ตัวเลขวัดความสำเร็จ

คิดเห็นประเด็นข่าว

ผลการศึกษาของสถาบันเพื่อการศึกษาด้านการคลังที่ได้รับเงินทุนสนับสนุนจากรัฐบาลอังกฤษพบว่า ผู้ที่เก่งเลขตั้งแต่เด็กเมื่อเติบโตขึ้นจะมีรายได้มากกว่าเด็กอื่นๆในช่วงเวลาที่พวกเขามีอายุราว 30 ปี โดยมีความเชื่อมโยงที่ชัดเจนระหว่างทักษะทางคณิตศาสตร์ในวัยเด็กกับรายได้ในอนาคต

แคลร์ ครอว์ฟอร์ด 1 ในทีมวิจัยได้เปิดเผยว่าจากการศึกษายังพบว่าทักษะทางคณิตศาสตร์มีความสำคัญมากกว่าทักษะการอ่านและยังมีความสำคัญเหนือคุณสมบัติอื่นๆที่บุคคลนั้นได้รับในเวลาต่อมาดังนั้นจึงควรลงทุนและอุทิศเวลาให้กับการฝึกฝนทักษะต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งคณิตศาสตร์ตั้งแต่เนิ่นๆ ทีมนักวิจัยยืนยันว่า เด็กที่ได้คะแนนด้านการอ่านสูงเมื่ออายุ 10 ขวบเติบโตมามีรายได้ต่อปีมากกว่า 2 เปอร์เซนต์ ขณะที่เด็กเก่งเลขจะโตมามีรายได้มากกว่าเด็กอื่น 7 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตามนักวิจัยยังไม่อาจหาคำตอบได้ว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น แต่คาดว่าน่าจะเป็นเพราะนายจ้างให้คุณค่าความสำคัญกับทักษะทางคณิตศาสตร์มากและพร้อมที่จะให้ค่าจ้างคนเหล่านี้สูงกว่า ก็เป็นได้

แต่ก็มีผลทำให้รัฐบาลอังกฤษได้ปรับปรุงหลักสูตรคณิตศาสตร์สำหรับชั้นประถมขึ้นใหม่ โดยนับตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นไป นักเรียนจะต้องเรียนคณิตศาสตร์ไปจนถึงอายุ 18 หากไม่สามารถสอบเลขในหลักสูตรการศึกษาภาคบังคับด้วยเกรดซีเป็นอย่างน้อย โดย เอลิซาเบธ ทรัสส์ รัฐมนตรีศึกษาธิการให้เหตุผลว่า ผลการวิจัยแสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่า ความเชี่ยวชาญในวิชาคณิตศาสตร์ตั้งแต่ระดับประถม เป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อประเทศชาติ

มีการสำรวจในสหรัฐอเมริกาช่วงปีที่ผ่านมา อาชีพแพทย์ต้องเผชิญกับสภาวะ หมดไฟ เป็นอันดับหนึ่ง ตัวเลขสูงถึงร้อยละ 48 ประมาณร้อยละ40 ของแพทย์มีอาการอย่างน้อย 1 อย่างคือ หมดความกระตือรือร้นในงานที่ทำ ไม่ไว้ใจมนุษย์ด้วยกัน มีความรู้สึกถูกเยาะเย้ย ถากถาง จนทำให้มีความเห็นแก่ตัวและรู้สึกว่าตัวเองด้อยคุณค่า

สภาวะหมดไฟของแพทย์ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการดูแลผู้ป่วยเพียงอย่างเดียว แต่กระทบแพทย์โดยตรงถึงขั้นฆ่าตัวตายในอัตราสูงกว่าคนทั่วไปทั้งนี้แพทย์หญิงจะถูกกระทบมากกว่าแพทย์ชาย ส่วนสาเหตุที่ทำให้แพทย์อยู่ในสภาวะหมดไฟไม่ได้เกี่ยวกับสุขภาพโดยรวม การออกกำลังกายน้อย น้ำหนักตัว การดื่มสุรา สูบบุหรี่ หรือประเภทของกิจกรรมที่ทำในยามว่าง แต่มีผลมาจาก แพทย์เหล่านี้ต้องเผชิญกับสถานการณ์งานที่หนักไม่ต่างไปจากหนูถีบจักร ขณะที่ค่าตอบแทนไม่เคยเท่ากับแรงงานและแรงใจที่ใช้ไป อีกทั้งยังถูกโหมกระหน่ำด้วยงานกระดาษควบคุมคุณภาพ กรอกเหตุผลในการใช้ยา ทำให้เผชิญกับภาวะหดหู่ โดยเฉพาะในแพทย์มะเร็งและแพทย์รักษาเอดส์ ขณะเดียวกันแพทย์เหล่านั้นยังต้องเผชิญกับกฎ ระเบียบซึ่งไม่สอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติที่ต้องประสบกับคนไข้ลักษณะต่างๆกันอีกด้วย

