งานภูเขาทอง...วัดสระเกศ ประเพณีสืบทอดจากรัชสมัยรัชกาลที่ 5

ด้วยรักและผูกพัน

ในยุคซิกส์ตี้ หรือเซเว่นตี้ สิ่งอำนวยความบันเทิงของคนรุ่นนั้นไม่ได้มีให้เลือกหลากหลาย หรือกระจายทั่วกรุงแบบวันนี้ สถานที่หลักๆในเกาะรัตนโกสินทร์ นอกจากโรงภาพยนตร์ โรงละครแห่งชาติ หรือสังคีตศาลาแล้ว ก็ยังมีงานตามเทศกาลต่างๆ และงานประจำปีที่ชาวกรุงเทพมหานครหลายคน รวมทั้งดิฉันเกือบจะไม่เคยพลาดเลยสักปี คือ งานภูเขาทอง ที่วัดสระเกศราชวรมหาวิหารนั่นเอง!

วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร กับบ้านที่พักอาคาร 2 ถนนราชดำเนินของดิฉัน ไม่ได้ห่างไกลกันนัก ทุกปี เมื่อถึงวันลอยกระทง พวกเราจึงมักจะชวนกันไปเที่ยวงานลอยกระทงที่เรียกกันว่า "งานภูเขาทอง" แม้ยุคนั้น ประชาชนในกรุงเทพฯ จะไม่แน่นขนัดนัก แต่ดิฉันจำได้ว่า บางปีเด็กน้อยวัยสิบขวบอย่างดิฉันไม่สามารถจะเดินเบียดกับผู้คนจำนวนมากได้ ญาติผู้ใหญ่คนหนึ่งจึงต้องจับดิฉันขี่คอเดินชมงานแทน งานภูเขาทองในความทรงจำของดิฉัน มีแต่ความสนุกสนาน เช่น ชิงช้าสวรรค์ การแสดงดนตรี เกมส์ปาเป้า สาวน้อยตกน้ำ การโชว์มอเตอร์ไซค์ไต่ถัง เด็กประหลาด เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีอาหารการกินอีกมากมายที่ถูกอกถูกใจดิฉันที่สุด คือขนมจากลิ้มดำรงค์ ปากน้ำ ตั้งแต่โตเป็นสาว ดิฉันก็ไม่ได้ย่างกรายไปเที่ยวงานภูเขาทองอีกเลย แม้จะเคยไปทำบุญที่วัดสระเกศหลายครั้งก็ตาม

งานภูเขาทองในปัจจุบัน เปลี่ยนรูปแบบไปมาก โดยก่อนงาน มี "งานห่มผ้าแดง" เพื่อนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งเป็นพิธีที่มีมาตั้งแต่รัชกาลที่ 5 เพราะเชื่อกันว่า เป็นพิธีที่ทำให้เกิดสิริมงคลอย่างยิ่ง ระหว่างงาน ทางวัดจะเปิดให้ประชาชนขึ้นไปกราบไหว้พระบรมสารีริกธาตุในตอนกลางคืน เป็นช่วงเวลาพิเศษที่ไม่ควรพลาด คือการขึ้นไปกราบนมัสการ การปิดทองพระบรมสารีริกธาตุ การเข้าไปชมบรมบรรพต หรือภูเขาทองที่ชั้นบนสุด และการเข้าไปชมความงามของพระพุทธรูป และภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถ

วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เป็นวัดโบราณ เดิมเรียกชื่อว่า "วัดสะแก" สันนิษฐานว่าสร้างตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ในรัชสมัยรัชกาลที่ 1 เมื่อสร้างกรุงเทพมหานคร ในจุลศักราช 1134 เบญจศก ตรงกับพุทธศักราช 2326 ได้โปรดเกล้าฯให้ขุดคลองรอบเมือง ตั้งแต่บางลำพู เรื่อยไปจนจรดแม่น้ำด้านจักรวรรดิราชาวาส และขุดคลองหลอด และคลองใหญ่เหนือวัดสะแกอีกคลองหนึ่ง พระราชทานนามว่า "คลองมหานาค" เพื่อให้ประชาชนชาวพระนครได้ประชุมเล่นเพลงสักวาในเทศกาลฤดูน้ำ เหมือนอย่างครั้งกรุงศรีอยุธยา และพระราชทานเปลี่ยนนามใหม่วัดสะแก เป็น "วัดสระเกศ" ทรงปฏิสังขรณ์ทั้งพระอาราม พระอุโบสถ ตลอดจนถึงเสนาสนะสงฆ์

