สุริยันจันทรา...อัศจรรย์ลูกปัดโบราณ

เรียนรู้เรื่องราว

มิได้เที่ยวเพลิดเพลินแต่เพียงอย่างเดียว แต่ทว่า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ยังสนับสนุนให้เรียนรู้ระหว่างการสัญจร อย่างเช่นคราวพาเยือนถึงเมืองนคร การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครศรีธรรมราช นอกจากพาร่วมบุญมาฆบูชาแห่ผ้าขึ้นธาตุ หรือให้สัมผัสวิถีริมแม่น้ำปากพนังแล้ว ยังนำมาชมในพิพิธภัณฑ์หาดทรายแก้ว อีกด้วย ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญของชุมชน ที่ทาง ททท. อยากให้มารับรู้เรื่องราวกัน

พิพิธภัณฑ์หาดทรายแก้ว ตั้งอยู่เลขที่ 103/1 หมู่ 1 ตำบลท่าขึ้น อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช ก่อตั้งขึ้นมาเมื่อปี 2530 เปิดให้บริการเข้าชมในปี 2536 จัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์โดย ผู้ใหญ่ เยิ้ม เรืองดิษฐ์ อดีตผู้ใหญ่บ้านตำบลท่าขึ้น เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ถึงวิถีของคนนคร ซึ่งเป็นการสะสมของเก่ามาตั้งแต่อายุ 16 ปี ส่วนใหญ่รับซื้อจากชาวบ้านตามแหล่งต่างๆ โดยเฉพาะรับซื้อมาจากชาวประมง ที่งมโบราณวัตถุได้จากซากเรือโบราณ ได้อับปางลงจมอยู่ใต้ท้องทะเล ผู้ใหญ่เยิ้มที่หลงใหลการสะสมของเก่า ก็รับซื้อจนบางครั้งถึงกับเคยขายที่ดิน เพื่อซื้อจานราชวงศ์ซ้องอายุกว่าพันปี ในราคากว่าเจ็ดหมื่นบาทมาแล้ว

"ฉันเกิดจากครอบครัวยากจน ยึดอาชีพหาบถั่วขายตามตลาด พร้อมกับหาบความเป็นอยู่พ่อแม่และครอบครัว ฉันยึดมั่นในคติที่ว่า ความขยันอยู่ที่ใด...ความยากจนไม่มีที่นั่น ของสะสมชิ้นแรกๆของฉัน คือเหล็กขูด หรือ กระต่ายขูดมะพร้าว 'เหล็กขูดมีกันทุกบ้าน เวลามีขานเสียงดังครูดครูด เหล็กขูดมัดพูดไม่ได้ ถ้ามันพูดได้มันคงจะพูด ผู้เฒ่านี้กับอีสาวนั้น มันนั่งจีบกันบนหลังเหล็กขูด' (หัวเราะ) ฉันรักการสะสมของทุกอย่าง แรกๆก็เก็บเรื่อยเปื่อยตามชายหาด จนคนมักเรียกฉันว่า ผู้หญิงเก็บตก ซึ่งฉันจะเก็บนำแต่สิ่งดีๆเอาไว้"

สาววัย 56 ปีนั่งคุยอย่างออกรสชาติ พร้อมเป็นวิทยากรนำชมพิพิธภัณฑ์ ที่ตอนนี้ก็เสมือนกับโกดังแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ภายในรีสอร์ทหาดทรายแก้วติดกับทะเล เปิดให้เข้าชมมาเป็นสิบๆปีได้แล้ว ลักษณะเป็นตัวอาคารชั้นเดียว เดิมทีเป็นบ้านของผู้ใหญ่เยิ้มนั่นเอง แล้วดัดแปลงเพื่อจัดแสดงโบราณวัตถุและศิลปวัตถุ ภายในอาคารดูคับแคบอย่างมาก เมื่อเทียบกับจำนวนสิ่งของที่จัดแสดง โดยมีการจัดแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ แต่ไม่มีคำบรรยายประกอบแต่อย่างใด อาทิ กระต่ายขูดมะพร้าว ตะเกียงเจ้าพายุ นาฬิกาเรือนไม้ โอ่งไห 2-4 หูขนาดเล็ก-ใหญ่ ถ้วยจานชาม หม้อทองเหลือง ผ้ายกโบราณ ผ้าดิ้นเงินดิ้นทอง ที่ล้วนได้มาจากหลากหลายแหล่งด้วยกัน แต่สะท้อนวิถีชีวิตและความศรัทธาของคนเมืองนคร

