สวัสดี...ตลาดมืด

สายลม...แสงแดด

"ไม่ตื่นเต้นเหรอ" โดนถามคำถามนี้ ขณะกำลังยืนคว้างอยู่ท่ามกลางกองสมบัติ...ที่จริงต้องเรียกว่า อดีตกองสมบัติ...ของหลายๆครัวเรือนรวมกัน มันคือกองสรรพสินค้าที่ตอนนี้กลับสู่จุดเริ่มต้นแห่งสังสารวัฏ โดนแยกเป็นชิ้นๆ รอการ "เกิดใหม่" คือรอโดนหยิบไปประกอบเป็นสินค้า หรือผลงานชิ้นใหม่ที่หวังว่าจะไฉไลกว่าเดิมนั่นแหละ

แผงวงจร หลอดไฟ ตลอดจนชิ้นส่วนเล็กชิ้นส่วนน้อยเห็นได้ชัดว่าเคยเป็นส่วนประกอบของเครื่องใช้ที่ครั้งหนึ่งเคยภาคภูมิมาก่อน และโดนผ่าตัดเอาออกมา แยกขายเป็นชิ้นๆอยู่ในตะกร้าตะแกรงหลากสี โทรศัพท์มือถือตั้งแต่รุ่นไดโนเสาร์ จนถึงไอโฟนห้า กองรวมกันอยู่โดยไม่แบ่งแยกชนชั้น เพราะล้วนแล้วแต่ใช้การไม่ได้แล้วโดยเท่าเทียมกัน ไอโฟนห้าสีขาว หน้าจอมีรอยร้าวเป็นทางยาว อย่างกับกระจกเงาในเรื่องทวิภพ วันดีคืนดีอาจจะโทร.คุยกับใครจากโลกอื่นได้ ใครจะไปรู้

คนพามาน่ะตื่นเต้น ตื่นตาตื่นใจกับสารพัดสินค้าที่ลานตาไปหมด แต่คนตามมายืนอึ้ง พูดอะไรไม่ออกอยู่เป็นครู่ เพราะกำลังปลงอนิจจังในสังสารวัฏดังว่า ก็เลยคงเผลอเผยสีหน้าอาการบางอย่างออกมา จนเป็นสาเหตุให้โดนเพื่อนที่มาด้วยกันถามแบบนั้น

ครั้งแรกที่ได้ยินมันบอกจะไป "ตลาดมืด" ก็ทำเอางุนงงปนตกใจไปวูบ

จนกระทั่งเจ้าตัวอธิบายว่าตลาดมืดก็เป็นแค่ชื่อเรียก ไม่ใช่ตลาดมืดในความหมายที่รู้จักสำหรับค้าของเถื่อนอะไรแบบนั้น ถึงค่อยร้องอ๋อ แล้วเปลี่ยนเป็นสงสัยว่าแล้วมันขายอะไรล่ะ ถึงได้ชื่อว่าตลาดมืด

ด้วยเหตุนี้ถึงจะไม่ได้มีความจำเป็นต้องซื้ออะไรเลย แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เลยต้องอาสาถ่อไปเป็นเพื่อนคนต้องไปซื้อของมาทำงาน ตลาดที่ว่านั่นเปิดวันพฤหัส อยู่หลังตลาดไท ใกล้ๆกับแมคโคร สาขาคลองหลวง เป็นที่รู้จักอย่างเป็นทางการภายใต้ชื่อ "ตลาดนัดคลองหลวงเมืองใหม่" หลังฝ่าผ่านหมู่ตึกที่เรียงรายดูซับซ้อน จะพบพื้นที่โล่งกว้างวางร้านได้นับร้อย ลักษณะก็ตลาดนัดขนาดใหญ่เราดีๆนี่เอง ของส่วนใหญ่วางขายแบบแบกะดิน คือเอาผ้า หรือพลาสติกปูลงไปบนพื้นดินแล้วก็เรียงของที่จะวางขายลงบนผ้า คนซื้อก็โก้งโค้ง หรือนั่งยองๆลงไปเลือกซื้อหาดู ของก็มีตั้งแต่หลักสิบ อย่างชิ้นส่วนโทรศัพท์มือถือที่พังแล้ว ไปจนถึงเครื่องบินจำลองหลักหมื่น

สมัยเด็กเคยดูการ์ตูนเรื่อง "ขบวนการผู้กล้าหาญ" ตัวเอก คือเครื่องปิ้งขนมปังกับเพื่อนๆ อันได้แก่ วิทยุ เครื่องดูดฝุ่น โคมไฟอ่านหนังสือ และผ้าห่ม ของใช้เหล่านี้ออกตามหาเจ้านายที่หายไป และต้องบุกผ่านป่า ผ่านคนขายของเก่า ตลอดจนที่ทำลายขยะ กว่าจะบรรลุเป้าหมายของการเดินทางคือเจอเจ้านายได้ ก็เกือบเอาชีวิตไม่รอด

