วัดราชนัดดารามวรวิหาร โลหะปราสาทแห่งเดียวในโลก

ด้วยรักและผูกพัน

คงยังจำกันได้นะคะว่าดิฉันเริ่มเปิดหัวใจ "ด้วยรักและผูกพัน" ที่หัวมุมถนนราชดำเนิน ณ พลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ ซึ่งเป็นต้นถนนราชดำเนินกลางที่ดิฉันเคยพักอาศัย และเป็นสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งของเกาะรัตนโกสินทร์ ดิฉันได้พาคุณผู้อ่านอ้อมไปอ้อมมา วนไปเวียนมาตามสถานที่ต่างๆที่ดิฉันเคยไปและมีความรู้สึกผูกพัน วันนี้จึงขอจบการท่องเที่ยวเกาะรัตนโกสินทร์ ณ จุดที่เริ่มต้นตรงนี้ นั่นคือ วัดราชนัดดารามวรวิหารและโลหะปราสาท ซึ่งตั้งอยู่ด้านหลังของพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์นี้เอง

จากริมถนนราชดำเนิน สมัยที่ดิฉันยังเด็ก มองเห็นเพียงแต่หลังคาโบสถ์และยอดของโลหะปราสาท เนื่องจากศาลาเฉลิมไทยได้บดบังภูมิทัศน์ไว้จนสิ้น แม้จะเสียดายศาลาเฉลิมไทยเพียงใด แต่ก็ต้องยอมรับว่าเมื่อรื้อโรงภาพยนตร์แห่งประวัติศาสตร์นี้แล้ว ทำให้โลหะปราสาทโดดเด่นเป็นสง่าในเกาะรัตนโกสินทร์อีกแห่งหนึ่ง

วัดราชนัดดารามวรวิหาร เป็นวัดสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ตั้งอยู่ใกล้กับป้อมมหากาฬเชิงสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ทิศเหนือจรดถนนราชดำเนินกลาง ทิศใต้จรดคลองวัดเทพธิดาราม ทิศตะวันออกจรดถนนมหาไชย ทิศตะวันตกจรดถนนซอยวัดราชนัดดา ถนนบ้านดินสอ ในอดีตดิฉันมักคุ้นชินกับซอยวัดราชนัดดามากกว่าทิศอื่นๆ เพราะสามารถเดินจากหลังบ้านตรงมาถึงวัดได้อย่างสะดวกสบาย และสามารถเลี้ยวซ้ายตรงออกมายังศาลาเฉลิมไทยได้อย่างง่ายดายเช่นกัน

วัดราชนัดดารามวรวิหารเป็นพระอารามชั้นตรีชนิดวรวิหาร พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงสร้างขึ้นบนสวนผลไม้เก่าเนื้อที่ประมาณ 25 ไร่ เพื่อเฉลิมพระเกียรติแด่ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าหญิงโสมนัสวัฒนาวดี พระนัดดา ต่อมาได้ดำรงตำแหน่งเป็นพระอัครมเหสีในรัชกาลที่ 4 จึงได้พระราชทานนามว่า "วัดราชนัดดาราม" เมื่อ พ.ศ.2386 โดยทรงโปรดให้เจ้าพระยายมราช (บุนนาค) เป็นผู้ออกแบบแผนผังการสร้างวัด กำกับการสร้างพระอุโบสถ พระวิหารและศาลาการเปรียญ เจ้าพระยาศรีพิพัฒน์ เป็นผู้ออกแบบและควบคุมการก่อสร้างโลหะปราสาท พระยามหาโยธาเป็นผู้สร้างกุฏิสงฆ์ พร้อมทั้งกำแพงและเขื่อนรอบวัด

