ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นสมัยที่พวกนักล่าอาณานิคมชาวตะวันตกหรือฝรั่ง (Frankie-ในภาษาเปอร์เซีย) เข้ามารุกรานสยามและเพื่อนบ้านในภูมิภาคตะวันออก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สองสหายคู่ใจ คือ อังกฤษและฝรั่งเศส ทั้งเสก เป่า ร่ายมนตร์ อย่างที่เรียกว่า ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยมนต์ก็เอาด้วยคาถาอย่างหนัก แม้ว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) ได้ทรงใช้ความพยายามดำเนินกุศโลบาย และวิเทโศบายทุกด้าน ก็อย่างว่าละครับ เป็นที่ทราบกันอยู่แล้ว ฝ่ายหนึ่งต้องการและมีอำนาจเหนือกว่า ฝ่ายหนึ่งกำปั้นเล็กด้อยกว่าในทุกด้าน ยุทธการหมาป่าเขมือบลูกแกะก็เกิดขึ้น การใช้การบังคับหรือการทูตแบบเรือปืน (Gunboat Diplomacy) เข้ามาปิดล้อมประเทศสยามใน ร.ศ.๑๑๒ (พ.ศ.๒๔๓๖) จึงดำเนินไปตามครรลองของผู้ที่ใหญ่กว่า

ฝรั่งเศสใช้เรือรบ ๒ ลำ คือ เรือแองคองสตังต์ (Inconstant) และเรือปืน โคแมต (Comete) พร้อมเรือนำชื่อ เรือลูแตง (Lutin) บุกฝ่าเข้ามาทางปากน้ำป้อมพระจุลจอมเกล้า แม้จะถูกต่อต้านจากทหารเรือที่ป้อมพระจุลจอมเกล้าด้วยปืนฝั่ง และเรือรบของไทย แต่กำลังรบที่ด้อยกว่า ไหนหรือจะสู้ได้ ฝรั่งเศสแหกด่านเข้ามา แล้วนำเรือรบ ๒ ลำ คือ เรือแองคองสตังต์ (Inconstant) และเรือปืน โคแมต (Comete) มาจอดไว้ที่หน้าสถานทูตฝรั่งเศส เพื่อใช้ปืนจ่อพระบรมมหาราชวังให้สยามยอมจำนน เหตุการณ์ทำท่าจะบานปลาย

จนกระทั่งถึงกับหาเหตุยึดประเทศเลยทีเดียว แต่ด้วยความสุขุมรอบคอบ และความมีอัจฉริยภาพของรัชกาลที่ ๕ จึงทรงใช้ความละมุนละม่อน โดยใช้เสนาบดีที่มีความสามารถ คือ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงเทวะวงศ์วโรปการ เสนาบดีกระทรวงต่างประเทศ เจรจาผ่อนปรนยอมจ่ายค่าปฏิกรรมสงคราม และยอมเสียดินแดนส่วนหนึ่งให้ฝรั่งเศสไป ดินแดนส่วนนี้กล่าวโดยสรุปว่าเป็นดินแดนทางภาคอีสาน และต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงคราม เป็นเงินถึงสามล้านบาท แลกกับการคืนดินแดนจังหวัดจันทบุรี ตราด มาให้สยาม ซึ่งฝรั่งเศสได้ยื้อมาจนถึงในปี ๒๔๔๙ จึงคืนให้ แต่ปรากฏว่าเมืองประจันต์คีรีเขต (เกาะกง) นั้น ฝรั่งเศสมิได้คืนให้ไทยแต่ประการใด ปัจจุบันเมืองประจันต์คีรีเขต (เกาะกง) จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของกัมพูชาไปโดยปริยาย

ประเทศพม่าก็ประสบชะตากรรมไม่ต่างกับเรา ซึ่งพม่าโดนแบ่งผลประโยชน์กันระหว่างอังกฤษและฝรั่งเศส โดยอังกฤษรับบทนี้ไป อังกฤษส่งเรือปืน พร้อมทหารหนึ่งกองร้อย แล่นเข้าสู่แม่น้ำอิระวดี มุ่งตรงมายังกรุงมัณฑะเลย์ พม่าตั้งทัพช้างรอรับริมฝั่งแม่น้ำ เพื่อเข้าต่อสู้ตามวิถีทางกษัตริย์ในยุคโบราณ ซึ่งอังกฤษกล่าวว่า เป็นกองทัพที่สวยงามที่สุดในโลก แต่นับประสาอะไร ช้างกับปืนใหญ่ไร้คุณภาพ เทียบกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ของอังกฤษ โดนปืนจากเรือยิงเข้าใส่ทหารริมฝั่งแม่น้ำอิระวดีก็แตกกระเจิง อังกฤษเข้ายึดกรุงมัณฑะเลย์ของพม่าได้อย่างรวดเร็วด้วยทหารเพียงหนึ่งกองร้อย พร้อมจับพระเจ้าสีป่อ กษัตริย์องค์สุดท้ายของพม่าได้อย่างรวดเร็ว

