"อลินา" ภาคหนึ่งของ "กิ่งฉัตร" งานเขียนที่ไม่หยุดนิ่ง

สัมภาษณ์พิเศษ
ช่างภาพ: 

วิลกี้ คอลลินส์ นักประพันธ์วรรณกรรมคลาสสิคระดับโลกเคยกล่าววาทะไว้ว่า "จงเขียนให้ผู้อ่านร้องไห้ หัวเราะ และรอคอย"

นี่อาจจะเป็นประโยคยอด เป็นกุญแจแห่งคำตอบที่คมคายและลึกซึ้งสำหรับผลงานที่ครองความนิยมอยู่ในใจผู้อ่านได้ยาวนานโดยไม่เสื่อมคลาย

"กิ่งฉัตร" หรืออีกนัยหนึ่ง "อลินา" ดูคล้ายถือคติการทำงานดังคำกล่าวข้างต้น ซึ่งความสำเร็จที่เธอได้รับ ณ วันนี้ เพียงเริ่มต้นจากก้าวแรกจับปากกาเขียนหนังสือเมื่อประมาณ ๒๕ ปีที่แล้ว เปี่ยมด้วยอารมณ์ความปรารถนาในการสร้างสรรค์ อันมีที่มาจากความชอบอ่านนวนิยาย แล้วรู้สึกทึ่งในความเก่งของประพันธกรผู้เรืองนามหลายท่านในบรรณพิภพไทยที่สามารถเขียนเรื่องให้คนอ่านหัวเราะได้ ร้องไห้ได้ และยังมีความรู้สึกร่วมไปกับเหตุการณ์ตลอดจนตัวละครต่างๆ เธอจึงเกิดความบันดาลใจอยากเขียนได้อย่างนั้นบ้าง โดยเธอเล่าว่า อยากให้คนอ่านผลงานของเธอ อ่านแล้วเกิดเสียงหัวเราะ มีน้ำตา มีความรู้สึกร่วมกับเรื่องราว มีความซาบซึ้งตรึงใจ หรือไม่อย่างนั้นก็มีเสียงบ่นถึงตัวละครตัวนั้นตัวนี้

"...เนื่องจากเราเป็นคนรักหนังสือ รักการเขียนนวนิยาย จึงอยากให้ผู้อ่านสนุกและประทับใจกับหนังสือที่เรารักเช่นกัน..."

เพราะเหตุนี้ "กิ่งฉัตร" หรืออีกภาคหนึ่งคือ "อลินา" จึงพยายามสร้างสรรค์วรรณกรรมร่วมยุคสมัยอย่างไม่หยุดนิ่งนับจากแจ้งเกิดบนถนนหนังสือตั้งแต่ราวๆปี ๒๕๓๓ เป็นต้นมา

ส่วน "อลินา" ได้ปรากฏผลงานสู่สายตาสาธารณชนคนอ่านอย่างกว้างขวางเมื่อประมาณ ๕ ปีที่แล้ว ด้วยเรื่อง สาวน้อยเกวลิน และตามมาด้วย ชมรมคนมีสัมผัสพิเศษ จนกระทั่งมาถึงงานเขียนชิ้นล่าสุด ตรีเนตรทิพย์

เรื่องหลังสุดนี้ กำลังลงพิมพ์ตอนต่อตอนเป็นรายสัปดาห์ในหน้านิตยสารสกุลไทย ตรีเนตรทิพย์ ถือเป็นงานเขียนแนวแฟนตาซีเรื่องแรกในชีวิตการทำงานของเธอก็ว่าได้

"อลินา" ชื่อนี้น่าสนใจเพียงใด ขอชวนคุณผู้อ่านคอนวนิยายไปฟังการสนทนากับเธอพร้อมๆกัน

 

-จุดเริ่มต้นของนามปากกาใหม่

ตอนแรกที่เริ่มต้นใช้นามปากกานี้ เพราะอยากเขียนเรื่องแนวสืบสวนสอบสวน ไม่ใช่เรื่องสไตล์เดิมแบบรักโรแมนติคหรือดราม่าอะไรทำนองนั้น คืออยากเขียนในสิ่งที่ฉีกแนวออกไป ก็เลยเลือกเขียนในแนวสืบสวนสอบสวนก่อน เพราะชอบ