สำหรับพระเจดีย์ภูเขาทองนั้น สร้างขึ้นตามพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ในวาระที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้บูรณปฏิสังขรณ์วัดสระเกศครั้งใหญ่ ทรงมีพระราชประสงค์ให้สร้างพระเจดีย์เหมือนอย่างวัดภูเขาทอง ที่กรุงศรีอยุธยา มีคลองมหานาคล้อมรอบวัด ซึ่งเป็นคลองที่ชาวพระนครชุมนุมรื่นเริง ลอยเรือเล่นสักวากันครั้งสมัยรัชกาลที่ 1 เหมือนอย่างการละเล่นของชาวกรุงศรีอยุธยา จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ (ทัด บุนนาค) ครั้งมีตำแหน่งเป็น พระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษา เป็นแม่กองในการสร้าง แรกสร้าง รูปแบบเป็นปรางค์องค์ใหญ่ ฐานสี่เหลี่ยมแบบย่อไม้สิบสอง ซึ่งเป็นพุทธศิลปสถาปัตยกรรมที่นิยมสร้างในสมัยปลายกรุงศรีอยุธยา และต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ฐานกว้าง 50 วา หรือ 100 เมตร สูง 9 วา หรือ 18 เมตร โดยขุดรากลึกลงไปในดิน วางท่อนซุงเรียงเป็นแพอัดแน่น อันเป็นวิธีการสร้างฐานรากเหมือนตอกเสาเข็มแล้วถมดิน และหินศิลาแลง จากนั้นก่ออิฐถือปูนครอบไว้ชั้นนอก ปรากฏว่าส่วนฐานล่างองค์พระเจดีย์รับน้ำหนักดิน หิน และศิลาแลงไม่ได้ ส่วนบนยอดเจดีย์จึงทรุดลงจนไม่สามารถแก้ไข และมิได้สร้างต่อให้แล้วเสร็จ

ครั้งถึงรัชสมัยรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ พระยาศรีพิพัฒน์ (แพ บุนนาค) บุตรของ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ เป็นแม่กองซ่อมสร้าง โดยซ่อมแปลงแก้ไขพระปรางค์องค์ใหญ่ ทำเป็นภูเขาทอง และทำบันไดเวียนสองข้างจนถึงยอด ครั้นถึงรัชสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ก่อพระเจดีย์ทรงระฆังไว้บนยอดเขาหนึ่งองค์ ได้เสด็จฯไปทรงวางศิลาฤกษ์ และโปรดเกล้าฯให้มีละครใน เป็นมหรสพฉลองเมื่อเสร็จแล้ว พระราชทานนามว่า "บรมบรรพต"

"เจดีย์ภูเขาทอง" หรือ "บรมบรรพต" นี้ ได้บูรณะซ่อมแซมครั้งที่ 2 ในรัชสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อแล้วเสร็จในวันศุกร์ เดือนยี่ ขึ้น 1 ค่ำ ปีฉลู ตรงกับวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2420 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพระราชพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุที่บูชาไว้ในพระบรมมหาราชวัง ประดิษฐานในพระเจดีย์ภูเขาทอง เป็นครั้งแรก ใน พ.ศ.2440 แล้วโปรดเกล้าฯให้ทรงกำหนดมีงานนักขัตฤกษ์ ฉลองพระเจดีย์ภูเขาทอง และพระอามรามหลวงวัดสระเกศ ระหว่างขึ้น 8-15 ค่ำ เดือน 12 เป็นประจำทุกปี

