มหัศจรรย์พนมรุ้ง "บุรีรัมย์"

เมืองรื่นรมย์ ชมกีฬา ศึกษาวัฒนธรรมขอมโบราณ
ที่นี่...รายการตะวันหรรษา

บุรีรัมย์ เมืองแห่งความรื่นรมย์ ดินแดนอารยธรรมขอม มีปราสาทหินกระจายอยู่มากกว่า 60 แห่ง บ่งบอกถึงความเจริญรุ่งเรืองในอดีต มี "ปราสาทพนมรุ้ง" สร้างด้วยศิลาทรายสีชมพู โดยกษัตริย์นเรนทราทิตย์ พระญาติกับพระเจ้าสุริยะชัยวรมันที่ 2 ผู้สร้างปราสาทนครวัด เพื่อให้เป็นศาสนสถานที่สำคัญ

ดิฉันได้รับเชิญจาก สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดบุรีรัมย์ โดย วิมล ชอบสุข ผู้อำนวยการสำนักงานฯ และ ทรงศักดิ์ ศรีเคลือบ ประธานคณะกรรมการด้านการตลาดท่องเที่ยวในประเทศ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โดยมี ภักนิภา ชูวิชา บริษัท สมาย แพลนเนท ทราเวล จำกัด เป็นผู้ประสานงานและอำนวยความสะดวกในการเดินทาง ตาม โครงการบุรีรัมย์เมืองรื่นรมย์ ร่วมชมกีฬา ศึกษาวัฒนธรรมขอม 2 วัน 1 คืน เพื่อเผยแพร่ข่าวและส่งเสริมการท่องเที่ยวประจำปี 2556 ของจังหวัดบุรีรัมย์

ออกเดินทางจากจุดนัดพบ เวลา 05.30 น. ถึงบุรีรัมย์ใกล้เวลาเที่ยง พักรับประทานอาหารที่ บ้านเสาะรีสอร์ อาหารพื้นบ้านรสแซ่บ ได้พบกับ วิมล สุขชอบ ผู้อำนวยการสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดบุรีรัมย์ และอาจารย์วันดี เธียรสวัสดิ์กิจ รองประธานชมรมมัคคุเทศก์จังหวัดบุรีรัมย์ มาให้การต้อนรับแล้วนำเยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดที่ต้องไม่พลาด เมื่อได้มาเยือนถึงเมืองถิ่นภูเขาไฟแห่งนี้ค่ะ

เข้าเช็คอินที่ โรงแรมพนมรุ้งปุรี บูติคโฮเต็ลที่มีรูปแบบสถาปัตยกรรมโดดเด่น สไตล์ขอมผสานกับศิลปกรรมอีสานใต้ มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งห้องอาหาร ห้องจัดเลี้ยง ประชุมสัมมนา สระว่ายน้ำ อยู่ห่างจากปราสาทเขาพนมรุ้ง 20 กม. หากจะมาพักที่นี่ แนะนำให้สมัครเป็น แฟนเพจ กับโรงแรมก่อน เพราะจะได้รับส่วนลดทันที 10 เปอร์เซ็นต์ด้วยค่ะ (www.facebook.com/phanomrungpuri)

แห่งแรกคือ ศาลพระหลักเมือง และ ศาลปึงเถ่ากงม่า บุรีรัมย์ อาจารย์วันดี นำชมและบรรยาย จึงทำให้ทราบว่า ศาลหลักเมืองออกแบบก่อสร้างโดยกรมศิลปากร รูปแบบสถาปัตยกรรมสมัยพระเจ้าสุริยะวรมันที่ 2 ตำแหน่งหลักเมืองอยู่ตรงกลางองค์ปรางค์ ซึ่งแทนที่ตั้งเดิมของศิวลึงค์ ยอดศาลพระหลักเมืองติดตั้งรูปดอกบัว STAIN GLASS ประดับทองเพื่อนำแสงเข้าสู่หลักเมือง เสาหลักเมือง มี 2 ต้น เสาต้นแรก ตั้งขึ้นเมื่อครั้งยังเป็นเมืองแป๊ะ (นครโบราณ) เสาต้นที่สอง เมื่อยกฐานะเมืองเป็นจังหวัดโดยคำบัญชาของเจ้าพระยาจักรี และพระนครภักดี เจ้าเมืองคนแรกของบุรีรัมย์ พ.ศ.2320