ความจริงงานกิ่งฉัตรก็มีความเป็นสืบสวนสอบสวนแทรกอยู่ค่อนข้างมาก แต่อยากเขียนเบาๆกว่านั้น คือเป็นแนวสืบสวนที่ปนตลก เรียกว่างานแนวโคซี่ เป็นเรื่องสั้นๆ หรือไม่ก็จบในตอน ตัวละครหลักที่คลี่คลายคดีก็ไม่ใช่มืออาชีพ เพราะฉะนั้น สืบสวนสอบสวนแบบแนวโคซี่จึงอ่านสบายๆ อ่านแล้วไม่คิดมาก ไม่เคร่งเครียด เลือดไม่ท่วมหน้ากระดาษ เน้นความสัมพันธ์ของตัวละครในเรื่องมากกว่าที่จะเป็นแบบว่าบู๊ล้างผลาญ หรือรุนแรงเลือดเดือด

และคิดอยู่นานจึงได้ลงมือเขียน อยากใช้นามปากกาใหม่ที่แยกออกไปจากกิ่งฉัตร

ตอนนั้นเขียนเรื่อง 'สูตรเสน่หา' จบ รวมเล่มเสร็จเรียบร้อย แล้วมีนักอ่านท่านหนึ่งชอบชื่อนางเอก "อลิน" มาก เธอขอนำชื่อนี้ไปตั้งชื่อลูกสาวโดยขอเติมสระอา เป็น "อลินา" ดิฉันเห็นว่าน่ารักดี พอเขียนเรื่อง 'ค่าของหัวใจ' ยังได้ยืมชื่อ "อลินา" มาเป็นชื่อลูกสาวของอลิน ประจวบกับอยากตั้งนามปากกาใหม่ จึงขอยืมชื่อ "อลินา" มาเป็นนามปากกาของตัวเองด้วย และก็ได้ตรวจสอบด้วยว่ามีใครใช้นาม "อลินา" แล้วหรือยัง จนแน่ใจว่าไม่มี จึงดึงชื่อนี้มาเป็นนามปากกาค่ะ

เรื่องแรกที่เขียนในนามปากกา "อลินา" ก็คือเรื่อง สาวน้อยเกวลิน ซึ่งตอนแรกตั้งใจจะใช้นามปากกาเกวลินเหมือนกัน แต่พอไปตรวจสอบดูแล้ว พบว่ามีนักเขียนได้ใช้นามนี้แล้ว จึงมาเป็น "อลินา" แทน

เรื่อง สาวน้อยเกวลิน ได้วางโครงเรื่องตลอดจนการคลี่คลายคดี จบเร็ว ภายใน ๑๐ บทก็จบค่ะ อยากให้อ่านเพลินๆสบายๆ สนุกสนานกับตัวละคร ขำๆ ตัวละครหลักในเรื่องเป็นพวกมือสมัครเล่นที่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับงานสืบสวนฆาตกรรม

-คิดไว้นานแค่ไหนคะกว่าจะลงมือเขียน

นานมาก ถ้านับดูจากสาวน้อยเกวลินเล่มแรก ประมาณ ๕ ปีได้ และเขียนๆหยุดๆ จนกระทั่งมาเปิดสำนักพิมพ์ลูกองุ่น จึงได้นำงานสาวน้อยเกวลินมาพิมพ์เอง

-สาเหตุที่ตั้งสำนักพิมพ์เอง

เพราะมีความรู้สึกว่าตลาดหนังสือแนวโคซี่มีกลุ่มคนอ่านค่อนข้างเล็ก จะให้ทางสำนักพิมพ์อื่นๆพิมพ์ให้ เราก็เกรงใจ จึงพิมพ์เอง และพิมพ์ทีละน้อยๆ เพื่อสนองตอบแฟนคนอ่านที่ชอบแนวงานลักษณะนี้