ผู้ใหญ่เปรยถึงที่มาการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ ว่า "เมื่อเก็บของเก่าแก่โบราณไว้มากมาย พอหลังจากแต่งงานในปี 2530 ฉันจึงอยากพัฒนาบ้านเกิดของตัวเอง ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่คนรู้จักมากขึ้น โดยเริ่มต้นจากสร้างบ้านนำของสะสมรวมไว้ อีกทางก็เปิดเป็นร้านอาหารเล็กๆ หวังจะทำเป็นแหล่งท่องเที่ยวแบบครบวงจร จนกระทั่งทางมหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช ให้ปริญญากิตติมศักดิ์ด้านการพัฒนาการท่องเที่ยว สำหรับของโบราณที่โดดเด่นในพิพิธภัณฑ์ ได้แก่ ลูกปัดโบราณกระมัง ซึ่งเป็นลูกปัดเก่าแก่สมัยทวารวดี

...โดยฉันได้จากชาวจีนมาบอกขาย เพราะเห็นเป็นคนชอบสะสมของเก่า ตอนไปเจอลูกปัดคลองท่อมสิบกว่ากระสอบ ขณะนั้นฉันมีที่อยู่สามแปลงที่อ่าวพระนาง จึงอธิษฐานขอว่า ถ้าลูกปัดมีความศักดิ์สิทธิ์จริง ขอให้ฉันขายที่ดินได้ แล้วจะนำเงินมาซื้อลูกปัด ฉันก็ขายที่ดินได้จริงๆด้วย ตอนขนกลับมาถึงบ้าน พี่น้องว่าฉันบ้าลูกหิน แต่ฉันเชื่อว่า ลูกปัดเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นสิ่งมงคล หรือเป็นสิ่งที่ดีงาม ไม่เช่นนั้นสมัยโบราณเมื่อหลายพันปี คงไม่เอาไว้บนยอดพระธาตุกันหรอก เพราะเมื่อปี 2537 มีการนำพุ้มข้าวบิณฑ์จากองค์พระธาตุ ลงมาทำการบูรณะเสียใหม่ เห็นมีลูกปัดบรรจุอยู่มากมาย ก็เหมือนของฉันที่มีอยู่เลย"

หลายคนถามถึงความเก่าแก่ของลูกปัด ทางผู้ใหญ่เยิ้มก็ได้แต่ตอบกลับว่า "ลูกปัดจะเป็นของใหม่หรือของเก่า มันไม่สำคัญสำหรับฉันหรอก สิ่งของใดใหม่ๆในวันนี้...ก็จะเป็นของเก่าในวันหน้า แม้ตัวเราก็จะเป็นของโบราณชิ้นหนึ่งเช่นกัน จะมีค่าหรือไม่มีค่าอยู่ที่การกระทำของเรา ถ้าเรามีความดี...คุณค่าจะอยู่ไปถึงลูกถึงหลาน ลูกปัดเอามารวมสีกันแล้วสวย แต่เราเป็นคนไทยอย่าแยกสีกันนะ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันทำถึงวันนี้ ได้ทำตามรอยยุคลบาทของพ่อหลวง ที่พูดไว้ว่า ก้อนอิฐก้อนเดียว เมล็ดถั่วเมล็ดเดียว ถ้าทุกคนช่วยกันรักษา ใครก็เอาของเราไปไม่ได้ ฉันซึ่งเป็นผู้หญิงเก็บตกคนหนึ่ง เรียนจบมาแค่ปอสี่มีความรู้แค่น้อยนิด แต่มุมมองความคิดของฉันไปไกล ฉันทำพิพิธภัณฑ์ได้เพียงแค่นี้...ก็ถือเป็นบุญแล้วค่ะ"