เป็นการใช้บุคลาธิษฐาน ใส่ชีวิตจิตใจความเป็นมนุษย์ลงไปให้กับสิ่งที่จริงๆแล้วไม่มีชีวิตจิตใจ ทำให้เราพลอยซาบซึ้งสะเทือนใจ ลุ้นเอาใจช่วยตามไปด้วย ก่อนจะมาตระหนักได้เมื่อโตขึ้นว่า เฮ้ สิ่งของไม่มีชีวิตจิตใจสักหน่อย ถึงทิ้งไปมันก็ไม่เสียใจหรอก ต่อให้โดนแยกชิ้นก็ไม่มีเลือดหรือแม้แต่น้ำตาสักหยดให้ไหล มีแต่เราเท่านั้นแหละที่เสียใจ

เพราะในความเป็นจริงแล้ว คนไม่มีความหมายอะไรกับสิ่งของเลย สิ่งของต่างหากที่มีความหมายกับคน ในหนังสือ หนัง ละคร เราก็เห็นกันอยู่บ่อยๆ ของบางชิ้นมีค่าควรตายแทนได้

แม้ว่าในโลกความเป็นจริงของพวกเราส่วนใหญ่ อาจจะไม่ได้ถึงขั้นนั้นที่ได้เจอของมีค่าที่ตายแทนได้ทุกวัน แต่เชื่อว่าคงมีผู้อ่านมากกว่าหนึ่งท่าน ที่เคยลังเลใจไม่อยากบริจาคหรือกระทั่งขายต่อเสื้อผ้า ของใช้ หนังสือ หรือกระทั่งของเล่น ทั้งๆที่ตัวเองก็ไม่ใช้แล้ว เพราะกลัวว่ามันจะเสียหาย จะไปตกอยู่ในมือคนไม่รู้คุณค่า จะลงเอยในตลาดมืดเป็นชิ้นๆ พูดง่ายๆว่าเสียดายนั่นเอง

เพราะต่อให้หลุดจากมือไปแล้ว ในใจก็ยังจำว่าเป็น "ของฉัน" อยู่ร่ำไป เจอที่ไหนก็จำได้

บรรดาของเล่นมีชีวิตในเรื่อง "ทอย สตอรี่" ภาคหนึ่งและสองก็ไม่ต่างอะไรกับ "ขบวนการผู้กล้าหาญ" ตรงที่ดูสนุกตอนเด็กๆ แต่ยิ่งทำให้เรายึดของเอาไว้ไม่ยอมปล่อยไปเสียที แน่นอนว่าสองเรื่องนี้ดีตรงที่สอนให้คนดูรู้จักที่จะคิดประหยัด ถนอมของ อะไรยังใช้ได้ พอซ่อมได้ ก็ซ่อมใช้ต่อไป ไม่ใช่เอะอะก็ซื้อใหม่ ลืมของเก่าเสียดื้อๆ ว่ามันยังใช้การได้อยู่

เพียงแต่เมื่อถึงเวลาต้องปล่อย ก็ปล่อยเถอะ เหมือนอย่างในเรื่อง "ทอย สตอรี่" ภาคสาม ที่ในที่สุดแล้ว ก็ส่งมอบสิ่งที่เราไม่ได้ใช้แล้วให้กับคนอื่นที่จะเอาไปใช้ประโยชน์ได้ต่อไป ความทรงจำที่ล้ำค่าที่สุดนั้น อาจไม่จำเป็นต้องอาศัยของชิ้นใดๆ เป็นเครื่องเตือนความจำเลยก็ได้

ปล่อยไปแล้วจะพบว่า บ้านกว้างขึ้นอีกมาก

ให้มันไปรกบ้านคนอื่นแทน...บ้าง

สลดใจที่เห็นมันแยกชิ้น แต่อย่างน้อย ของเหล่านั้นก็ยังไม่ "หมดค่า" อยู่บนหิ้งเขรอะฝุ่น หรือในถังขยะ

มองในอีกแง่หนึ่ง พวกมันได้เกิดใหม่แล้วด้วยซ้ำ เหมือนนกฟีนิกซ์ที่ผุดขึ้นจากกองเถ้าถ่าน

เราควรจะดีใจกับพวกมัน ที่ยังมีคนต้องการอยู่ต่อไป

ไม่เหมือนมนุษย์ที่ตายแล้วก็ต้องเผาทิ้ง ไม่เน่าเปื่อยเป็นอาหารหญ้าด้วยซ้ำ จะมีก็แต่ "ทาน" นั่นแหละ ที่ตอนมีชีวิตอาจจะได้ทำไว้บ้างให้คนอื่นเขาพูดถึง

ว่าแล้วก็หันไปตอบเพื่อนว่า "ตื่นเต้นสิ"

แน่นอน ไม่น่าตื่นเต้นหรอกหรือ ใครจะคิดว่าตลาดมืดก็สามารถชี้ทางสว่างให้เห็นได้ด้วย