-ความแตกต่างของอารมณ์ความรู้สึกในฐานะคนเขียนคนเดียวกัน ระหว่างนามปากกา "กิ่งฉัตร" กับ "อลินา"

พอกันค่ะ เพราะเป็นการทำงานทางความคิด ทางการเขียนนวนิยาย แต่ในนามอลินา อาจจะไม่ซีเรียสเท่ากิ่งฉัตร เพราะเนื้อเรื่องไม่ยาวมาก อย่างสาวน้อยเกวลินแต่ละตอนๆก็จบเร็ว เขียนตอนละ ๑๐ บทก็จบแล้ว แต่เขียนต่อเนื่องกันเป็นซีรี่ส์ ใช้ตัวละครชุดเดิมดำเนินเรื่องไป ก็เขียนแบบสบายๆ สนุกสนาน

เพียงแต่ต้องหาประเด็นมาผูกเรื่องในแต่ละตอน เช่น ข่าวต่างๆ คดีต่างๆที่สอดคล้องกับบริบทของสังคมไทย ก็นำประเด็นเหล่านั้นมาขบคิดจนแตกออกมาเป็นพล็อตเรื่อง แล้วจึงลงมือเขียน

-มีวิธีคิดในการเลือกประเด็นจากข่าวหรือสังเกตบริบทจากเหตุการณ์ทางสังคมอย่างไร

ยกตัวอย่างสาวน้อยเกวลิน เล่ม ๓ ตอนคลั่งดารา ช่วงที่กำลังจะเขียนตอนนั้น กระแสนิยมดาราเกาหลีในบ้านเรา กำลังมาแรงมาก บวกกับที่มีรายการเรียลลิตี้ต่างๆที่นำผู้เข้าแข่งขันมาอยู่ในบ้านเดียวกัน แล้วผู้ชมคนดูรายการคือผู้สังเกตการณ์ บางคนก็ส่งข้อความให้กำลังใจคนที่ตัวเองเชียร์อยู่ บางทีก็ข่มกันไปมา วิจารณ์เหตุการณ์ในบ้านไปตามเรื่องตามราว

ดิฉันก็ยังได้ชมบ้าง รู้สึกว่าน่ารักดี จึงได้นำประเด็นเหล่านี้มาเขียนในชื่อตอน คลั่งดารา คือเล่ม ๓ ของสาวน้อยเกวลิน และปรากฏว่าเล่ม ๓ นี้แหละที่ผู้อ่านสะท้อนกลับมาว่าชอบกันมาก โดยรวมมีคนอ่านพูดถึงเล่ม ๓ กันเยอะมาก

- ศิลปะในการแต่งเรื่องแนวสืบสวนฆาตกรรม

ก็ยากนะคะ แต่เนื่องจากเป็นคดีสั้นๆ โอกาสที่จะเกิดช่องโหว่ในงานระหว่างที่เขียนนั้นมีไม่มากเท่าเรื่องยาว ซึ่งโดยโครงเรื่องในแนวซีรี่ส์ จะเน้นความสัมพันธ์ของตัวละครเป็นหลัก

แต่เวลาที่เขียน ไม่ว่าตอนไหน ไม่ว่าเป็นคดีที่ยากหรือง่าย ทุกเรื่องเกิดจากความตั้งใจที่จะเขียน เนื่องจากอยากให้งานออกมาดีที่สุด เพียงแต่ว่าแนวของเรื่องกิ่งฉัตรกับอลินานั้นแตกต่างกัน

การเขียนเรื่องเบาบอกตามตรงว่ายากเหมือนกันค่ะ เพราะจะต้องเขียนออกมาให้คนอ่านรู้สึกเพลิดเพลินกับเรื่องราว ยิ่งเป็นสืบสวนสอบสวนด้วยแล้ว ก็ต้องอุดรูรั่วช่องโหว่ให้หมด เพราะฉะนั้น ขณะที่เขียนเรื่องของนามปากกาอลินา ก็ไม่ได้รู้สึกว่ากำลังเขียนเรื่องง่ายๆอะไรอย่างนั้น ทุกเรื่องมีความยาก และต้องใช้ความตั้งใจในการสร้างสรรค์งาน