จุดเด่นของวัดราชนัดดารามวรวิหาร คือโลหะปราสาท เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงมีพระราชศรัทธาทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและทรงทราบว่าในสมัยโบราณมีการสร้างโลหะปราสาทเพียง 2 ครั้งในโลก คือหลังแรกโดยนางวิสาขา แห่งเมืองสาวัตถี สร้างยอดปราสาททำด้วยทองคำ หลังที่สอง พระเจ้าทุฏฐดามณี แห่งกรุงอนุราชปุระ ลังกา ทรงสร้างเมื่อราว พ.ศ.382 หลังคามุงด้วยแผ่นทองแดง พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างโลหะปราสาทเพื่อเป็นเกียรติแก่พระนครแทนการสร้างพระเจดีย์ เช่น พระอารามอื่น นับเป็นโลหะปราสาทแห่งที่ 3 ของโลก ในรัชสมัยของพระองค์การก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จ คงมีแต่โครงเหล็กและศิลาแลงเพียงเท่านั้น จากห้องกลางมีบันไดเวียนไปจนถึงชั้นบน เข้าใจว่ามีการปฏิสังขรณ์ขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 โดยประสงค์จะทำให้ขึ้นไปจนถึงชั้นบนของปราสาท ส่วนชั้นล่างคงยังปล่อยไว้ให้ค้างตามเดิม ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้โปรดให้สร้างต่อจนเสร็จ แต่ก็เหมือนทำลายแบบแผนที่แท้จริงของโลหะปราสาทสมัยรัชกาลที่ 3 ไปหมด ต่อมา ได้มีการซ่อมแซมวัดราชนัดดารามวรวิหาร อีกครั้งหนึ่งในสมัย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยได้พยายามรักษาแบบแผนเดิมของโลหะปราสาทสมัยรัชกาลที่ 3 ให้มากที่สุด

โลหะปราสาท ณ วัดราชนัดดารามวรวิหารแห่งนี้ ปัจจุบันโลหะปราสาทแห่งเดียวในโลก เนื่องจากอีกสองแห่งได้ถูกทำลายไปแล้ว โลหะปราสาทนี้จำลองมาจากประเทศศรีลังกา มีแผนผังรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ส่วนลักษณะสถาปัตยกรรมสร้างตามศิลปกรรมไทย เป็นอาคาร 7 ชั้น ลดหลั่นกันขึ้นไป ชั้นล่าง ชั้นที่ 3 และชั้นที่ 5 เป็นคูหาและระเบียงรอบ ส่วนชั้นที่ 2 ชั้นที่ 4 และชั้นที่ 6 ทำเป็นคูหาจตุรมุข มียอดเป็นบุษบกชั้นละ 12 ยอด และชั้นที่ 7 เป็นยอดปราสาทจตุรมุขสำหรับประดิษฐานพระบรมธาตุ รวมเป็น 37 ยอด หมายถึง พระโพธิปักขิยธรรม 37 ประการ การขึ้นสู่ปราสาทแต่ละชั้น จะมีบันไดวนอยู่ตรงกลางโลหะปราสาท โดยใช้ซุงขนาดใหญ่ยึดเป็นแม่บันไดตั้งแต่พื้นล่างตลอดจนถึงชั้นบน นับแต่ชั้นบันไดจนรอบต้นซุงได้ 67 ขั้น สามารถเดินขึ้นไปชมทิวทัศน์ของเกาะรัตนโกสินทร์ที่ชั้นบนได้

พระอุโบสถ เป็นสถาปัตยกรรมแบบก่ออิฐถือปูน หลังคาทรงไทยจั่วซ้อน 3 ชั้น มุงด้วยกระเบื้องเคลือบสีน้ำเงินและสีเหลือง ประดับช่อฟ้าใบระกา หางหงส์ หน้าบันลงรักปิดทอง ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางห้ามสมุทร "พระพุทธชุติธรรมนราสพ"

นอกจากเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และงดงามแล้ว วัดราชนัดดาฯ ยังเป็นตลาดพระและตลาดเทวรูปที่ใหญ่มากแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร หรือในประเทศไทยเลยก็ว่าได้ มีทั้งพระใหม่ พระกรุเก่า เทวรูปประเภทซิลิก้า และเทวรูปแบบโลหะให้เช่าบูชากันมากมายละลานตาไปหมด วัดราชนัดดาฯวันนึ้จึงคึกคักกว่าอดีตที่ดิฉันคุ้นเคยยิ่งนัก ผู้คนที่มานมัสการกราบไหว้กลับกลายเป็นนักท่องเที่ยวมากกว่าคนไทยเสียอีก

ดิฉันเดินออกมาจากวัดราชนัดดาฯ ด้วยความรู้สึกเงียบเหงาอีกครั้ง ทุกอย่างเป็นอนิจจังผ่านแล้วผ่านเลย อดีตไม่หวนกลับ หากนำวันเวลาแห่งความสุขมาหล่อหลอมเป็นน้ำเลี้ยงหัวใจในวันนี้ ชีวิตก็ย่อมปรีดิ์เปรมมากขึ้น แต่แล้วดิฉันก็อดประหวัดไปนึกถึงอีกเสี้ยวหนึ่งของชีวิตไม่ได้ เสี้ยวนั้นคือตัวตนที่ถูกหล่อหลอมโดยบุพการีที่ยึดมั่นในพระธรรมคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาตลอดชีวิตอันยาวนานของท่านทั้งสองนั่นเอง!