ศาลปึงเถ่ากงม่า ประดิษฐานเทพเจ้าของชาวจีนโพนทะเล ซ้ายคือ เทพเจ้าโชคลาภ ความมั่นคงและทรัพย์สินเงินทอง ขวาคือ เทพเจ้ากวนอู เทพเจ้าความซื่อสัตย์คุณธรรม กลางคือ เจ้าพ่อหลักเมืองบุรีรัมย์ และ ปึงเถ่ากงม่า รวมเทพเจ้าไทย-จีน มีฐานะเป็นผู้คุ้มครองชาวบ้านและดูแลบ้านเมือง เชื่อว่า ผู้ที่มาขอพรจากเทพเจ้าจะสมประสงค์เสมอ อาทิ การทำงาน ความมีโชคดี สุขภาพแข็งแรง และการขอให้มีบุตร ฯล

เข้าชม สนามฟุตบอล New I-MOBLIE STADIUM พื้นที่กว่า 2,000 ไร่ เป็นสนามฟุตบอลใหญ่และทันสมัยที่สุดในประเทศไทย ผ่านมาตรฐาน FIFA , AFC และ AFF ซึ่งได้รับการ บันทึกลงกินเนสบุ๊ค ว่าเป็นสนามฟุตบอลในระดับฟีฟ่าแห่งเดียวในโลก ใช้เวลาก่อสร้างสั้นที่สุดในโลกคือ 265 วัน พื้นสนามฝัง ลักกี้ไฟเบอร์ มีคุณสมบัติระบายน้ำได้ดีเยี่ยมไม่มีน้ำขังบนพื้นสนาม โครงสร้างประกอบด้วย เหล็กและไฟเบอร์ ได้แบบมาจาก สนามแสตมฟอร์ด มีห้องพักนักกีฬา ห้องแถลงข่าว ห้องประชุมสัมมนา ร้านจำหน่ายสินค้า มีมุมถ่ายภาพกับนักกีฬาคนดังของทีมสโมสร

เวลา 16.00 น. ร่วมงานแถลงข่าว การจัดงานประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้ง ประจำปี 2556 ณ อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้งโดย อภินันท์ จันทรังษี ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า เป็นงานสำคัญประจำปีที่จัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 22 แล้ว (เริ่มเมื่อ พ.ศ.2534) ให้มาสัมผัสความยิ่งใหญ่ ประทับใจกับอารยธรรมขอมโบราณ สัมผัสวิถีชีวิตวัฒนธรรมที่หลากหลาย และเป็นเอกลักษณ์ของชาวบุรีรัมย์

การจัดงานประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้ง เป็นการนำข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับ กษัตริย์นเรนทราทิตย์ ผู้สร้างปราสาทพนมรุ้ง เป็นเรื่องจำลองผ่าน ขบวนเสด็จของพระนางภูปตินทรลักษมีเทวี พระมารดาของพระองค์ ซึ่งเดินทางจากพระนครหลวงมายังเทวาลัยพนมรุ้ง ขบวนเครื่องบูชาถวายเทพเจ้าผู้พิทักษ์จักรวาล 10 ทิศ

กิจกรรมการแสดง ประกอบด้วยการบวงสรวงพระศิวะ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์บนเขาพนมรุ้ง หมู่บ้าน OTOP ย้อนยุค การแสดงแสง สี เสียง ชุด "มหัศจรรย์พนมรุ้ง" ตำนานการสร้างปราสาทพนมรุ้ง การร่ายรำของนางอัปสรา ผสานเสียงเพลงถิ่นอีสานใต้ รับประทานอาหารแบบวิถีพื้นเมือง โฮปบายดินเนอร์

ชูเกียรติ โพธิโต ผู้อำนวยการ ททท. สุรินทร์ กล่าวว่า อีสานใต้ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ เสนอขาย เส้นทางตามรอยอารยธรรมขอม เส้นทาง "เที่ยว 2 ช่อง ท่องอารยธรรมขอม" เริ่มต้นที่บุรีรัมย์ ปราสาทหินพนมรุ้ง ปราสาทเมืองต่ำ ผ่านออกไปทาง ด่านช่องจอม (จ.สุรินทร์) ท่องเที่ยวเชื่อมโยงกัมพูชา แล้วกลับเข้ามาทาง ด่านช่องสะงำ (จ.ศรีสะเกษ) จะทำให้เกิดการรับรู้ถึง มนต์เสน่ห์ของอีสานใต้ ให้เพิ่มมากขึ้น