พระเจ้าสีป่อถูกส่งไปกักตัวไว้ที่อินเดีย ทรัพย์สินทั้งหมดก็ถูกนำส่งไปอินเดีย ซึ่งเป็นฐานที่มั่นใหญ่ของอังกฤษในภูมิภาคนี้ บางส่วนถูกยักยอกไว้ก็มี แม้แต่พระมหาปราสาทที่เคยเป็นท้องพระโรงเสด็จออกว่าราชการนั้นได้กลายเป็นโรงสวดของทหารอังกฤษ มีที่บูชาตั้งไว้พน้าพระที่นั่งกาญจนสิงหาสน์สโมสรนายทหารอังกฤษก็เลือกเอาพลับพลาโถงในพระราชอุทยานที่พระเจ้าสีป่อประทับอยู่ในวันสุดท้ายนั้นเป็นที่ตั้งสโมสร เนื่องจากมีสวนดอกไม้และสนามหญ้าแวดล้อมงดงามดี พระราชมณเฑียรก็กลายเป็นที่อยู่ของข้าหลวงอังกฤษ ส่วนตำหนักต่างๆภายในวังก็ใช้เป็นสถานที่ราชการของอังกฤษ อนิจจาน่าอนาถใจไหมครับ ท่านผู้อ่าน

ย้อนกลับมาทางฝ่ายสยาม หลังจากที่จ่ายค่าปฏิกรรมสงครามและมอบดินแดนทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้เรียบร้อยแล้ว เพื่อที่จะต้องการให้ฝรั่งเศสถอนกำลังจากจันทบุรีและตราด ที่ยึดไว้ออกไป แต่ฝรั่งเศสก็ไปจากจันทบุรี แต่ก็ยังยึดจังหวัดตราดไว้ โดยคืนให้เมื่อ พ.ศ.๒๔๔๙ แต่นั่นแหละครับ ฝรั่งเศสก็ยังทำลืมไม่คืนดินแดนส่วนหนึ่งให้เราก็คือ จังหวัดประจันต์คีรีเขต ซึ่งเป็นจังหวัดที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ได้พระราชทานชื่อไว้คู่กับจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เนื่องจากเป็นจังหวัดซึ่งอยู่ทางตะวันออกของอ่าวไทย และมีเส้นรุ้งตรงกันกับจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ให้เป็นจังหวัดพี่น้องกัน โดยอยู่คนละฟากของอ่าวของเรา คือ อ่าวสยาม จังหวัดนี้เป็นจังหวัดซึ่งปัจจุบันได้ผนวกเข้าไปอยู่ในดินแดนของเขมรแล้ว คือ จังหวัดเกาะกงของเขมร เลยอำเภอเกาะกูดของไทยไปทางขวา

หลังจากเกิดเหตุการณ์อินโดจีนฝรั่งเศส เมื่อ พ.ศ.๒๔๘๔ ไทยได้ขอคืน พระตะบอง ลานช้าง ศรีโสภณ จำปาศักดิ์ คือ ซึ่งญี่ปุ่นก็ได้ช่วยเป็นตัวกลางในการเจรจาให้จนกระทั่งญี่ปุ่นแพ้สงคราม ฝรั่งเศสก็กลับมาข่มขู่ เรียกดินแดนทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงคืน แต่ก็ไม่เคยพูดถึงจังหวัดประจันต์คีรีเขต เหมือนกับจังหวัดนี้ ถูกลืมเลือนแล้วหายไปโดยปริยาย

เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๒ รัฐบาลตระหนักถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับไทย เนื่องจากกัมพูชาได้พยายามอ้างสิทธิเกาะกูดขึ้นมาอีก โดยจะแบ่งไปครึ่งเกาะ คณะรัฐมนตรีในสมัยนั้น จึงได้มีมติให้กองทัพเรือเป็นผู้ดูแลและทรงกรรมสิทธิ์เกาะกูดทั้งเกาะ ต่อมาเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๓ รัฐบาลให้กองทัพเรืออพยพครอบครัวของผู้ที่สมัครใจไปอยู่ได้สิบกว่าครอบครัว เพื่อเป็นการรักษาสิทธิ์ไว้ ปัจจุบันเกาะกูดหลังจากเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า ทิวทัศน์ที่สวยงาม ทำให้นายทุนเข้ามาจับจองและอ้างสิทธิ์มากมาย เพื่อสร้างรีสอร์ท โดยพยายามฮุบที่ของทางราชการไว้เป็นกรรมสิทธิ์ก่อให้เกิดปัญหามากมาย แต่ก็หารู้ไม่ว่าที่ตรงนั้น กว่าเราจะได้มา บรรพบุรุษได้ใช้ความพยายามในการ
กอบกู้มาเพียงใด หากเกาะกูดเป็นของเขมร อาณาเขตทางทะเลก็ต้องเปลี่ยนไป ทรัพยากรใต้ทะเล ทั้งแก๊สธรรมชาติและน้ำมันที่มีอยู่จำนวนมากก็จะหายไป เช่นเดียวกับการถูกยึดจังหวัดประจันต์คีรีเขตหรือจังหวัดเกาะกงไปเป็นของเขมร ทำให้เกิดการอ้างเขตพื้นที่ทับซ้อนในทะเล ซึ่งบริเวณนั้น จากการสำรวจเบื้องต้นคาดว่ามีทรัพยากรในทะเล ประกอบด้วยแก๊สธรรมชาติเป็นจำนวนมาก ซึ่งหากนับแล้วจะมากกว่าฐานขุดเจาะแก๊สธรรมชาติที่ไทยมีอยู่เดิมและสามารถจะใช้ได้อีกถึง ๒๐ ปี จังหวัดเกาะกงหรือจังหวัดประจันต์คีรีเขตได้หลุดมือไปแล้ว แม้ว่าบุคคลบนเกาะจะเป็นคน ๒ สัญชาติ โน้มเอียงมาทางไทยก็มาก ผู้ว่าราชการเกาะกงบางคนก็เคยเป็นคนไทยและจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่เมื่อเป็นของเขมรไปแล้วตามการวางหมากของฝรั่งเศส ก็มีความจำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งเดียวที่ควรจะเร่งดำเนินการก็คือ การเจราจาใช้ประโยชน์ในพื้นที่เหลื่อมทับ สำรวจและขุดเจาะ แก๊สธรรมชาติและน้ำมันที่มีจำนวนมากเพื่อนำมาใช้ร่วมกัน ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจของทั้งสองประเทศดีขึ้น ทั้งนี้โดยควรจะอยู่ในพื้นฐานของความเท่าเทียมยุติธรรมและเกิดประโยชน์สูงสุดให้กับประเทศไทย

นั่นก็คือคำตอบที่ดีที่สุด

 

เอกสารอ้างอิง

๑. http://www.navy.mi.th/newwww/code/kingrama5/prepare02.html, ๘ มีนาคม ๒๕๕๔

๒. http://www.oknation.net/blog/print.php?id=685378, ๘ มีนาคม ๒๕๕๔

๓. http://www.iseehistory.com/index.php?lay=show&ac=article&ld=538649158&Nt..., ๘ มีนาคม ๒๕๕๔

๔. http://atcloud.com/stories/48194, ๘ มีนาคม ๒๕๕๔

๕. http://www1.tv5.co.th/service/mod/heritage/nation/event112/event112.htm, ๘ มีนาคม ๒๕๕๔

๖. http://www.tripdeedee.com/traveldata/myanmar/myanmar16.php, ๘ มีนาคม ๒๕๕๔

๗. http://th.wikipedia.org/wiki/, ๘ มีนาคม ๒๕๕๔

๘. http://gotoknow.org/blog/anuwat-api103/219963, ๙ มีนาคม ๒๕๕๔

๙. http://www.oknation.net/blog/buzz/2008/08/03/entry-1/comment, ๙ มีนาคม ๒๕๕๔

๑๐. พม่าเสียเมือง : ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช, สยามรัฐ ๒๕๒๙

๑๑. ปมลึกทางทะเลไทย-เขมร : กวีพล สว่างแผ้ว, พฤศจิกายน ๒๕๕๒

๑๒. http//th.asiaonline.com/article?article=Battleship_diplomacy, ๒๘ มีนาคม ๒๕๕๔