ฉลาดทำบุญด้วยจิตอาสา

อยู่ดีมีสุข

การทำบุญตามความคุ้นชินของคนทั่วไป มักเข้าใจว่าต้องเป็นการทำทานด้วยข้าวของเงินทอง และต้องทำกับพระสงฆ์ หรือไปทำที่วัดเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว การทำบุญตามหลักพระพุทธศาสนา ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเท่านั้น หากยังรวมถึงการสละเวลา แรงกาย น้ำใจ ความรู้ ความสามารถ ความเอื้ออาทรให้แก่ผู้อื่น ก็ถือเป็นการทำบุญทั้งสิ้น โดยที่ผู้รับไม่ได้จำกัดอยู่เพียงพระสงฆ์ แต่เรายังสามารถให้กับผู้ตกทุกข์ได้ยาก ไม่ว่าคน สัตว์ หรือแม้แต่การช่วยฟื้นฟูธรรมชาติที่เสื่อมโทรม ก็นับว่าเป็นการทำบุญได้ทั้งสิ้น แต่ก่อนอื่น เรามาดูความหมายของคำว่า "บุญ" กันก่อน ...

ความหมายของบุญ

บุญ แปลว่า เครื่องชำระจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ บุญเป็นเครื่องกำจัดสิ่งเศร้าหมองที่เรียกว่า กิเลส อันเป็นเหตุแห่งความทุกข์

การทำบุญเป็นการช่วย ลด ละ เลิก ความโลภ ความเห็นแก่ตัว ความใจแคบ ความตระหนี่ถี่เหนียว ความหวงแหนยึดติด ลุ่มหลงในวัตถุสิ่งของ อันเป็นสาเหตุหนึ่งของความทุกข์ให้ออกไปจากใจ

บุญทำให้ใจเป็นอิสระ พร้อมจะก้าวต่อไปในคุณความดีอย่างอื่น หรือเปิดช่องให้นำเอาคุณสมบัติอันดีงามอื่นๆ มาใส่เพิ่มเติมแก่ชีวิต เป็นการยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น

บุญเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดภาวะน่าบูชา คนที่ทำบุญมักเป็นคนน่าบูชา เพราะเป็นบุคคลผู้มีคุณธรรม มีความดี บุญทำให้เกิดภาวะน่าบูชาแก่ผู้ที่ทำบุญสม่ำเสมอ

บุญเมื่อทำแล้ว จิตใจอิ่มเอิบ เป็นสุขที่ประณีตลึกซึ้ง เป็นความสุขที่ยั่งยืนยาวนาน และเป็นความสุขที่สงบ ประณีต

เราทำบุญเพื่ออะไร

การทำบุญมีความมุ่งหมาย 3 ระดับ ดังนี้

ระดับที่ 1 เพื่อประโยชน์สุขปัจจุบัน (ทิฏฐธัมมิกัตถะ)

เพื่อให้เกิดโภคทรัพย์ ความอยู่ดี มีสุข และคำชื่นชมสนองตอบกลับมานั่นคือคุณภาพชีวิตที่ดี และการยอมรับที่ดีจากสังคมรอบข้างที่เราอยู่ ให้รู้จักเห็นอกเห็นใจกัน ช่วยเหลือกันฉันพี่น้อง คนที่เดือดร้อนก็ได้รับการดูแลเอาใจใส่ ไม่ถูกทอดทิ้ง มีชีวิตอยู่ร่วมกัน เป็นสังคมที่มีความสุข

ระดับที่ 2 เพื่อประโยชน์สุขที่สูงขึ้น (สัมปรายิกัตถะ)

เพื่อเราจะได้เรียนรู้ที่จะพัฒนาตัวเองให้เจริญขึ้นเป็นบุคคลที่มีศีลธรรม มีคุณธรรม มีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีความอบอุ่นใจในชีวิตที่ได้ทำบุญ รวมถึงจุดหมายต่อเมื่อละโลกนี้ไปแล้ว

ระดับที่ 3 เพื่อประโยชน์อย่างยิ่ง (ปรมัตถะ)

คือประโยชน์ที่เป็นสาระแท้จริงของชีวิต ได้แก่ การรู้แจ้งถึงสภาวะของสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง รู้เท่าทันคติธรรมดาของโลก ของสังขารธรรม มีจิตเป็นอิสระ ปลอดโปร่งผ่องใส ไม่หวั่นไหวไปกับความผันผวนปรวนแปรของชีวิต หรือการพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักในชีวิต ไม่ถูกบีบคั้นโดยความยึดมั่นของตนเอง มีความเย็นสว่างไสวโดยสมบูรณ์