วิมล สุขชอบ ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดบุรีรัมย์ เล่าถึงที่มาของการจัดงานฯว่า ปราสาทพนมรุ้ง เป็นศาสนสถานในลัทธิพราหมณ์ เคยถูกทิ้งร้างไว้ ต่อมามีผู้นำรอยพระพุทธบาทจำลองไปประดิษฐานไว้ที่ปรางค์น้อย ชาวบ้านในพื้นที่รอบปราสาทและบริเวณใกล้เคียงพากันเดินขึ้นเขามานมัสการและปิดทอง ร่วมกันทำบุญไหว้พระในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 ของทุกปี จนเป็นประเพณีประจำถิ่นจึงส่งเสริมให้เป็น งานประเพณีสำคัญประจำจังหวัด ในวันเสาร์-อาทิตย์แรกของเดือนเมษายน

อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง ตั้งอยู่บนยอดเขาพนมรุ้ง (383 เมตร) มีลักษณะเด่นคือ ช่องประตูหลักเข้า-ออก ปรางค์ประธาน นับจากประตูแรกสุดโคปุระ (ซุ้มประตู) ด้านทิศตะวันออก ถึงประตูหลังสุดของโคปุระด้านทิศตะวันตก จะวางตัวอยู่ในแนวเดียวกันนับได้ 15 ช่องประตู

จะมีปรากฏการณ์มหัศจรรย์พนมรุ้ง "สุริยะสาดส่อง 15 ช่องประตู" ปีละ 4 ครั้ง ครั้งที่1 พระอาทิตย์ตกตรง 15 ช่องประตู วันที่ 5-7 เมษายน เวลาประมาณ 18.10 น. ครั้งที่ 2 พระอาทิตย์ขึ้นตรง 15 ช่องประตู วันที่ 2-5 เมษายน เวลาประมาณ 06.10 น. คร้งที่ 3 พระอาทิตย์ตกตรง 15 ช่องประตู วันที่ 9-11 กันยายน เวลาประมาณ 05.57 น. ครั้งที่ 4 พระอาทิตย์ขึ้นตรง 15 ช่องประตู วันที่ 5-7 ตุลาคม เวลาประมาณ 17.52 น.

ปราสาทพนมรุ้ง เป็นเทวสถานที่สร้างขึ้นจาก หินทรายสีชมพู เพื่อถวายเป็นเทวาลัยที่ประทับของพระศิวะบนเขาไกรลาส สร้างขึ้นในสมัยกษัตริย์นเรนทรทิตย์ ภายหลังทรงปราบเหล่าอริศัตรูแล้ว ได้สละออกมาบำเพ็ญพรตเป็นโยคี ณ พนมรุ้ง (วนรุง แปลว่า ภูเขาอันกว้างใหญ่) เพื่อสั่งสมบุญญาธิการและไถ่บาปให้แก่ประชาชนของพระองค์

จากนั้นไปงานเลี้ยงรับรองฯ โฮบบายดินเนอร์ เป็นการรับประทานอาหารค่ำแบบวิถีพื้นเมือง มีเมนูเด่นคือ กุ้งจ่อม หมูฮอม (อาหารตำรับชาววังของขอมโบราณ) ฯลฯ ภายในบริเวณของปราสาทหินเมืองต่ำ พร้อมชมการแสดงดนตรีอีสานใต้และการร่ายรำของเหล่านางอัปสราผู้เปี่ยมเสน่ห์ แล้วจึงกลับโรงแรม

ปราสาทหินเมืองต่ำ ห่างจากปราสาทพนมรุ้ง 8 กิโลเมตร อยู่ที่บ้านโคกเมือง มีสถาปัตยกรรมที่งดงามและน่าชมอีกแห่งของบุรีรัมย์ ประวัติความเป็นมายังไม่แน่ชัด มีลักษณะของศิลปะขอมแบบปาปวน (ราว พ.ศ.1550-1625) และมีศิลปะขอมแบบคลัง (พ.ศ.1508-1555) ปะปนอยู่ด้วย ภาพสลักเป็นเทพเจ้าฮินดู ปรางค์อิฐ 5 องค์ สร้างอยู่บนฐานเดียวกัน ก่อด้วยศิลาแลง เรียงเป็น 2 แถว ปรางค์ประธานปัจจุบันเหลือเพียงส่วนฐาน มีประตูเข้าสู่ภายในปรางค์ได้ด้านเดียว คือ ด้านทิศตะวันออก ด้านอื่นทำเป็นประตูหลอก