ต่อมาในวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2442 รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมขุนนครราชสีมา เสด็จฯแทนพระองค์ไปทรงประกอบพิธีอินเดีย และนำพระบรมสารีริกธาตุมาทูลเกล้าฯถวายแด่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระองค์โปรดฯให้อัญเชิญมาประดิษฐานในพระเจดีย์ภูเขาทอง เป็นครั้งที่ 2 การพระราชพิธีนั้น โปรดเกล้าฯให้มีพิธีฉลองทั้งกลางวัน กลางคืน 3 วัน กลางวันพระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์ และถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ จำนวน 100 รูป ตั้งบายศรีแก้ว เงิน ทอง และเวียนเทียนสมโภช กลางคืนจัดมหรสพสมโภช มี โขน หุ่น งิ้ว หนัง มอญรำ สิงโต รำกระถาง ไม้ลอย ญวนหก และจุดดอกไม้เพลิงตามธรรมเนียมโบราณ

จากการฉลองใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ 5 แล้วนานถึง 50 ปีต่อมา สมเด็จพระสังฆราชญาโณทยมหาเถร ครั้งดำรงสมณศักดิ์เป็น พระธรรมวโรดม เจ้าอาวาสวัดสระเกศ ทรงมีบัญชาให้กรมชลประทานเป็นแม่กองทำการซ่อมแซมครั้งใหญ่ ระหว่าง พ.ศ.2493-2497 โดยให้หยุดงานนักขัตฤกษ์ประจำปีไว้ชั่วคราว เพื่อซ่อมองค์พระเจดีย์ภูเขาทองที่ทรุดเอียง โดยซ่อมเสริมเหล็กคานคอนกรีต ซ่อมกำแพงรอบนอก และบันได ตัดโค่นต้นไม้ที่รกทึบให้โล่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ได้เสด็จฯไปยังมณฑลพิธี ณ บรมบรรพต และทรงบรรจุพระบรมสารีริกธาตุในพระเจดีย์ยอดพระมณฑป ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2497 และเปิดให้มีงานเทศกาลนมัสการตามประเพณีโบราณฉลองกันตลอดมา

ใน พ.ศ.2509 พลเอก ประภาส จารุเสถียร อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการอำนวยการบูรณะพระเจดีย์ยอดบรมบรรพต โดยบุโมเสกสีทอง และสร้างพระเจดีย์ทองระฆังเล็กขึ้นอีกสี่มุม เมื่อแล้วเสร็จทันงานนมัสการประจำปี ประกอบพระราชพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุในพระเจดีย์องค์เล็ก ในวันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2509 ต่อมา ในวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2540 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ถวายโมเสกสีทองแบบเรียบเพื่อซ่อมแซมพระเจดีย์ภูเขาทองอีกครั้งหนึ่ง ในปี 2542 คณะกรรมการและพุทธศาสนิกชนได้ร่วมกันทาสีองค์บรมบรรพต ปรับปรุงต้นไม้ที่ฐานโดยรอบใหม่ เพื่อร่วมถวายเป็นพุทธบูชา และบำเพ็ญพระราชกุศลในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 72 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2542

ปัจจุบัน เจดีย์ภูเขาทอง มีขนาดสูงจากฐานถึงยอด 63.6 เมตร ฐานโดยรอบมีเส้นผ่าศูนย์กลาง กว้าง 150 เมตร ยาว 330 เมตร มีบันไดทอดขึ้นเป็นบันไดเวียน 344 ขั้น ณ ลานเจดีย์สีทอง บนยอดเขานั้น สามารถมองทัศนียภาพกรุงเทพมหานครได้รอบ ไกลถึงปลายขอบฟ้า อันเป็นภาพประทับใจที่จะทำให้พวกเราภูมิใจในความงดงามของเกาะรัตนโกสินทร์ และจะรักและผูกพันกับแผ่นดินสยามตราบเท่านิรันดร์