ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อนุกูล โรจนสุขสมบูรณ์ "ลิเกคือชีวิต"

"ผมว่าความหมายของคำว่าลิเกมันยิ่งกว่าอาชีพนะ แต่เป็นชีวิตเลย"
สุขที่ใจรัก
ช่างภาพ: 

ใจนั้นอาจจะรักทั้งหมด แต่ดูเหมือนนาฏศิลป์พื้นบ้านของไทยอย่าง "ลิเก" จะเป็นการแสดงที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อนุกูล โรจนสุขสมบูรณ์ หรือ อาจารย์หนุ่ม รองคณบดีฝ่ายวิจัยบัณฑิตศึกษาและกิจการนิสิต คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชื่นชอบเป็นที่สุดทั้งในภาคทฤษฎีและปฏิบัติ

"ผมเป็นคนชอบการร้องรำทำเพลงตั้งแต่เด็ก โดยมีลิเกเป็นจุดเริ่มต้นของความสนใจในวิชานาฏศิลป์ เพราะตอนเด็กๆที่บ้านทำค้าขายอยู่ที่อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท แล้วตรงข้ามบ้านเป็นวัด เวลามีงาน มีลิเก ได้ยินเสียงจะต้องไปดู พอมาอยู่ประจำที่โรงเรียนทิวไผ่งามก็จะได้ออกไปแสดงเป็นประจำในงานโรงเรียน กระทั่งเข้ามหาวิทยาลัยตัดสินใจเลือกคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ผมเป็นรุ่นที่ ๗ ของสาขานาฏยศิลป์ และรุ่นที่ ๑๒ ของคณะศิลปกรรม จำได้ว่ามีคนสมัคร ๒๐๐ แต่รับแค่ ๑๒ คน โชคดีมากที่ได้เข้ามาเรียนที่นี่ แต่ตอนแรกที่บ้านไม่สนับสนุนเลย แถมไม่รู้ด้วยว่าเรียนอะไร คือเตี่ยกับแม่รู้แค่ว่าลูกเข้าจุฬาฯได้ก็ดีใจแล้ว คนรู้ความจริงมีแค่พี่สาว จนขึ้นปี ๓ พ่อแม่ถึงรู้ แต่ไม่ได้ว่าอะไร แค่บอกว่าเอาตัวให้รอดก็พอ (หัวเราะ) แต่พอหลังสอบเข้ามาได้ยังต้องมาแข่งอีก เพราะเพื่อนหลายคนเรียนจบนาฏศิลป์มาโดยตรง แต่เราไม่ใช่ อาศัยครูพักลักจำมาทั้งนั้น สองปีแรกคะแนนต่ำที่สุดในห้องจนปี ๓ ถึงเริ่มพัฒนาตัวเอง ไขว่คว้าหาโอกาส มีงานแสดง ไม่ว่าโขน ละคร ลิเก หรือแนวร่วมสมัยที่ไหนไปดูตลอด ถ้าเขาให้เล่นด้วยก็ซ้อมเดี๋ยวนั้นเลย พอดีว่าได้พี่ๆ และเพื่อนๆ ดีด้วยช่วยกันติวให้อีกทาง ผมมักจะอยู่ซ้อมต่อหลังเลิกเรียน กลับบ้านสองสามทุ่มเป็นประจำ