-นอกจากจินตนาการและแรงบันดาลใจของคนเขียนแล้ว การเก็บข้อมูลก็เป็นสิ่งสำคัญ

ปัจจุบันนี้การค้นหาหรือเก็บข้อมูลต่างๆไม่ใช่สิ่งที่ยากอีกต่อไป เพราะมีเทคโนโลยีต่างๆมากมายเป็นตัวช่วย เครื่องมือสื่อสารต่างๆก็เยอะมาก ทำให้เราค้นคว้าทุกอย่างได้ เช่น เฟซบุ๊ค ก็ถือว่าเป็นประโยชน์มาก เมื่อติดขัดข้อมูลตรงไหน โพสต์เข้าไปถาม จากเพื่อนเป็นพันคนต้องมีใครสักคนที่รู้ และสามารถให้คำตอบได้ สามารถอธิบายให้เราทราบอย่างละเอียดได้

เรียกว่าในสังคมออนไลน์ปัจจุบันทำให้พบผู้คนกว้างขวาง และหลากหลายอาชีพมากมาย ทำให้ได้รับข้อมูลความรู้ในสิ่งที่เราไม่รู้ ซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์ต่อการหาข้อมูลสำหรับมาใช้ในงานเขียนอย่างมาก รวมทั้งเพื่อนๆนักอ่านเขาก็พร้อมจะช่วยเรา

-ความสุขจากการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนามปากกาใหม่

ยอมรับว่าเมื่อเขียนงานนามอลินาแล้วมีความสุขมาก เป็นงานที่อยากทำ ชอบ เลยอาจทำให้งานกิ่งฉัตรเว้นหายไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้ทิ้งกิ่งฉัตร เพียงแต่อยากลองทำในแนวอลินาดูบ้าง ไม่อยากให้ตัวเองหยุดนิ่งอยู่กับที่ บวกกับเป็นแนวที่รักที่ชอบด้วยค่ะ

-หลักใหญ่ๆสำหรับการเขียนหนังสือทั้งสองนามปากกา

ดิฉันยึดหลักนี้มาตั้งแต่แรกแล้วว่า ตัวเราเองซึ่งเป็นคนเขียนต้องอ่านสนุกก่อน คนอ่านจึงจะสนุกไปกับเรื่องของเรา แต่ขณะเดียวกันอย่าลืมว่ารสนิยมคนอ่านนั้นก็ไม่เหมือนกัน บางคนบอกชอบเรื่องนั้นไม่ชอบเรื่องนี้ บางคนก็บอกชอบเรื่องนี้ไม่ชอบเรื่องนั้น เพราะฉะนั้น จึงต้องยอมรับว่าเมื่องานออกไปสู่สายตาผู้อ่านแล้ว ย่อมมีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบ

แต่อย่างไรก็ตาม ในการเขียนหนังสือ เราต้องมีข้อผิดพลาดให้น้อยที่สุด และเราต้องสนุกหรือพอใจกับงานเขียนของตัวเองก่อน ก่อนจะไปถึงมือผู้อ่าน

-นอกจาก 'สาวน้อยเกวลิน' ยังมี 'ชมรมคนมีสัมผัสพิเศษ' เป็นแนวสืบสวนฆาตกรรม แต่มีภูตผี วิญญาณและสัมผัสที่หกเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้เรื่องชูรสขึ้น

ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าคนไทย...หรือแม้แต่คนชาติอื่น ๆ กระหายใคร่รู้เรื่องราวเหนือธรรมชาติอยู่แล้ว หลายวัฒนธรรมมีความเชื่อและทัศนคติเกี่ยวกับวิญญาณ ภูตผีและสิ่งเหนือธรรมชาติทั้งนั้น พอมาเขียนเรื่องสืบสวนที่เป็นสืบสวนธรรมดาแล้วก็อยากเขียนอีกชุดที่เหมือนจะสืบสวนผ่านคนตายหรือเรื่องเหนือธรรมชาติดูบ้าง เลยเขียนชมรมคนมีสัมผัสพิเศษขึ้นมา