รท.หญิง กรรภิรมย์ วิชาธร นักการทูตชำนาญการ กรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยถึงการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 ของไทย ว่า ขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการเป็นเจ้าภาพหลักในการเตรียมความพร้อมเยาวชนไทย โดยร่วมมือกับประเทศกลุ่มอาเซียน 10 ประเทศจัดทำคู่มือหลักสูตรอาเซียนเพื่อเป็นหลักในการจัดการเรียนการสอนเยาวชนในกลุ่มประเทศอาเซียนให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ปัจจุบันมีความก้าวหน้าถึงขั้นสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. ได้ขยายผลการสอนในกลุ่มสาระวิชาต่างๆนอกเหนือจากวิชาสังคมศึกษา ส่วนการสอนภาษาอังกฤษและภาษาอาเซียน ในส่วนของสถานศึกษามีการฝึกการใช้ภาษาอังกฤษอย่างเข้มข้น รวมทั้งการจัดค่ายการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ และการแลกเปลี่ยนนักเรียนนักศึกษาระหว่างกลุ่มอาเซียนด้วยกัน

ขณะที่เวทีประชุมวิชาการระดับชาติครั้งที่ 2 ในหัวข้อการพัฒนาศักยภาพเด็กไทยและเยาวชนสู่ประชาคมอาเซียน ซึ่งสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดลร่วมกับ สสส.จัดขึ้นโดยมี อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน ได้ให้ภาพรวมของการแก้ปัญหาคุณภาพของทรัพยากรบุคคลระดับประเทศว่า การจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียนหรือไม่ เป็นเรื่องปลีกย่อย แต่ปัจจัยหลักคือทำอย่างไรให้เด็กได้พัฒนาตนเองและสังคม

คุณอานันท์ ระบุว่าการศึกษาของไทยที่ยังด้อยคุณภาพ เพราะเรามีนักวิชาการระดับดอกเตอร์มากเกินไป นำเอาสิ่งที่เรียนรู้จากต่างประเทศมาใช้จนลืมความเป็นไทย โดยเฉพาะบทบาทของวัดซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นศูนย์กลางการศึกษา สิ่งสำคัญที่ควรทำก็คือเน้นคุณภาพครูและหลักสูตรการศึกษาโดยครูต้องสอนให้น้อยลง แล้วให้โอกาสเด็กพูดและแสดงความคิดเห็น ฝึกการวิเคราะห์ผ่านการตั้งคำถาม

เช่นเดียวกับมุมมองของ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช นายกสภามหาวิทยาลัยมหิดลที่แสดงความเป็นห่วงว่า อีกไม่นานเด็กในวันนี้ก็จะเติบโตเป็นผู้ดูแลบ้านเมือง แต่สภาพของเด็กไทยในปัจจุบันมีความน่าเป็นห่วงสูง เพราะวิธีการเลี้ยงดูเด็กและพัฒนาการทางการศึกษาของไทยผิดยุคและล้าสมัย

ด้าน ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ ผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาพ ได้ให้ข้อเสนอแนะว่า จากการพูดคุยกับผู้บริหารบริษัทชั้นนำของเมืองไทยปรารภเป็นส่วนใหญ่ว่าเด็กที่สำเร็จการศึกษาออกมาในยุคนี้ใช้งานไม่ได้เลย แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไม่เป็น ซึ่งโจทย์ของการทำงานจริงคือการแก้ปัญหา แต่ปัญหาที่พบไม่มีในตำรา ไม่รู้จะแก้อย่างไร ขณะนี้ภาคเอกชนที่เป็นองค์กรใหญ่จึงตัดสินใจเปิดมหาวิทยาลัยของตนเองขึ้นมา เช่น บริษัทซีพี ตั้งมหาวิทยาลัยปัญญาภิวัฒน์เพื่อสร้างบุคคลที่องค์กรต้องการ โดยเขาระบุชัดว่า ไม่ต้องการเด็กเรียนดี แต่ต้องการคนมีความรับผิดชอบ

ดังนั้น ข้อเสนอแนะในการปรับมุมมองใหม่ก็คือ อันดับแรกต้องรณรงค์ให้พ่อแม่ปรับเปลี่ยนทัศนคติเรื่องการศึกษา และสำคัญที่สุดต้องเปลี่ยนระบบการศึกษา ระบบการพัฒนาเด็ก และระบบสื่อ ตลอดจนสร้างเด็กให้มีภูมิต้านทานต่อสิ่งยั่วยุต่างๆ

ได้แต่หวังว่าเสียงสะท้อนจากเวทีที่มีแค่ผู้ใหญ่ใจดี และอยู่กับปัญหาระดับชาติมานาน จะไปถึงผู้มีหน้าที่กำหนดนโยบายการสร้างทรัพยากรบุคคล เผื่อว่าจะมีแนวคิดกว้างไกลมากไปกว่าการเลื่อนเวลาเปิดภาคเรียนการศึกษาใหม่ ด้วยข้ออ้างว่าเพื่อให้เข้ากับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน โดยไม่ได้คิดถึงผลกระทบที่จะตามมา ซึ่งเชื่อว่าถ้าไม่มองมิติอื่นๆ อีกไม่ช้าไม่นานจะเริ่มมองเห็นปัญหาสารพัดที่จะตามมาจากการเลื่อนเวลาปิดเปิดเทอม

ยังไม่นับรวมปัญหาจากที่มาของครู แม่พิมพ์ของชาติ หลังพบการทุจริตสอบเข้าบรรจุเป็นครูผู้ช่วย ซึ่งจนถึงบัดนี้ยังไม่มีความคืบหน้าในการแก้ไขคืนความเชื่อมั่นศรัทธาต่อการพัฒนาคน พัฒนาประเทศแต่อย่างใด