เรียนจบปริญญาตรีแล้วมีจังหวะดีได้เรียนต่อเลย โดยการแนะนำของ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร .สุรพล วิรุฬห์รักษ์ (ราชบัณฑิตสาขานาฏกรรม) พร้อมกับได้เป็นผู้ช่วยสอน เพราะมีความมุ่งมั่นอยากเป็นอาจารย์ จบแล้วเป็นอาจารย์พิเศษอยู่ ๕ ปีถึงค่อยเรียนต่อปริญญาเอก แต่ย้อนกลับไปตอนเรียนปริญญาโท ด้วยพื้นเดิมที่ชอบลิเกจึงมีความใฝ่ฝันว่าอยากจะได้เล่น อีกอย่างคือยอมรับว่าพื้นความรู้ทางนาฏศิลป์เช่นโขน เราอาจจะสู้คนอื่นไม่ได้จึงพยายามค้นหาตัวเอง อยากจะทำอะไรที่แปลกกว่าเขาก็คิดว่าลิเกนี่แหละที่น่าสนใจ ผมเริ่มหัดลิเกเมื่อปี '๔๐ หลังได้รู้จักกับพี่ที่กลุ่มคณะละครมะขามป้อม เขากำลังจะทำโปรเจ็คท์ลิเก พอเห็นเราสนใจเลยชวนไปลงพื้นที่เรียนรู้เรื่องลิเกด้วยกันกับพี่ศักดิ์ชัยลูกชายของ คุณโจ หลุยส์ ซึ่งไปปิดวิกแสดงลิเกในชื่อ 'คณะศักดิ์ชัย บุตรสาคร' อยู่ที่วัดทุ่งครุ แถวราษฎร์บูรณะ ช่วงนั้นพอถึงวันศุกร์สอนเสร็จตอนเช้า บ่ายโมงจะเก็บกระเป๋าไปแล้ว ไปหัดร้อง หัดรำอยู่เป็นเดือนๆ ปัจจุบันคณะนี้ปิดไปแล้วนะครับ แต่จากจุดนั้นก็ทำให้ผมเป็นที่รู้จักในแวดวงลิเกและมักจะได้รับเชิญไปเล่นอยู่เรื่อยๆ ล่าสุดเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาได้รับเชิญไปเล่นที่ศูนย์วัฒนธรรมฯ เป็นครั้งแรกที่เล่นกับลิเกที่มีชื่อเสียงหลายคณะ และก่อนหน้ายังได้ร่วมเล่นในงาน 'มหัศจรรย์มรดกลิเก' ที่สยามพารากอน จบงานแล้วได้ทุนของกรมส่งเสริมวัฒนธรรมให้ทำวิจัยรวบรวมรายชื่อศิลปินลิเกในประเทศไทยต่อด้วย

ผมว่าความหมายของคำว่าลิเกมันยิ่งกว่าอาชีพนะ แต่เป็นชีวิตเลย เพราะลิเกไม่มีแบบฝึกหัดหรือการเรียนการสอนในห้องเรียน เป็นการแสดงที่ต้องอาศัยพรสวรรค์ เสน่ห์เฉพาะตัว รวมถึงโอกาสค่อนข้างมาก เรื่องของบทร้องก็ไม่มีสคริปต์บอก อาจจะมีส่วนหนึ่งที่เป็นกลอนท่อง คือเป็นกลอนที่เขียนไว้แล้ว เรามีหน้าที่ต้องท่องจำให้ได้ แต่นอกนั้นต้องใช้การด้นสด ต้องใช้ปฏิภาณไหวพริบ มีลูกเล่นสามารถโต้ตอบกันได้ทันทีบนเวที ในขณะที่ถ้าเป็นโขนหรือละครจะมีคนร้องหรือพากย์ให้ ตัวเราออกไปรำตามที่ฝึกซ้อมมาเท่านั้น แต่ลิเกต้องเดี๋ยวนั้น มีทั้งกลอนผูก-กลอนสด ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย ผมเองขึ้นเวทีมาบ่อยแล้วก็จริง แต่ยังตื่นเต้นทุกครั้ง ยิ่งช่วงหลังไม่รู้ว่าทำงานเยอะไปหรือเปล่า เคยเล่นๆ ไปแล้วลืมบทกลางเวที ต้องใช้ไหวพริบหาเรื่องคุยไปจนผู้กำกับฯรู้ว่าเราลืมถึงได้ตะโกนบอก ช่วยให้เล่นต่อไปได้ (หัวเราะ)

