การหวนคืนของ เอลซา เชียปาเรลลี

C'est si bon!

ธุรกิจสินค้าหรูไปได้ดีท่ามกลางวิกฤตการณ์เศรษฐกิจครั้งแล้วครั้งเล่า ยี่ห้อเก่าแก่ที่เคยสร้างชื่อไว้ในอดีต ต่างพยายามหวนคืนกลับ ประสบความสำเร็จบ้าง เหงาๆบ้าง เห็นว่าปัญหาใหญ่ของธุรกิจนี้ คือ สายป่านการเงิน หวนคืนแล้วต้องมีการประชาสัมพันธ์และการโฆษณาที่ต่อเนื่อง ให้ชื่อปรากฏในสื่อบ่อยๆ และต้องมีการตลาดที่ชาญฉลาด มิฉะนั้นอาจปลุกกระแสไม่ขึ้น ดังที่หลายห้องเสื้อ "โบราณ" กำลังประสบอยู่

ดิเอโก เดลลา วัลเล (Diego della Valle) เจ้าของกิจการรองเท้าและกระเป๋า Tod's และ Hogan ซึ่งเป็นยี่ห้อน้อง อีกทั้งยังเป็นผู้นำน้ำหอม Acqua di Parma หวนคืน จนกลายเป็นยี่ห้อน้ำหอมที่บรรดาคนดังเพรียกหา ล่าสุด ดิเอโก เดลลา วัลเล คิดจะฟื้นห้องเสื้อ เอลซา เชียปาเรลลา (Elsa Schiaparelli) ซึ่งเขาได้สิทธิในการพัฒนามาในปี ๒๐๐๖ โดยจะปรับปรุงบูติก เอลซา เชียปาเรลลี ย่านปลาซ วองโดม (Place Vend?me) กิจกรรมที่จะทำมีทั้งเสื้อผ้า น้ำหอมและเครื่องสำอาง


เอลซา เชียปาเรลลี เป็นชาวอิตาเลี่ยนในครอบครัวหัวโบราณ ส่งเธอเข้าคอนแวนต์ และอยากให้เธอแต่งงานกับชายที่หาให้ สาวมั่นจึงหนีไปทำงานในลอนดอน เอลซา เชียปาเรลลี ได้รับเชิญไปงานบอลล์ เธอจึงตัดเสื้อเอง ด้วยการนำผ้ามาพันตัวและตรึงให้แน่น เธอชอบไปชมพิพิธภัณฑ์และนิทรรศการต่างๆ ไปห้องสมุดและฟังปาฐกถา เธอพบกับชายที่เป็นสามีของเธอ คือ กงต์ วิลเฮล์ม เดอ เวนดท์ เดอ แกร์ลอร์ (Comte Wilhem de Wendt de Kerlor) ทั้งสองย้ายไปนิวยอร์ก มีลูกสาวด้วยกัน ๑ คน แล้วเขาก็ทิ้งเธอและลูกไป

ที่นิวยอร์กนี่เองที่ เอลซา เชียปาเรลลี ได้รู้จักกับ กาบี ปิกาเบีย (Gaby Picabia) ภรรยาของจิตรกร ฟรองซิส ปิกาเบีย (Francis Picabia) ซึ่งเปิดร้านขายเสื้อผ้าจากฝรั่งเศส เป็นการเปิดทางให้ เอลซา เชียปาเรลลี เข้าสู่แวดวงอาร์ติสต์อย่าง มาเซล ดูชองป์ (Marcel Duchamp) และ แมน เรย์ (Man Ray)

เอลซา เชียปาเรลลี เดินทางไปปารีส และเปิดร้านเสื้อ แต่ปิดตัวในระยะเวลาอันสั้น ต่อเมื่อปี ๑๙๒๗ ทำเสื้อนิตที่ทอลวดลายที่เรียกว่า trompe-l'?il นิตยสาร Vogue นำไปลง ชื่อของเธอเริ่มดัง ต่อมาในปี ๑๙๒๘ เธอทำไลน์ Pour le sport ทำชุดว่ายน้ำ สกี และกระโปรงเทนนิสที่มีรอย "ผ่า" ซึ่งคือกางเกงขาสั้นนั่นเอง สร้างความฮือฮาให้วงการเทนนิสและแฟชั่น นอกจากนั้นยังทำชุดราตรีด้วย เธอย้ายร้านจากถนนเปซ์ (rue de la Paix) ไปยังปลาซ วองโดม ห้องเสื้อเอลซา เชียปาเรลลี เป็นห้องเสื้อดังช่วงระหว่างสงครามโลกทั้งสองครั้ง โดยเป็นคู่แข่งของ โกโก้ ชาแนล (Coco Chanel)