ลูกปัดในความหมายทางโบราณคดี คือวัตถุต่างๆที่ผ่านการเจาะรู สามารถนำมาร้อยเรียงได้ เช่น ลูกปัดหิน ลูกปัดดิน ลูกปัดแก้ว ลูกปัดจากกระดูก ลูกปัดจากเปลือกหอย หรือลูกปัดจากโลหะอื่นๆอย่างพวกทอง ดีบุก และสัมฤทธิ์ สำหรับในประเทศไทยพบหลักฐาน การใช้ลูกปัดมาเป็นเครื่องประดับ นับตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ลูกปัดที่พบทำด้วยเปลือกหอย กระดูกสัตว์ และงาช้าง โดยนำมาเจาะรูร้อยเชือกเป็นเครื่องประดับ มักพบทุกภูมิภาคเรื่อยมาจนถึงยุคโลหะ แล้วพบลูกปัดแก้วในปลายยุคโลหะ เช่น ภาคเหนือพบที่บ้านวังไฮ จังหวัดลำพูน อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ อำเภออุ้งผาง จังหวัดตาก

ภาคอีสานพบที่บ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี บ้านธารประสาท จังหวัดนครราชสีมา ภาคกลางพบที่เมืองซับจำปา บ้านโป่งมะนาว บ้านท่าแค จังหวัดลพบุรี เมืองอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เมืองจันเสน จังหวัดนครสวรรค์ ภาคตะวันตกพบที่บ้านเก่า บ้านดอนตาเพชร จังหวัดกาญจนบุรี ภาคตะวันออกพบที่บ้านโคกพนมดี บ้านหนองโน จังหวัดชลบุรี เมืองดงละคร จังหวัดนครนายก เมืองศรีมหาโพธิ เมืองศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี ภาคใต้พบที่คลองท่อม จังหวัดกระบี่ บ้านทุ่งตึก จังหวัดพังงา เมืองไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี

บทบาทและหน้าที่ของลูกปัดมีมากมาย อาทิ ใช้บ่งบอกถึงสถานภาพทางสังคม เป็นเครื่องรางของขลังทรงพลังอำนาจ ร่วมถึงใช้ในการรักษาโลกและให้โชคลาภ นำมาแลกเปลี่ยนซื้อขายแทนเงินตรา สื่อสัญลักษณ์ในการเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างชนเผ่า หรือใช้ในพิธีกรรมต่างๆ เช่น การฝังศพ การสวดมนต์ เป็นต้น โดยวัสดุที่ใช้หลากหลายในการทำลูกปัด ได้แก่ ลูกปัดที่ทำจากชิ้นส่วนของสัตว์ต่างๆ เช่น กระดูกสัตว์ เปลือกหอย เขา งา เขี้ยว และฟัน ส่วนลูกปัดหินและแร่หิน ก็อย่างเช่น หินแอนดิไซด์ หินชนวน หินคาร์เนเลี่ยน หรือหินตระกูลควอตซ์ รวมถึงลูกปัดดินเผา ลูกปัดโลหะ ลูกปัดสำริด ลูกปัดทอง และลูกปัดแก้ว

สำหรับกรรมวิธีการเจาะลูกปัดโบราณ จะใช้เครื่องมือที่ประกอบด้วยหัวเจาะ ทำจากโลหะคล้ายๆกับตะปูหรือดอกสว่าน นำไปติดกับเครื่องมือที่มีลักษณะคล้ายกับคันธนู แล้วทำการชักไปชักมา ให้หัวสว่านหมุนเข้าไปในลูกปัด ตรงบริเวณที่มีการสกัดเอาไว้ ทำแบบนี้ไปทั้งสองด้าน ก็จะได้รูที่เจอกันตรงกลาง ฉะนั้นลูกปัดแร่หินจะมีรูไม่ค่อยตรงกัน ในสมัยก่อนนั้นลูกปัด หิน แก้ว หรือยางไม้ ถือว่าเป็นของมหามงคล อันเป็นภูมิปัญญาคนโบราณ บ่งบอกถึงมีความตั้งใจ มีความอดทน มีสติปัญญา หรือบ่งบอกถึงความศรัทธา