อีกสิ่งที่เห็นจากการเข้าไปสัมผัสหลังวิกลิเกพบว่า เขามีการจัดการที่ซับซ้อนกว่าที่เราเห็น อาทิ เรื่องค่าตัวนักแสดงจะได้ไม่สูงมาก วันละ ๓๐๐-๔๐๐ บาท ถือว่าเยอะแล้วเลยต้องมีการขายพวงมาลัยหน้าวิก นักแสดงบางคนจะไม่เอาค่าตัว เปลี่ยนมาเอาทิปจากตรงนี้ซึ่งได้มากกว่า ยิ่งถ้าร้องเพลงลูกทุ่งได้จะยิ่งเอาใจผู้ชมได้มาก บางคนมีแฟนคลับตามมาดูประจำไม่ต่างจากพวกดารานักร้อง ผมเองช่วงหนึ่งก็มีกับเขาเหมือนกัน แต่พอไม่ได้เล่นประจำแล้วก็หายไป

ด้านพัฒนาการเครื่องแต่งกายของลิเกก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน จากเมื่อแรกเข้ามาในสมัยรัชกาลที่ ๕ ลิเกยังแต่งตัวธรรมดา เสื้อแขนสั้น นุ่งผ้าต่วน มีเพชรประดับนิดหน่อยเท่านั้น กระทั่งหลังสงครามโลก วัตถุดิบต่างๆ เช่น เพชรเทียม มีการพัฒนาไปมาก ช่วงที่ผมเริ่มลงพื้นที่ศึกษาจริงจัง ลิเกเริ่มนำคริสตัลมาใช้ คณะแรกคือ ไชยา มิตรชัย โดยแฟนคลับเอาเข้ามาตัดชุดให้ พอคนอื่นเห็นก็เริ่มเอาอย่าง ปัจจุบันชุดลิเกมีราคาตั้งแต่สามหมื่นถึงแสน แต่พวกนี้รายได้ไม่มาก แล้วเขาเอาเงินมาจากไหน คำตอบคือจากแม่ยก และยังมีวิธีพลิกแพลงอื่นๆอีกหลายอย่าง แต่การที่ลิเกให้ความสำคัญกับเรื่องเสื้อผ้ามากก็จะไปค้านในแง่ทฤษฎีและความสมจริงของบทบาท เช่น บางทีเล่นเป็นพระราชาแต่ใส่เครื่องเพชรน้อยกว่าตัวคนใช้เสียอีก เป็นเพราะลิเกไม่มีข้อห้าม คุณอยากจะให้ตัวเองดูสวยงามบนเวทียังไง แต่งได้ตามสบาย อีกทั้งคนเล่นไม่ว่าจะเป็นบทไหนต้องมีเสื้อผ้าเป็นของตัวเอง เวลาออกงานใหญ่มักนิยมตัดเสื้อผ้าใหม่เอามาใส่ประชันกัน ถ้าเป็นพระเอกดังคืนหนึ่งใช้อย่างน้อย ๓ ชุด ดังนั้น ลิเกพวกนี้ที่เรียกว่า ลิเกเครื่องเพชรจึงมักจะไปเน้นที่ความงามของตัวแสดงและเสื้อผ้ามากจนทำให้ลดคุณค่าของเรื่องการร้องลงไป แต่ก็มีจุดที่น่าคิดว่า ถ้าลิเกไม่แต่งแบบนี้ ในมุมของคนดูที่ติดความวูบวาบ ความน่าตื่นตาตื่นใจ เขาอาจจะไม่ยอมรับก็ได้ เลยคิดว่าบางทีน่าจะมาดูที่บทว่าเล่นเป็นตัวอะไรแล้วปรับเพื่อให้เกิดความสมจริงมากขึ้นอีกสักนิดจะดีกว่า