ความพิเศษของ เอลซา เชียปาเรลลี อยู่ที่ความสัมพันธ์ที่เธอมีกับอาร์ติสต์ดังทั้งหลาย ซัลวาดอร์ ดาลี (Salvador Dali) จิตรกรเซอเรียลลิสต์ (surr?aliste) ออกแบบหมวกที่ชื่อว่า chapeau-chaussure เป็นหมวกที่เป็นรูปทรงรองเท้า เอลซา เชียปาเรลลี สวมเอง รวมทั้ง กาลา ดาลี (Gala Dali) ภรรยาของ ซัลวาดอร์ ดาลี และ เดซี เฟลโลวส์ (Daizy Fellowes) หรือเดรสสีขาวที่มีลวดลายกุ้งมังกร เป็นชุดที่ วิลลิส ซิมป์สัน (Willis Simpson) สวมให้ เซซิล บีตัน (Cecil Beaton) ถ่ายรูปให้ ก่อนที่เธอจะแต่งงานกับกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่ ๘

 
Tears dress และ Skeleton dress เป็นเดรสอีกสองชุดที่ ซัลวาดอร์ ดาลี ออกแบบให้ เอลซา เชียปาเรลลี


ฌอง ก็อกโต (Jean Cocteau) เป็นอาร์ติสต์อีกคนหนึ่งที่ร่วมงานกับ เอลซา เชียปาเรลลี โดยออกแบบเสื้อสูทมีลวดลายใบหน้าผู้หญิง มือโอบเอว อีกทั้งเสื้อโค้ทที่มีลายหน้าผู้หญิงสองคนหันเข้าหากัน บนศีรษะมีแจกันดอกกุหลาบ เป็นงานปักของเลอซาจ (Lesage)

เอลซา เชียปาเรลลี ทำ wrap around dress เป็นคนแรก หลายสิบปีก่อน ดีอาน วอน ฟูร์สเตนแบรก์ (Diane von Furstenberg อีกทั้งเสื้อพลีทก่อน อิสเซย์ มิยาเกะ (Issey Miyake) เสียอีก
เดซี เฟลโลวส์ มีแหวนเพชรสีชมพูของ การ์ทีเอร์ (Cartier) เอลซา เชียปาเรลลี ชอบใจสีนี้ จึงนำมาทำเป็นสีกล่องน้ำหอมกลิ่น Shocking สีชมพูจัดนี้กลายเป็นสีที่เป็นเอกลักษณ์ของ เอลซา เชียปาเรลลี ภาษาอังกฤษเรียก shocking pink ภาษาฝรั่งเศสเรียก fuchsia น้ำหอมกลิ่นอื่นๆมีอาทิ Salut, Souci, Schiap, Sleeping...

เอลซา เชีบปาเรลลี ยังออกแบบเครื่องแต่งกายให้ภาพยนตร์หลายเรื่อง เช่น Topaze, Moulin Rouge ออกแบบเครื่องแต่งกายให้ เม เวสต์ (Mae West) ในภาพยนตร์เรื่อง Everyday's a holiday
เมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๒ เริ่มประทุ เอลซา เชียปาเรลลี หันมาทำคอลเลคชั่นสีขรึม ต่อมาในปี ๑๙๔๐ จึงอพยพไปนิวยอร์ก และกลับมาปารีสหลังสงครามสิ้นสุดลง พบว่ากระแสแฟชั่นเปลี่ยนไปแล้วด้วยคลื่นลูกใหม่อย่าง คริสติออง ดิออร์ (Christian Dior) คริสโตบัล บาเลนเซียกา (Cristobal Balenciaga) เธอจึงปิดร้านในปี ๑๙๕๔ อันเป็นปีที่ โกโก้ ชาแนล หวนคืนสู่ยุทธจักร


เอลซา เชียปาเรลลี ใช้ชีวิตระหว่างปารีสและตูนีเซีย เธอถึงแก่กรรมในปี ๑๙๗๓
ในปี ๒๐๑๒ The Metropolitan Museum of New York จัดนิทรรศการ Schiaparelli and Prada : impossible conversations เปรียบเทียบผลงานของ เอลซา เชียปาเรลลี และ มิอุชเชีย ปราดา (Miuccia Prada) ฝ่ายหลังมองไม่เห็นจุดร่วมระหว่างเธอกับดีไซเนอร์ดังที่ล่วงลับไปแล้ว ด้วยว่า เอลซา เชียปาเรลลี ทำเสื้อชั้นสูงและผูกติดกับความหรูหรา ซึ่งเป็นสิ่งที่ มิอุชเชีย ปราดา มองเมิน