เรื่องราวที่เขียนก็นำมาจากเรื่องบอกเล่าจากคนนั้นคนนี้ นำมาจากข่าวและประเด็นที่น่าสนใจ ซึ่งมีเยอะมาก รวมๆแล้วก็เขียนเป็นอีกชุด ผลตอบรับเรื่องนี้ค่อนข้างดีค่ะ

-อีกเรื่องหนึ่ง 'ตรีเนตรทิพย์' ซึ่งจัดเป็นเรื่องชุดเหมือนกัน

ค่ะ สำหรับตรีเนตรทิพย์ ดิฉันตั้งใจให้อยู่ในชุด 'นวหิมพานต์' เป็นซีรี่ส์เรื่องยาวที่คิดไว้นานมาก เรื่องนี้คิดอยู่นานมาก กว่าที่จะลงมือเขียน เพราะโอกาสลงมือทำยังไม่มี เนื่องจากต้องส่งเรื่องอื่นก่อน ภายในหนึ่ง สัปดาห์ ดิฉันสามารถเขียนได้เรื่องหรือสองเรื่องยืนพื้น เวลาส่วนใหญ่ที่ลงมือเขียนตรีเนตรทิพย์จึงเป็นตอนกลางคืนค่ะ ส่วนในตอนกลางวันก็เขียนเรื่องอื่น

-ประกายความคิดแรกที่ทำให้อยากเขียน 'ตรีเนตรทิพย์'

คือเนื่องจากเห็นว่าหนังสือเกี่ยวกับเทพเจ้ามีคนเขียนออกมาเยอะมากทั้งในและต่างประเทศ ทำให้มาได้คิดว่าของไทยเราก็มีความเชื่อเกี่ยวกับเทพเหมือนกัน และนึกถึงแดนหิมพานต์ด้วยว่ามีสีสัน มีความตื่นเต้น มีความน่าสนใจมาก ทำให้เก็บข้อมูลมาเรื่อยๆ

ช่วงที่ลงมือเขียนจริงๆคือเมื่อสองปีที่แล้วที่เกิดสึนามิใหญ่มากที่ประเทศญี่ปุ่น และไม่ใช่แค่นั้น ได้เกิดภัยพิบัติกับอีกหลายประเทศมีข่าวน่ากลัวออกมาตลอดเวลา ทำให้หลายคนพูดว่าทุกอย่างในโลกกำลังจะล่มสลายย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ฟังแล้วรู้สึกว่าประเด็นนี้น่าสนใจ

จากนั้นบังเอิญไปพบหนังสือพระเล่มหนึ่งซึ่งพูดถึงเรื่องโลกแตก หมายถึงโลกจะเกิดกลียุคครั้งใหญ่ และโลกจะหยุดหมุนชั่วขณะ แต่การที่โลกหยุดหมุนเพียงชั่วขณะนั้นเองส่งผลร้ายมากมายเพราะเมื่อโลกหยุดแม่เหล็กที่ดึงดูดโลกก็จะไม่ทำงาน ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง ฟ้ามืด แผ่นดินแยก เกิดคลื่นยักษ์ ดินแดนส่วนใหญ่ในโลกจะจมใต้บาดาล อเมริกาจะหายไป กลายเป็นเกาะสองเกาะ ยุโรปสลายไปหมด ขั้วอำนาจจะพลิก ผู้กุมอำนาจโลกจะพลิกกลับมาอยู่ทางด้านทวีปเอเชีย และพอคุยเรื่องนี้กับเพื่อน หลายคนก็บอกว่าเคยได้ยิน หรือเคยอ่านเรื่องนี้มาเหมือนกัน