เราทำบุญได้ด้วยวิธีใดบ้าง

ตามหลักพุทธศาสนา มีการทำบุญด้วยกัน 10 วิธี เรียกว่า บุญกิริยาวัตถุ 10 (สิ่งอันเป็นที่ตั้งแห่งการทำบุญ 10 ประการ) คือ

1. ให้ทาน (ทานมัย) แบ่งปันผู้อื่นด้วยสิ่งของ ไม่ว่าจะให้ใครก็เป็นบุญ การให้ทานเป็นการช่วยขัดเกลาความเห็นแก่ตัว ความคับแคบ ความตระหนี่ถี่เหนียว และความยึดติดในวัตถุ นอกจากนี้ สิ่งของที่เราแบ่งปันออกไปก็จะเป็นประโยชน์กับบุคคล หรือชุมชนโดยส่วนรวม
2. รักษาศีล (ศีลมัย) เป็นการฝึกฝนที่จะลด ละ เลิก ความชั่ว ไม่เบียดเบียนใคร มุ่งที่จะทำความดี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ผู้อื่น เป็นการหล่อเลี้ยงบ่มเพาะให้เกิดความดีงาม และพัฒนาคุณภาพชีวิตไม่ให้ตกต่ำ
3. เจริญภาวนา (ภาวนามัย) การภาวนาเป็นการพัฒนาจิตใจและปัญญา ทำให้จิตสงบ ไม่มีกิเลส ไม่มีเรื่องเศร้าหมอง มองเห็นสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง การปฏิบัติภาวนาอยู่เสมอย่อมเป็นหลักประกันว่าจิตใจจะมีความสงบ ชีวิตมีความสุข คุณภาพชีวิตดีขึ้น
4. อ่อนน้อมถ่อมตน (อปจายนมัย) ผู้น้อยอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ก็แสดงออกในความมีเมตตาต่อผู้น้อย และต่างก็อ่อนน้อมต่อผู้มีคุณธรรม รวมถึงการให้เกียรติ ให้ความเคารพในความแตกต่างกัน ทั้งในความคิด ความเชื่อ และวิถีปฏิบัติของบุคคลและสังคมอื่น เป็นการลดความยึดมั่นถือมั่นในความเป็นตัวตน
5. ช่วยเหลือสังคม (ไวยาวัจจมัย) ช่วยเหลือสละแรงกายเพื่องานส่วนรวม หรือช่วยงานเพื่อนบ้านที่ต้องการความช่วยเหลือ ก็ถือเป็นบุญ
6. เปิดโอกาสให้คนอื่นมาร่วมทำบุญกับเรา (ปัตติทานมัย) หรือในการทำงานก็เปิดโอกาสให้คนอื่นมีส่วนร่วมทำ ร่วมแสดงความคิดเห็น รวมไปถึงการอุทิศส่วนบุญให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ก็ถือเป็นการทำบุญ
7. ยอมรับและยินดีในการทำความดีหรือทำบุญของผู้อื่น (ปัตตานุโมทนามัย) การชื่นชมยินดีหรืออนุโมทนา ไม่อิจฉาหรือระแวงสงสัยในการกระทำความดีของผู้อื่น ก็เป็นบุญ
8. ฟังธรรม (ธรรมสวนมัย) บ่มเพาะสติปัญญาให้สว่างไสว ฟังเรื่องที่ดีมีประโยชน์ต่อสติปัญญาหรือมีประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตที่ดี ก็เป็นบุญ
9. แสดงธรรม ให้ธรรมะ และข้อคิดที่ดีกับผู้อื่น (ธรรมเทศนามัย) นำธรรมะไปบอกกล่าว เผื่อแผ่ให้คนอื่นได้รับฟัง ให้เขาได้รู้จักวิธีการดำเนินชีวิตที่ดี
10. ทำความเห็นให้ถูกต้องและเหมาะสม (ทิฏฐุชุกรรม) ปรับทิฏฐิ แก้ไขความคิดเห็นความเข้าใจให้ถูกต้องตามธรรม ให้เป็นสัมมาทัศนะอยู่เสมอ เป็นการพัฒนาปัญญาอย่างสำคัญ

ฉบับหน้ามาเข้าเรื่อง "การทำบุญด้วยจิตอาสา" กันต่อนะคะ

***************

(ขอบคุณข้อมูลจาก "เครือข่ายพุทธิกา : เพื่อพระพุทธศาสนาและสังคมไทย")