บ้านบุหรง

บ้านเก่านอกกรุง
ช่างภาพ: 

ตึกแถวทรงฝรั่งแบบที่เรียกกันคุ้นหูว่า แบบชิโน-โปรตุกีส หลังนี้ตั้งอยู่บนถนนภูผาภักดี อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส สร้างเมื่อประมาณ ๘๐ ปีมาแล้ว โดยคนจีนแซ่อ๋องจากฟูเจียนที่ตามญาตินั่งเรือมาขึ้นที่ อำเภอสายบุรี แล้วตั้งรกรากในประเทศไทย

ลูกหลานเล่าว่า สมัยนั้นคุณปู่ค้าขายสินค้าทุกอย่างแบบเดียวกับคนจีนที่มาตั้งตัวที่เมืองไทยทั่วไปในทุกจังหวัด และยังทำโรงหนัง และเดินรถเมล์สายนราฯ - บาเจาะ ด้วย รถเมล์ที่ใช้วิ่งเป็นรถต่อเองด้วยไม้ ระยะทาง ๒๕ กิโลเมตรเท่านั้น แต่สมัยก่อนต้องใช้เวลาถึงครึ่งวันกว่าจะถึง

นอกจากสร้างอาคารตึก ๒ ชั้น สี่ห้องติดกันหลังนี้ให้ลูกชายทั้ง ๔ แล้ว ยังได้สร้างอาคาร ๒ ชั้น ทรงโบราณ ๘ ห้องติดกันที่อำเภอบาเจาะอีกด้วย อาคารนั้นเจ้าของแบ่งให้ลูกสาวและคนอื่นๆไป

สมัยหนึ่งที่บริษัทรับเหมาก่อสร้างของเกาหลีมาสร้างถนนสายไปหาดใหญ่ (สมัยนั้นเรียกว่าถนนสายเกาหลี) เคยเช่าเป็นที่พักพนักงาน ในปัจจุบันอาคารยังอยู่แต่เปลี่ยนเจ้าของไปตามยุคสมัย ผู้สนใจอาจแวะไปดูได้

อาคารตึกที่ถนนภูผาภักดี คล้ายอาคารแบบเดียวกันในภาคใต้ คือหน้าแคบ แต่ว่าลึก อาคารหลังนี้กว้าง ๕ เมตร แต่ลึกถึง ๔๐ เมตร สามารถแบ่งเป็นสี่ห้องเรียงต่อกันไปได้ จากหน้าถนนถึงแม่น้ำบางนราที่ไหลผ่านหลังบ้าน ในเทศกาลแข่งเรือกอและประจำปี ที่สมัยหนึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถเคยเสด็จฯ มาตรงนี้เป็นจุดที่เห็นตอนเรือแข่งเข้าเส้นชัยพอดี

บ้านเดิมจะมีส่วนเปิดตรงกลางเป็น air well ให้ลมหมุนเวียน และมีลานกลาง มีบ่อและท่อให้น้ำฝนไหล คล้ายบ้านในมะละกาที่ยังรักษาสภาพเดิมไว้ ปัจจุบันเจ้าของมุงหลังคากันฝน และมุงบางส่วนด้วยวัสดุใส เพื่อให้ได้แสง

สมัยหนึ่งเจ้าของเคยเปิดบ้านเป็น guest house ๓ ห้องนอน ชื่อบ้านบุหรงริเวอร์ไซด์ ฝรั่งนำไปเขียนแนะนำลงใน Rough Giuide ของอังกฤษ ต่อมาก็กล่าวถึงอยู่ใน Lonely Planet และในหนังสือนำเที่ยวของฝรั่งเศส เยอรมนี และของไทย (Anywhere และ อสท.) แต่เลิกทำตั้งแต่หนังสือนำเที่ยวเลิกเขียนถึงภาคใต้สมัยมีเหตุการณ์ไม่สงบ และตนเองก็เบื่อกับภาระที่ทำให้ต้องอยู่ติดที่ สู้ทำตัวเป็นนักท่องเที่ยวเสียเองไม่ได้

ตอนนี้ใครที่อยากชมบ้าน คงได้แต่แลจากข้างนอก อาจจะไปนั่งที่ร้านกาแฟชื่อ บ้านบุหรง books and cafe ฝั่งตรงกันข้าม ชมบ้าน และได้ชมนกนางแอ่นบินเข้าบินออกสร้างรังนกในบ้านนี้ด้วยก็ได้ ตอนนี้ที่ร้านนั้นขายเฉาก๊วยนมสดสูตรเหนียวหนึบด้วย ได้ยินว่าขายดี