ล้อมรอบด้วย กำแพง 2 ชั้น ชั้นในก่อด้วยหินทรายเป็นห้องแคบๆ ยาวต่อเนื่องเป็นรูปสี่เหลี่ยม เรียกว่า ระเบียงคด ชั้นนอกเป็นกำแพงศิลาแลง ระหว่างกำแพงชั้นในและชั้นนอกเป็นลานกว้าง ปูด้วยศิลาแลง มี สระน้ำ ขุดเป็นรูปสี่เหลี่ยมกรุขอบสระด้วยแท่งศิลาแลง ก่อเรียงเป็น ขั้นบันไดไปยังก้นสระ ขอบบนสุดทำด้วยหินทรายเป็นลำตัวนาค 5 เศียรเกลี้ยงๆ ไม่มีเครื่องประดับศีรษะ ชูคอแผ่พังพาน

วันรุ่งขึ้น ไป หมู่บ้านบ้านเที่ยวไหม (Thai Silk Village) บ้านหนองตาไก้ และ บ้านหนองตาไก้น้อย บนเส้นทางหลักสู่ปราสาทพนมรุ้ง สายบุรีรัมย์-นางรอง ห่างจากตัวเมืองฯ ระยะทาง 41 กม. เป็นแหล่งผลิตผ้าไหมแบบครบวงจร และ ผลิตผ้าไหมเปลือกนอกที่มีชื่อเสียง ตั้งแต่การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ทอผ้าไหม แปรรูปเป็นผ้าห่ม ผ้าคลุมไหล่ ผ้าพันคอ ส่งออกไปต่างประเทศจำนวนมาก นักท่องเที่ยวขี่จักรยานหรือนั่งรถอีแต๋นไปตาม 5 ฐานการเรียนรู้ของทั้งสองหมู่บ้านได้โดยมีมัคคุเทศก์ของหมู่บ้านนำเยี่ยมชม

ฐานที่ 1 ปลูกหม่อน ชมแปลงหม่อนขนาดใหญ่ การชำต้นหม่อน เก็บใบหม่อนไปเลี้ยงไหม ฐานที่ 2 เลี้ยงไหม สาวไหม ให้อาหารตัวไหม สาวไหมจากตัวดักแด้ ฐานที่ 3 ฟอก ย้อม มัดหมี่ ฟอกกาวไหมออกจากเส้นไหม เตรียมเส้นไหมเพื่อมัดหมี่ การย้อมสีธรรมชาติ และฟอกย้อมสีเส้นไหม ฐานที่ 4 ทอผ้าไหม ชมและเรียนรู้การทอผ้าไหม ฐานที่ 5 แปรรูปผ้าไหม เป็นผลิตภัณฑ์ไหม

ชม การแสดงวัฒนธรรมพื้นบ้าน โดยกลุ่มแม่บ้าน ศูนย์การเรียนรู้แสดงกระบวนการผลิตไหมครบวงจร และ จำหน่ายผลิตภัณฑ์ไหม ของฝาก OTOP จัดแสดงวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของชนเผ่า/ชุมชน จิบชาใบหม่อน รับประทานอาหารพื้นบ้าน ได้แก่ ยำใบหม่อม ส้มตำดักแด้-จิ้งหรีด ยำตะไคร้น้องนาง ส้มโอ ฝรั่ง มะพร้าวเผา ฯลฯ หากมีคณะนักท่องเที่ยวมาเยือนจะเปิดศาลาริมสระน้ำขนาดใหญ่ต้อนรับ ในหมู่บ้านมี โฮมสเตย์ มากว่า 20 หลัง (200 บาท/คน/คืน พร้อมอาหารเช้า 1 มื้อ รองรับได้ 100 คน)

มาที่ วัดเขาพระอังคาร ตั้งอยู่บนเขาอังคารซึ่งเป็นภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้ว ภายในบริเวณวัดมีโบราณสถานและใบเสมาหินทรายยุคทวาราวดี เป็นวัดที่มีความสวยงามและใหญ่มากแห่งหนึ่งของจังหวัดบุรีรัมย์ ภายในโบสถ์มี พระอังคารธาตุ จิตกรรมฝาผนัง ที่เขียนเรื่องราวพุทธชกเป็นภาษาอังกฤษ โดยช่างเขียนชาวพม่า พระพุทธรูปปางมารวิชัยรอบอุโบสถ 109 องค์ ตำหนักหลวงปู่วิริยะเมฆ พระนอน ฯลฯ