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่เข้าไปคลุกคลี ลิเกได้สอนอะไรผมหลายอย่าง นอกจากได้ความสุขจากการได้ร้องได้รำ โดยไม่ต้องพูดถึงค่าตอบแทน เพราะบางงานเราต้องควักจ่ายเองด้วยซ้ำ อย่างแรกคือ สอนไม่ให้คาดหวังหรือยึดติด เช่น อยากจะเล่นให้ได้ยังงั้นยังงี้ เพราะถึงเวลาแสดงจริงอาจไม่ได้เป็นไปตามอย่างนั้น มีเรื่องให้ต้องใช้ปฏิภาณไหวพริบอยู่ตลอด เหนื่อย แต่สนุก แม้กระทั่งการใช้ชีวิตกินอยู่ก็ฝึกให้ต้องรู้จักการปรับตัว เพราะบางครั้งกับบางสถานที่ไม่ได้มีความสะดวกสบายเตรียมไว้ให้พร้อมหมด เราต้องคอยดูแลตัวเองการคลุกคลีอยู่กับลิเก สำหรับผมจึงมีทั้งมุมที่เราเป็นคนเล่น เป็นคนดู และเป็นคนศึกษาในเชิงวิชาการ ถ้าพูดถึงในฐานะของนักแสดง ผมชอบที่ลิเกมีความเคารพในความอาวุโสของกันและกัน ทั้งเรื่องอายุและประสบการณ์การแสดง ก่อนเล่นและหลังเล่น ทุกคนจะต้องไหว้ขอขมากันเสมอ ส่วนในฐานะผู้สอน ปัจจุบันนอกจากวิชาละครรำที่สอนเป็นหลัก ผมยังได้เปิดวิชาลิเกขึ้นมาเป็นวิชาเลือกด้วย ปรากฏว่ามีเด็กให้ความสนใจมาเรียนไม่น้อยเลยคิดตั้งเป็นคณะ 'ศิษย์ศิลปกรรม' ขึ้นมา และรับงานแสดง ซึ่งจะต่างจากคณะลิเกทั่วไปตรงที่เน้นเรื่องของลิเกประเด็น โดยผมเอาพื้นเดิมมาจากที่เคยได้เล่นกับกลุ่มคณะละครมะขามป้อม เพราะเด็กเราไม่ได้เล่นเป็นอาชีพจึงต้องปรับเป็นละครที่นำเสนอในรูปแบบของลิเก คือมีการเขียนบทและฝึกซ้อม ที่ผ่านมาได้ทำสื่อให้กับ สสส. เป็นการรณรงค์เพื่อให้ความรู้กับประชาชนเรื่องการไม่ใช้น้ำมันทอดซ้ำ กับเรื่องยาปฏิชีวนะ ยาแก้ปวดต่างๆ เด็กๆ เขาก็แฮปปี้กันมากว่ามาเรียนแล้วได้เอาไปแสดงจริง

ผมมุ่งมาทางลิเกส่วนหนึ่งเหมือนกับได้สานฝันในวัยเด็กให้เป็นจริง แต่ที่มากกว่านั้นคือ คิดว่าเมื่อมาเป็นอาจารย์ เราควรจะมีประสบการณ์จากการได้แสดงจริงเอาไปใช้สอนด้วย ไม่ใช่เอาแต่สอนอยู่ในห้องเรียน แต่นอกห้องไม่รู้เรื่องเลย ขณะเดียวกันก็แนะนำให้เด็กออกไปดูการแสดงข้างนอกบ้าง เพราะนึกถึงตัวเองที่เริ่มต้นทุกอย่างจากความชอบทำให้ลงไปศึกษาค้นคว้าจนกระทั่งได้แสดงจริง ผมมักจะเอาประสบการณ์ในตอนนั้นมาเล่าให้ลูกศิษย์ฟังว่า ถึงมีใจรัก แต่ก็ต้องมีความพยายาม ที่สำคัญต้องฝึกปฏิบัติให้มากถึงจะประสบความสำเร็จ"