ตึกโบราณแห่งนี้เป็นอาคารแรกในนราธิวาสที่นกนางแอ่นมาสร้างรังในบ้านคน ก่อนที่ปากพนังจะเต็มไปด้วยคอนโดฯนก อย่างที่เห็นในปัจจุบัน

เจ้าของบ้านเล่าว่า ครั้งแรกนกมาเกาะที่ห้องชั้นล่างที่ใช้เป็นที่จอดรถ

นกขี้รดรถ เขารำคาญที่ต้องทำความสะอาดรถทุกวัน ก็เลยย้ายรถหนีนก นกเริ่มเกาะข้างฝาแล้วทำรัง ไม่ได้เปิดเพลง ทำความชื้น และทำอะไรต่อมิอะไรแบบที่สมัยนี้มีคนรับจ้าง เป็นศาสตร์เรียกนก ที่นี่นกมาเอง อยู่เองตามอัธยาศัยของนก

ต่อมานกก็บินขึ้นชั้นบน จนเขาต้องยกห้องให้นกอีกห้องหนึ่ง นกจ่ายค่าเช่าเป็นรังนก ซึ่งผันเป็นเงินได้มากกว่าจะให้คนเช่า เจ้าของไม่ได้ต้องการยกบ้านทั้งบ้านให้นก จึงจัดแจงกันนกกับคนออกเป็นสัดส่วนจากกัน ต่างคนต่างอยู่ ถึงเวลาเจ้าของก็จ้างคนไปเก็บค่าเช่าจากนก

นี่คือที่มาของคำว่าบ้านบุหรง (บุหรง แปลว่านก)

มีข่าวสะพัดเรื่อยๆ เรื่องคนกินรังนกรังแกนก คือ เก็บรังรุ่นแรก และรุ่นสองมา พอต้องทำรังครั้งที่สาม นกต้องใช้น้ำลายปนเลือด รังไม่สมบูรณ์พอ มีลูกนกตกลงมาตายเกลื่อน ฯลฯ คำตอบของ คุณณฐินี วงศ์ภูวรักษ์ แห่งบ้านบุหรงคือ

รังที่เก็บ คือรังที่นกเลี้ยงลูกจนโตแล้วลูกนกบินได้แล้ว เวลาเก็บ คนเก็บไม่ได้เก็บครั้งเดียวหมด จะเลือกเก็บรังที่เก็บได้เท่านั้น หมายถึงรังที่ใช้เลี้ยงลูกจนโตแล้ว ถ้ามีลูกนก หรือเป็นรังที่ทำเสร็จใหม่ๆเพื่อคลอดลูก เขาก็จะไม่เก็บ เวลานกจะคลอด มันก็จะทำรังก่อนทุกครั้ง เป็นธรรมชาติ...

เราเข้าไปเก็บรังเดือนละครั้ง คือทยอยเก็บรังที่เก็บได้ เวลาเข้าไปที ถ้าเห็นลูกนกที่ตกลงมา...คนเก็บรังนกก็จะเก็บไปใส่รังให้

เรื่องที่เขียนกัน มีมานานแล้ว เขาพูดกันว่าเป็นรังนกถ้ำ เก็บเพื่อให้นกทำรังใหม่ ๒-๓ หน เพื่อให้ได้แยะ เขามีสัมปทานรังนก แต่รังนกบ้านไม่เป็นเช่นนั้น

รังนกคุณธรรมก็มีอยู่ น่าจะมีการทำแบรนด์ (ไม่ใช่ยี่ห้อแบรนด์) ที่ชัดเจน คนกินที่ห่วงใยธรรมชาติและสัตว์จะได้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร

ส่วนที่ว่ารังนกมีประโยชน์ต่อสุขภาพแค่ไหน ยังไม่มีใครรู้แน่ พวกหนึ่งบอกว่าไม่มี เพราะยังหาสิ่งที่เป็นประโยชน์มากไม่เจอ พวกหนึ่งบอกว่ามี คนจีนว่าเป็นยาอายุวัฒนะ ทำให้แข็งแรง คุณย่าของคนหนึ่งกินอะไรไม่ได้เป็นเดือน อยู่ได้ด้วยรังนกที่ญาตินำมาให้กินสม่ำเสมอ

คนที่บอกว่าไม่มีอาจจะผิดได้ เหมือนการฝังเข็ม เหมือนขาหมู หรือหูฉลาม หรืออาจจะถูกก็ได้

ในฐานะเป็นหนึ่งในคนไม่รู้ ทำได้แค่รอติดตามข่าวเชิงวิชาการอยู่ ระหว่างนี้ก็ยังกินรังนกไปด้วยตามโอกาส โดยยึดคติว่า ไม่รู้ ไม่ได้หมายความว่าไม่มี