คนโบราณยุคก่อนประวัติศาสตร์ นิยมนำมาสวมใส่เพื่อความสวยงาม เกิดความสบายใจ ประสบความสำเร็จ เป็นเครื่องรางนำโชค ป้องกันภูตผีปีศาจ ป้องกันของมีคม หรือพิษของสัตว์ต่างๆ ลูกปัดทั้งหมดไม่ว่าหิน แก้วหล่อ หรือยางไม้ที่เรียกว่า อำพันนั้น มักปลุกเสก หรือบรรจุพระคาถาลงไปในลูกปัด โดยเชื่อว่าสามารถรับพลังจากจักรวาล คือพระอาทิตย์ พระจันทร์ ลูกปัดมีลักษณะและสีแตกต่างกันไป แล้วแต่ความเชื่อของคนทำในสมัยโบราณ ปัจจุบันเท่าที่พบเห็นประมาณ 20 กว่าสี ซึ่งมีความเชื่อว่า ถ้าผู้ใดครอบครองไม่ว่าสีอะไร หรือลักษณะใดก็ตาม ผู้นั้นจะไม่ตกทุกข์ได้ยาก แคล้วคลาดจากภัยพิบัติทั้งปวง

อีกทั้งยังมีความเชื่อกันอีกว่า ลูกปัดสามารถส่งเสริมบารมี อำนาจ ยศถาบรรดาศักดิ์ คงทนแกร่งกล้า พรั่งพร้อมไปด้วยทรัพย์สินเงินทอง สิ่งมีค่าจะหลั่งไหลมาอย่างไม่คาดคิด โดยผู้รอบรู้ยังบอกเล่าถึงลูกปัดว่า ลูกปัดทุกแบบ ทุกลักษณะ ทุกเนื้อ จะมีเทวดาอารักษ์ขาหรือปกป้องดูแลอยู่ภายใน ดังนั้น ผู้สวมใส่ควรทำบุญอุทิศส่วนกุศล ถึงทวยเทพหรือเทวดาภายในลูกปัด พร้อมอธิษฐานให้สมปรารถนา ในสิ่งที่ได้คาดคิดหวัง หรือในสิ่งที่พึงปรารถนา ผู้ใดที่ครอบครองลูกปัด ก็จะไม่ตกทุกข์ได้ยาก หรือไร้ทรัพย์อับจนปัญญา

นอกจากนั้นยังมีความเชื่อด้านสีสันว่า สีน้ำเงินเนื้อกษัตริย์ มีพลังอำนาจ ส่งเสริมวาสนา นำพาโชคให้สูงขึ้น สีเหลืองเป็นสีของพระจันทร์ ผู้เป็นใหญ่ในจักรวาลช่วงเวลากลางคืน มีความเชื่อกันว่า จะมีเสน่ห์ เมตตามหานิยม คนรักใคร่ไม่เกลียดชัง สีเหลืองสวาท หรือสีเหลืองตองอ่อน จะมีเสน่ห์แรง ผู้คนรักใคร่ลุ่มหลง ขนาดยอมถวายตัวเป็นทาสรับใช้ สีอิฐไส้ดำหรืออิฐหน้าดำ สามารถป้องกันปืน ดาบ แหลน หลาว ธนู หน้าไม้ หรือจะทำให้อยู่ยงคงกะพัน และเป็นของที่หายาก สีฟ้าจะทำให้ร่ำรวย สีดำเป็นสีของพญาราหู ป้องกันภูตผีปีศาจ สยบสิ่งที่เป็นอัปมงคล เพิ่มพลังเพิ่มอำนาจ สามารถกลืนกินสิ่งอัปมงคลทั้งปวง

ส่วนสีส้มปูช่วยให้อยู่ยงคงกะพัน ร่ำรวยไม่อดอยาก สามารถทำเป็นยาดูดยาพิษ และพิษสัตว์ต่างๆได้ดี สีน้ำผึ้งมีวาสนา มีความสุข มีชีวิตที่สดชื่นอยู่เสมอ เรียกว่า หวานเหมือนน้ำผึ้ง สีอิฐจะป้องกันเขี้ยวงา หรืออสรพิษกัดต่อยได้ สีแดงเป็นสีของพระอาทิตย์ ผู้เป็นใหญ่ในจักรวาลช่วงเวลากลางวัน มีความเชื่อกันว่า มีไว้ครอบครองจะทำให้มีอำนาจ มียศถาบรรดาศักดิ์ ยิ่งใหญ่ดุจดังพญาราชสีห์ ชาวจีนถือกันว่าสีแดงเป็นสีแห่งมงคล ช่วยให้การค้าขายเจริญรุ่งเรือง จะร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐี จึงมีคำพังเพยที่ว่า จะยากดีมีจน...ต้องแดงไว้ก่อน สีม่วงจะมีคนเมตตาสงสาร นำทรัพย์สินมาให้ตลอด หรือมีคนคอยช่วยเหลือส่งเสริม

