนแปลงของรัฐบาลในยุคนั้นเริ่มรุกล้ำเข้าไปในอาณาเขตของสถาบันพระมหากษัตริย์มากขึ้น โดยถึงกับให้ถือวันเกิดของผู้นำเป็นวันหยุดราชการ และยกเลิกวันสวรรคต ใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว วันที่ 23 ตุลาคม มิให้หยุดราชการอีกต่อไป ย่อเพลงสรรเสริญพระบารมีบรรเลงให้สั้นลงไม่ถึงอึดใจ ปรับปรุงราชาศัพท์ คำแรกคือ คำ เฉลิมพระชนมพรรษา ปรับปรุงเป็น วันเกิดในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ปลดพระบรมรูปของ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศ์ออกจากสถานที่ราชการ

สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงทราบดีว่า ผู้นำมีเป้าหมายในการลดทอนเกียรติยศและศักดิ์ศรีของชนชั้นสูง แต่ทางใดที่ทรงปฏิบัติได้ก็มิได้ทรงหลีกเลี่ยง เช่น เมื่อจะต้องเสด็จฯออกงาน จะต้องเปลี่ยนจากพระภูษาโจงมาเป็นซิ่น ก็ทรงอนุโลม โดยทรงเล็งเห็นว่าการทรงพระภูษาจีบที่เคยทรงบ่อยๆในช่วงต้นรัชกาลที่5 ไม่ได้แตกต่างจากการนุ่งซิ่นเท่าใดนัก แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐมาขอเฝ้าฯ กราบทูลให้ทรงสวมพระมาลา และขอพระราชทานฉายพระรูปออกไปเป็นตัวอย่างแก่ประชาชน ทีนี้จึงทรงกริ้วขึ้นมาทันที มีรับสั่งว่า

"ทุกวันนี้ จนจะไม่เป็นตัวของตัวอยู่แล้ว นี่ยังจะมายุ่งกับหัวกับหูอีก...ไม่ใส่ อยากจะให้ใส่ก็มาตัดเอาหัวไปตั้งใส่เอาเองก็แล้วกัน"

ข้าหลวงฯลงมาแจ้งกับเจ้าหน้าที่เพียงว่า ไม่ทรงสะดวกที่จะให้เข้าเฝ้าฯ และเจ้าหน้าที่ก็ต้องกลับไปโดยไม่ได้พระบรมรูปพระมาลาตามสมัยนิยมอย่างที่ต้องการ

ต่อมาผู้นำยังระรานสมเด็จฯไม่เลิก คราวนี้เป็นเรื่องของพระนามพระองค์ที่รัฐบาลขอให้ทรงเปลี่ยนเพราะคำว่า "สว่างวัฒนา" สมควรจะเป็นชื่อผู้ชายมากกว่า สมเด็จทรงทราบก็กริ้ว ตรัสด้วยความแค้นพระทัยว่า

"ชื่อฉัน ทูนหม่อม พระราชทาน ท่านทรงทราบดีว่า ฉันเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย"

ต่อมารัฐบาล จอมพล ป.พิบูลสงคราม ต้องประสบกับวิกฤตการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ.2484 เมื่อกองทัพญี่ปุ่นยาตราทัพเข้าพระนคร มีผู้กราบทูลให้สมเด็จฯเสด็จฯจากวังสระปทุมไปประทับที่อื่นเพื่อความปลอดภัย แต่มิทรงยอม เมื่อการทิ้งระเบิดถี่ขึ้น ทางวังต้องจัดที่ประทับให้ทรงหลบภัยชั้นล่าง ทรงรำคาญพระราชหฤทัยอย่างมาก ทุกคราวที่มีเสียงสัญญาณภัยทางอากาศ ทรงทอดอาลัยในพระชีวิต ไม่ทรงกลัวระเบิด ถึงกับทรงออกพระโอษฐ์ในเวลานั้นว่า

"เมื่อไหร่ฉันจะตายเสียที"

เวลานั้นทรงลืมไปว่า ได้ส่งพระสุนิสาและพระนัดดาไปประทับที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์แล้ว ครั้งหนึ่งเมื่อเชิญเสด็จฯลงมาหลบภัยยังชั้นล่าง ตรัสถามผู้ที่เชิญเสด็จฯว่า "หลานๆอยู่ที่ไหนล่ะ"

ผู้ที่เชิญเสด็จฯ ทูลตอบว่าประทับอยู่เมืองนอก จึงตรัสขึ้นทันทีว่า "เออ...สิ้นเคราะห์ไปที"

สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ประทับอยู่ที่วังสระปทุมในช่วงที่พระนครถูกทิ้งระเบิดอยู่ชั่วระยะหนึ่งอย่างกล้าหาญ จนกระทั่ง สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จกลับจากปีนัง และไปประทับที่ศรีราชาอยู่พักหนึ่ง เข้ามาเฝ้าฯ และกราบทูลถึงความสะดวกสบายที่ทรงได้รับ และถวายความเห็นว่า หากสมเด็จฯเสด็จฯไปทรงประทับบ้างก็จะโปรด และจะเป็นการดีกับทุกๆคน ทรงฟังแล้วสนพระทัย เพราะไม่ได้ทอดพระเนตรเห็นที่นั่นมานานถึง 40 ปีแล้ว จึงตัดสินพระทัยเสด็จฯไปยังศรีราชาตามคำชวน