รู้สึกสนใจประเด็นนี้ ไม่ได้ถึงกับเชื่อหรอกนะคะ แต่ทำให้อยากเขียน เลยลองจินตนาการไปถึงโลกใหม่โดยให้ชื่อว่า 'นวหิมพานต์' ซึ่งเป็นผลหลังจากโลกเกิดกลียุคครั้งใหญ่ ต้องบอกว่าโลกใหม่นี้เกิดจากจินตนาการนะคะ ไม่มีหนังสือเล่มใดอ้างอิง

และสาเหตุที่ตัดสินใจลงมือเขียน เพราะอยากทำงานแนวแฟนตาซี ยังไม่เคยเขียนแนวนี้มาก่อน ก็เลยอยากลองดู แต่ไม่ได้ใส่อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์อะไรมากมาย

ตัวละครในตรีเนตรทิพย์ต่างก็ใช้ชีวิตตามปกติ คล้ายคนยุคปัจจุบันนี้ เพียงแต่กลับไปอยู่ในโลกใหม่ที่มีชื่อว่า 'นวหิมพานต์' สภาพแวดล้อมต่างๆรวมทั้งปัจจัยการดำรงชีพคล้ายๆกับโลกของเราในตอนนี้นี่แหละค่ะ เพียงแต่ใน 'นวหิมพานต์' มีการแบ่งกลุ่มเทพ อสูร ลูกครึ่งมนุษย์ กินนร ฯลฯ

-แนวความคิดการสร้างสรรค์ตัวละครที่มีหลากหลายมิติ

ดิฉันสนใจกับหลักความเชื่อที่เชื่อกันว่าเทพคือฝ่ายดี ส่วนอสูรเป็นฝ่ายไม่ดี แต่พอไปค้นคว้าข้อมูล แล้วอ่านให้ลึกซึ้ง กลับพบว่าฝ่ายเทพเอาเปรียบอสูร อย่างถ้าใครอ่านตำนานเกษียรสมุทรก็จะทราบว่าฝ่ายเทวดาใช้เล่ห์เพทุบายให้ฝ่ายอสูรหลงกล จนกระทั่งพวกเทวดาได้น้ำอมฤตไปดื่มเพื่อความเป็นอมตะ ทั้งที่พวกอสูรมีส่วนช่วยอย่างมาก แต่กลับถูกอีกฝ่ายเอาเปรียบ

ข้อมูลเกี่ยวกับอสูรตามข้อมูลได้พบว่าแบ่งเป็นสองส่วน คืออสูรที่มีที่มาจากคำว่าอสุรา กับอสูรที่มีที่มาจากพวกรากษส (อ่านว่า ราก-สด) อสูรรากษส หน้าตานิสัยดุร้าย

ส่วนอสุรา ความจริงแล้วคือเทพกลุ่มหนึ่งซึ่งอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์มาก่อน ทีนี้วันหนึ่งมีเทพบังเกิดใหม่ที่มีบารมีมากกว่ามาเยี่ยมเยียน ทางฝั่งเจ้าบ้านได้นำน้ำคันธบาลมาให้ดื่มต้อนรับ แต่ผู้มาเยือนกลับไม่ดื่ม กลายเป็นเจ้าบ้านดื่มจนเมามาย จึงเป็นทีของเทพผู้มาเยือน โดยจับเจ้าบ้านโยนลงมาจากสวรรค์ แต่ฝ่ายผู้เพลี่ยงพล้ำยังไม่หมดบุญ ทำให้มีปราสาทราชวังเกิดขึ้นมารองรับ และกลายเป็นดินแดนใหม่อีกแห่งหนึ่งของพวกอสูร ซึ่งครั้นพอสร่างเมาให้นึกเจ็บใจ และตั้งปณิธานว่าจะไม่ดื่มสุราอีกเลย ก็เลยกลายเป็นกลุ่มอสุรา กระทั่งตอนหลังคำเรียกเพี้ยนมาเป็นอสูร