สีสันลูกปัดมีผลในด้านความเชื่อ รูปลักษณะของลูกปัด ก็มีผลทางความเชื่อเช่นกัน อย่างลูกปัดคล้ายหัวเทียน จะทำให้เกิดไหวพริบปฏิภาณ เฉลียวฉลาดหลักแหลม ลูกปัดจากยางไม้หรืออำพันสีทอง มีความเชื่อกันว่า จะอยู่ยงคงกะพัน กันโรคนิ่ว หมากัดไม่เข้า เงินทองไหลมาเทมา และป้องกันภัยอันตรายต่างๆ ลูกปัดเนื้อหยก ป้องกันอุบัติเหตุ กันภูตผี และเป็นมหามงคลอันอุดม ลูกปัดหยกขาว จะช่วยไม่ให้แก่ ให้อายุมั่นขวัญยืน ร่างกายแข็งแรงไม่เจ็บไข้ ส่วนหินเขี้ยวหนุมานหรือแก้วสารพัดนึก มีความเชื่อกันว่า ช่วยให้คงทนสิทธิ์ คงกะพันทุกอย่าง ไม่มีอำนาจอะไรมาลบล้างไปได้ นอกจากอำนาจของกฎแห่งกรรม

ลูกปัดยังมีรูปแบบต่างๆ เช่น แกะเป็นตัวอักษร เขียนเป็นรูปพระอาทิตย์-พระจันทร์ ที่เรียกกันว่า สุริยันจันทรา หรือแกะเป็นรูปสุริยะเทพ (พระอาทิตย์) จันทรเทพ (พระจันทร์) แกะเป็นรูปสัตว์มงคลต่างๆ เช่น เต่า มังกร นก งู แมงป่อง จระเข้ เสือ สิงห์ ไก่ ปลา แต่ละอย่างมีความเชื่อกันว่า ถ้ามีไว้อยู่ในครอบครอง ก็เป็นผู้ที่ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน แคล้วคลาดปลอดภัยจากภัยพิบัตินานัปการ ดลบันดาลให้เป็นผู้ที่ประสบแต่โชคลาภ จะร่ำรวยเป็นมงคลเศรษฐีตลอดกาล มีอายุที่ยืนยาว ส่วนลูกปัดที่มีลักษณะต่างๆ ได้แก่ ลายแทงสวรรค์ กุญแจสวรรค์ กุญแจเทพ จะมีลักษณะเป็นรูปค้างคาว หรือที่คนจีนเรียกกันว่า ฮก ซึ่งเป็นสัตว์ที่วิเศษสามารถบินได้ เดินได้ และมีอายุยืนนาน ใครมีไว้ติดตัวเป็นมหามงคลหรือโชคลาภ บางชิ้นบนลูกปัดมีเขียนหรือแกะสลัก เป็นภาษาที่เรียกกันว่า ปัลละวะ ภาษาที่เกิดในศตวรรษที่ 17-18 สมัยยุคอาณาจักรศรีวิชัย เป็นหนึ่งเดียวที่พบในอำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่

พิพิธภัณฑ์หาดทรายแก้ว แล้วเสร็จไปไม่ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ดั่งที่ผู้ใหญ่เยิ้มได้ตั้งใจเอาไว้ แต่ภายในระยะอีก 2 ปีข้างหน้า กะจะทำให้แล้วเสร็จอย่างสมบูรณ์แบบ ที่สำคัญพิพิธภัณฑ์ชุมชนแห่งนี้ สามารถเรียนรู้เรื่องราวได้มากมาย แม้ว่าพิพิธภัณฑ์ยังไม่แล้วเสร็จก็ตาม สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ 0-7534-9477 หรือ 08-1719-2691 ได้เลยครับ