สยามผลัดแผ่นดิน

150 ปีศรีสวรินทิรา

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริให้จัดลำดับผู้สืบราชบัลลังก์ตามอาวุโส โดยถือตามการเรียงอายุ และให้ทรงถือพระราชโอรสที่ประสูติแต่สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา และสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี เป็นเสมือนพระมารดาเดียวกัน แต่ในรัชสมัยพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นว่าการยึดถือเช่นนั้นอาจจะก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในภายภาคหน้าได้ พระองค์จึงกำหนดกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบพระราชสันตติวงศ์ขึ้นใหม่ เรียกว่า กฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ.2467

นับเป็นพระปรีชาสามารถและพระราชวินิจฉัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงเล็งเห็นการณ์ไกล และนำพาสยามประเทศให้อยู่รอดปลอดภัยมาจนถึงทุกวันนี้

กฎมณเฑียรบาล ในมาตรา 4 ได้กำหนดลำดับราชวงศ์ที่จะทรงสิทธิเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติไว้อย่างละเอียด ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงยึดหลักการสนองพระบรมราชโองการเสด็จพระบรมราชชนกที่ทรงมีเจตนาให้ถือราชโอรสที่ประสูติแต่พระมารดาทั้งสองคือ สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา และ สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี เป็นเสมือนพระมารดาเดียวกัน จึงทรงให้ถือสายสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี เป็นลำดับแรก และสายสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา เป็นลำดับถัดไป

มาตรา5 ได้ถวายพระราชอำนาจแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชอำนาจและพระราชสิทธิที่จะทรงสมมติเจ้านายเชื้อพระวงศ์ให้ทรงเป็นพระรัชทายาท สุดแต่จะทรงพระราชดำริ

ดังนั้น ก่อนที่ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จะเสด็จสวรรคต จึงทรงอาศัยพระราชอำนาจและพระราชสิทธิตามมาตรา 5 แห่งกฎมณเฑียรบาล พ.ศ.2467 ได้ทรงสมมติองค์รัชทายาทขึ้น คือ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดช กรมขุนสุโขทัยธรรมราชา ซึ่งเมื่อเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติสืบพระราชสันตติวงศ์ เป็นรัชกาลที่ 7 แห่งบรมราชจักรีวงศ์ เฉลิมพระปรมาภิไธยว่า "พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว"

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระราชโอรสองค์สุดท้องใน สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี และทรงเป็นพระราชนัดดาที่ใกล้ชิดและทรงอุปถัมภ์ค้ำชูกันมากับ สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ จึงทรงคำนึงถึงพระกรุณาธิคุณที่ สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา ทรงมีต่อพระองค์ ทั้งยังทรงพระกรณียกิจต่อบ้านเมืองเป็นอันมาก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯสถาปนาพระอิสริยยศ สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา เป็น "สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสามาตุจฉาเจ้า" อันแสดงถึงความเคารพนับถือและการยกย่องที่ทรงมีต่อ สมเด็จพระมาตุจฉา

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวีฯ ทรงมีความผูกพันกันมาก ดังจะเห็นได้ว่าทุกครั้งที่ทรงมีพระราชนัดดาอันเกิดจาก สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช และพระชายา พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จะทรงพระราชทานนามให้ทั้ง 3 พระองค์

ในปี 2471 เป็นช่วงเวลาที่ สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวีฯ น่าจะทรงพระเกษมสำราญที่สุด เนื่องจาก สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล พร้อมพระชายา และพระโอรส พระธิดา 3 พระองค์เสด็จนิวัตประเทศไทย และมาประทับอยู่กันพร้อมหน้า ณ วังสระปทุม แต่ความสุขนั้นก็แสนสั้นนัก ในวันที่ 24 กันยายน พ.ศ.2472 สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช สิ้นพระชนม์ สมเด็จพระสรีสวรินทิรา บรมราชเทวี ทรงเสียพระทัยหนักถึงขั้นประชวร และปฏิเสธพระโอสถ ไม่ยอมรักษาพระองค์เป็นเวลาถึง 3 เดือน

ครั้นเมื่อทรงคลายพระประชวรแล้ว วันหนึ่งทอดพระเนตรพระสุนิสากับพระราชนัดดาแล้ว จึงมีรับสั่งถึงการดำเนินชีวิตในอนาคตของสมเด็จพระบรมราชชนนี ซึ่งขณะนั้นมีพระชันษาเพียง 29 พรรษา พระรูปพระโฉมยังสิริโสภา ทรงขอสัญญาจากสมเด็จพระบรมราชชนนีจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางเดินชีวิต และพระองค์เองก็สัญญาว่าจะไม่เข้าไปก้าวก่ายในการอภิบาลสมเด็จพระราชนัดดาทั้ง 3 พระองค์ สมเด็จพระบรมราชชนนีทรงกันแสงพร้อมกราบบังคมทูลว่า พระองค์ไม่ทราบว่าได้ทรงมีเวรกรรมไว้ที่ใดบ้าง ทรงได้ยินเช่นนั้นก็มีความสบายพระทัยและแน่พระทัยว่า สมเด็จพระบรมราชชนนีจะไม่ทรงเปลี่ยนวิถีชีวิตตามที่ทรงร้องขอ

สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวีมีรับสั่งทำนายเหตุการณ์ได้อย่างแม่นยำในครั้งนั้นว่า

"เห็นแม่ม่ายมานักต่อนักแล้ว เมื่อเป็นม่ายใหม่ๆก็ร้องไห้คร่ำครวญจงรักภักดี แต่พอไม่กี่วันก็ได้ใหม่ สังวาลย์เป็นคนฉลาด แม้กำลังตกอยู่ในความทุกข์ การจะตอบก็ยังมีสติไตร่ตรองก่อนตอบหาได้ยากในผู้หญิงทั่วไป ฉันจึงแน่ใจ"

เป็นที่ประจักษ์ในเวลาต่อมาหลังจากนั้นว่า สมเด็จพระบรมราชชนนีไม่ทรงทำให้ สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี ทรงผิดหวังแต่ประการใด พระองค์ไม่ทรงเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต ทรงจงรักภักดีต่อ สมเด็จพระบรมราชชนก เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช ครองพระองค์อยู่อย่างเดียวดายตลอดพระชนมชีพตราบจนเสด็จสวรรคต นับทรงเป็นสุภาพสตรีที่ควรค่าแก่การยกย่องสรรเสริญยิ่ง สมเด็จพระศรีสวรินทิราฯเองก็ได้ทรงวางพระองค์ในฐานะญาติผู้ใหญ่ที่ให้ความอบอุ่น และเป็นที่ปรึกษาในยามเกิดปัญหาคับข้องพระทัย ทรงอนุเคราะห์พระสุนิสาและครอบครัวตามสมควรแก่โอกาสเท่านั้น ไม่ทรงก้าวก่ายการอภิบาล การปกครองพระราชนัดดาแต่อย่างใด

เมื่อคณะราษฎรทำการปฏิวัติยึดอำนาจจาก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 สร้างความระส่ำระสายให้กับเหล่าพระราชวงศ์ฝ่ายพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทุกพระองค์ หลายพระองค์ถูกควบคุมตัวเป็นประกัน หลายพระองค์ได้รับความกระทบกระเทือนในพระฐานะ สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวีทรงเล็งเห็นว่าความระส่ำระสายนี้จะยังคงความไม่สู้ดีนักต่อไปในภายหน้าอีกยาวไกล ทรงเป็นห่วงพระราชนัดดา หลังทรงปรึกษากับพระญาติใกล้ชิดที่ไว้วางพระราชหฤทัย อันได้แก่ สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรี พระราชธิดาพระองค์เดียวที่เหลืออยู่ และ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาชัยนาทนเรนทร พระราชโอรสเลี้ยง ถึงความปลอดภัยในพระราชนัดดาทั้งสามพระองค์ ในที่สุดทรงตกลงกันได้ว่าควรจะส่งพระราชนัดดาทั้งสามไปประทับต่างประเทศ เพื่อให้ห่างไกลเหตุการณ์วุ่นวาย และเพื่อการศึกษา เมื่อนำความมาปรึกษาสมเด็จพระบรมราชชนนีทรงเลือกเอาประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จึงทรงตกลงตามนั้น

หลังจาก สมเด็จพระบรมราชชนนี และ พระราชนัดดาทั้งสามกราบบังคมทูลลา เสด็จไปประทับในต่างประเทศแล้ว สมเด็จพระศรีสวรินทิราฯ ทรงใช้พระชนม์อย่างสงบอยู่ที่วังสระปทุมต่อไป ทรงตักบาตรทำบุญทุกวัน เสด็จไปฟังเทศน์ในพระอารามต่างๆใกล้วังอย่างสม่ำเสมอ เมื่อพระชันษามากขึ้น ไม่สะดวกไปฟังเทศน์ฟังธรรมตามพระอาราม ได้ทรงนิมนต์พระสงฆ์มาเทศนาที่วังสระปทุมทุกวันอาทิตย์

ทรงรอคอยการเปลี่ยนแปลงที่จะมาถึง...อย่างคาดการณ์ล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำว่า ในอนาคตอันใกล้พระราชนัดดาจะต้องทรงเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อบ้านเมือง อย่างมิอาจหลีกพ้น