น้องจ๋า-มัคคุเทศก์น้อย เล่าให้ฟังว่า ภูเขาพระอังคาร เดิมชื่อ "ภูเขาลอย" ยอดเขาสูง 331 เมตรจากระดับน้ำทะเล ปกคลุมพื้นที่ 90 ตร.กม. มีความสำคัญด้านธรณีวิทยาภูเขาไฟ โบราณคดีและทรัพยากรป่าไม้ เป็น เนินลาวาประเภทหินบะซอลท์ มีบันทึกไว้ว่า เมื่อ พ.ศ.8 โฑณพราหมณ์เอาทะนานทองตวงเอาธาตุพระอังคาร (ขี้เถ้า) ให้เจ้าเมืองเดินทางกลับมาทางทิศอีสานใต้ถึงภูเขาลอย อันมีรูปลักษณ์เหมือนพญาครุฑนอนคว่ำหน้า (หรือกระพือปีกบิน) จึงได้ นำพระอังคารธาตุบรรจุไว้ที่ไหล่ข้างซ้ายของพญาครุฑ และเปลี่ยนชื่อภูเขาลอยเป็น ภูเขาพระอังคาร

มองจากที่สูงจะเห็นเป็นรูป พญาครุฑกำลังกระพือปีก (หรือคว่ำหน้า) หัว หันไปทิศใต้มีขนเขียวขจีคือหมู่บ้านถาวร ลำตัวคือที่ต้นปีกซ้ายเป็นที่ประดิษฐานโบราณวัตถุและพระอังคารธาตุของพระพุทธเจ้า ปีกขวา เป็นเนินเขายื่นไปทางทิศตะวันตกทางหมู่บ้านตะกุดตาสา ปีกซ้ายเป็นเนินเขายื่นไปทางทิศตะวันออกเป็น "หมู่บ้านเจริญสุข" หาง ยื่นไปทางบ้านสวายสอ

มาเยือน หมู่บ้านเจริญสุข เป็นชุมชนเข้มแข็งและเป็นแหล่งท่องเที่ยววิถีชุมชน นายอำเภอและชาวชุมชนให้การต้อนรับด้วยความอบอุ่น ชาวบ้านที่นี่มีอาชีพทางการเกษตร ทอผ้าไหม เสื่อกก มะพร้าว มะละกอ ส้มโอ ผลไม้หลากหลายชนิด และปีนี้ได้ลิ้มลอง "ลำไยภูเขาไฟ" และ"ข้าวกล้องงอกภูเขาไฟ" ที่ชาวชุมชนภูมิใจนำเสนอ เลือกซื้อหา ผ้าฝ้าย-ผ้าไหมทอผงภูเขาไฟ กลับมาคนละหลายชิ้นเชียวค่ะ

รับประทานอาหารกลางวันแล้วต้องไปมีของฝากกลับไปให้คนรู้ใจ ที่นี่เลยค่ะ ร้านของฝาก บ้านขนม โสมนัส ของ ปริญญา กอปรสิริพัฒน์ เป็นร้านขนมหลากหลายผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้าให้ความไว้วางใจในรสชาติที่อร่อยและมีสูตรเฉพาะ ซึ่งเจ้าของร้านลงมือทำเอง และยังเป็นศูนย์รวมของสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ระดับ 3-5 ดาวกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นของจังหวัดบุรีรัมย์และจังหวัดใกล้เคียง ได้แก่ เค้กวนัมรุง กาแฟสดภูรุ้ง ชิฟฟ่อนเค้กนมสดหลากรส ขนมไทยโสมนัส คัพเค้ก ฯลฯ

ความมหัศจรรย์ และเสน่ห์ของบุรีรัมย์ มิได้มีเพียง "ปราสาทหินพนมรุ้ง" เท่านั้น แต่เป็นอัธยาศัยไมตรีที่งดงามดุจ "ผ้าไหมบุรีรัมย์" ที่เปล่งประกายเจิดจรัสให้นักท่องเที่ยวและนักเดินทางต้องย้อนกลับไปสัมผัสประสบการณ์แปลกใหม่ ยังคงรอคอยให้ไปค้นหา ดั่งต้องมนตราของเหล่านางอัปสราแห่งดินแดนอีสานใต้...จริงหรือไม่..ต้องไปพิสูจน์ด้วยตนเองค่ะ