เรื่องตรีเนตรทิพย์ ดิฉันใช้เกร็ดเทพ-อสูรเหล่านี้ด้วย เพื่อเติมแต่งให้เรื่องราวสนุกมีสีสันมากขึ้น และเรื่องเกี่ยวกับเทพ-อสูรมิได้อยู่ไกลตัวผู้อ่านซึ่งเป็นคนไทยเรา ตามข้อมูล ฝ่ายเทพก็จะเป็นพวกกุมอำนาจการเมืองการปกครอง เก่งด้านการประชาสัมพันธ์ ขณะที่อสูรจะอยู่ฝ่ายดูแลความสงบเรียบร้อย มีหน้าที่คล้ายตำรวจทหารประมาณนั้น

-เหตุใดจึงต้องเป็นแดน 'นวหิมพานต์'

ดิฉันคิดว่าเมื่อเราอยากเขียนแฟนตาซีแบบไทยๆเพื่อให้คนไทยอ่าน จะมีที่แห่งไหนบ้างที่ตื่นเต้นและมีสีสันเท่ากับแดนหิมพานต์ แต่ขณะเดียวกันเราก็ไม่รู้หรอกว่าสวรรค์ในป่าหิมพานต์นั้นสวยแค่ไหน สวยอย่างไร ฉากในหิมพานต์จริงๆก็ดูจะไกลตัวเกินไป จึงจินตนาการเป็นนวหิมพานต์เสียเลย ซึ่งทุกอย่างใกล้เคียงกับโลกปัจจุบันมาก

จะว่าไปเรื่องที่เกี่ยวกับหิมพานต์ นักเขียนคนไทยหลายท่านก็เขียนกันมามาก อย่างเช่น มาแต่หิมพานต์ ของ จินตวีร์ วิวัธน์

ดิฉันเคยอ่านนวนิยายแฟนตาซีของต่างประเทศ และรู้สึกทึ่งในจินตนาการของคนแต่งมาก เป็นจินตนาการที่ไร้กรอบ แต่มีความน่าเชื่อถือ และสมจริงมาก ทำให้รู้สึกประทับใจ

เรื่องนี้ที่ดิฉันเขียน ตั้งใจปั้นแต่งตัวละครทั้งหลาย ทั้งเทพและอสูรมีความเป็นมนุษย์มากขึ้น ความจริงทั้งเทพและอสูรต่างก็ยังมีกิเลส ยังเวียนว่ายอยู่ในความรักโลภโกรธหลง เป็นตัวละครที่จะทำให้ผู้อ่านรู้สึกจับต้องได้ ไม่แตกต่างจากมนุษย์อย่างเราๆ

อย่างที่บอกว่าถ้าเราสนุกกับสิ่งที่เขียน รู้สึกว่าเป็นงานความท้าทายใหม่ๆ ผู้อ่านก็คงจะสนุกไปกับเราด้วย ตัวละครแต่ละตัวมีความสามารถพิเศษแตกต่างกัน ขนบธรรมเนียม จารีต สภาพแวดล้อมจะแปลกออกไป ทุกอย่างเกิดจากจินตนาการแทบทั้งสิ้น ไม่มีถูกไม่มีผิด

และเมื่อเป็นเรื่องที่เกิดจากจินตนาการล้วนๆ คนเขียนจึงมีอำนาจเต็มที่จะกำหนดให้ตัวละครทำอะไรใน 'นวหิมพานต์' ก็ได้บนพื้นฐานที่เหมาะสม

ถ้าเขียนนวนิยายแนวดรามาหรือเรียลลิสติก เรื่องราวจะถูกกำหนดด้วยความเป็นจริงของชีวิต แต่ถ้าเป็นแนวเหนือธรรมชาติ แนวแฟนตาซี ผู้เขียนสามารถใส่จินตนาการเข้าไปได้เต็มที่อย่างสมเหตุสมผล เพราะไม่ได้ถูกตีกรอบด้วยเงื่อนไขความจำกัดของมนุษย์

ในโลกแห่งแฟนตาซี มนุษย์ย่อมสามารถทำอะไรก็ได้ ได้มากกว่ามนุษย์บนโลกความเป็นจริง

เรื่องตรีเนตรทิพย์ ถึงแม้ตัวละครต่างเป็นเทพ เป็นอสูร แต่ก็มีส่วนประกอบอะไรต่างๆที่คล้ายมนุษย์มาก เช่น ยังต้องเดินทางด้วยยานพาหนะ ไม่ใช่เหาะเหินเดินอากาศหรือนึกอยากไปไหนก็บินกันไปบินกันมา ยกเว้นตัวละครที่แปลงร่างได้ หรือพวกกินนร พวกครุฑ ซึ่งนั่นเป็นกรณีพิเศษ ว่ากันเป็นรายๆ ไป

-ความยากง่ายของการเขียนนวนิยายแนวแฟนตาซี

ความยากในการเขียนเรื่องเหนือธรรมชาติ ก็คือ เขียนอย่างใรให้คนอ่านเชื่อในสิ่งที่เราจินตนาการออกมาจนปรากฏเป็นผลงานที่มิได้เขียนอย่างล่องลอย แต่ต้องเขียนให้คนอ่านรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่มีความสมเหตุสมผล และเรื่องราวเหล่านั้นมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นจริงได้ ส่วนความง่าย ก็คือ คนเขียนสามารถจินตนาการได้อย่างบรรเจิด

ถ้าตั้งใจเขียนจริงๆย่อมทำได้ โดยดิฉันยึดหลักว่าข้อมูลและเนื้อหาอย่าให้มากอย่าให้น้อยเกินไป บรรจุให้พองาม ที่สำคัญต้องบอกเหตุผลพื้นฐานว่าเพราะอะไรจึงเป็นอย่างนั้น เพราะอะไรตัวละครจึงทำอย่างนี้ ถ้าต้องการให้คนอ่านเชื่อในสิ่งที่เราเขียน ยิ่งโดยเฉพาะแนวแฟนตาซีด้วยแล้ว การให้เหตุผลจึงเป็นสิ่งจำเป็น ส่วนปมอื่นๆที่ผูกโยงขึ้นมาเพื่อให้ผู้อ่านคอยติดตาม ก็ค่อยๆแย้มพรายไปเรื่อยๆค่ะ เนื่องจากเป็นเรื่องยาว และปมอดีตของนางเอกก็ซับซ้อนมาก เรื่องราวยังต้องดำเนินไปอีกไกลค่ะ (คนเขียนบอกยิ้มๆ)

-คำถามสุดท้าย ได้อะไรบ้างจากการเดินบนถนนนักเขียนมา ๒๕ ปี

มากมายค่ะ ซึ่งไม่ได้หมายถึงผลตอบแทนต่างๆนะคะ

อาชีพนักเขียนนอกจากเป็นอีกอาชีพหนึ่งที่เลี้ยงตัวเองได้ สิ่งหนึ่งที่ได้รับมากๆ คือการได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากผู้อ่าน ความรู้สึกดีๆ น้ำใจไมตรีจากผู้อ่าน จุดนี้คือพลัง เป็นแรงผลักดันกระตุ้นให้สร้างสรรค์งานใหม่ๆออกมา เพราะรู้ว่ามีผู้อ่านรออยู่

 

ทุกวันนี้ ไม่ว่าจะคือ "อลินา" หรือ "กิ่งฉัตร" เธอยังคงมุ่งมั่นทำงานอยู่ตรงหน้าจอคอมพิวเตอร์ โลกสี่เหลี่ยมซึ่งไม่มีเส้นแบ่งใดจะมาแยกเธอออกจากความคิดและจินตนาการแห่งการสร้างสรรค์อันไร้พรมแดนได้ เพราะปลายทางที่รออยู่นั้น ยิ่งใหญ่และมีพลังยิ่งนัก

ทั้งเสียงหัวเราะ เสียงร้องไห้ การรอคอยของผู้อ่าน เป็นเสมือนบทพิสูจน์ความสำเร็จในอาชีพนักประพันธ์ที่ดำเนินมาไกลเกือบสองทศวรรษครึ่ง และจะย่างก้าวต่อไปอย่างมั่นคงเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของความงดงามของโลกใบนี้ ไม่แพ้โลกใหม่แห่งจินตนาการใน 'นวหิมพานต์'