อร่อยได้เสาร์ละครั้ง ที่ตลาดประมงท่าเรือพลี

หญิงไทยชมตลาด
ช่างภาพ: 

อากาศร้อนๆ อย่างนี้ เจสสีเชื่อว่าสาวๆหลายคนคงจะเกิดอาการกระหาย "ทะเล" อยากใส่ขาสั้นเดินเตะทรายเล่นกันขึ้นมาเลยทีเดียว อย่ากระนั้นเลยหยิบชุดว่ายน้ำสีแจ่มๆ หมวกปีกกว้างผูกโบสวยๆ แว่นดำ และครีมกันแดด ใส่ตะกร้าเดคูพาจลายดอกไม้สีหวาน เตรียมไปรับลมทะเลใกล้กรุงกันดีกว่า คราวนี้เราไม่เดินทางไกลมาก เพราะอยากช่วยชาติประหยัดน้ำมัน ก็แค่แต่งตัวเซอๆ มาลุยทะเลแถวจังหวัดชลบุรี เล่นน้ำทะเลจนเริ่มหิว ก็มุ่งหน้าไปยัง "ตลาดประมงท่าเรือพลี" ตลาดอาหารทะเลชื่อดัง ซึ่งเทศบาลเมืองชลบุรีได้ฟื้นฟูขึ้นมา ณ บริเวณท่าเทียบเรือปลายซอยท่าเรือพลีค่ะ ที่นี่มีอาหารทะเลสดใหม่ และมีร้านอาหารมาขายมากมายทุกวันเสาร์ เวลา 16.00-22.00 น. เพื่อส่งเสริมการค้าอาหารทะเล กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนชาวเลให้เพิ่มมากขึ้น และพัฒนาตลาดประมงให้กลับมาเป็นตลาดอาหารทะเลที่นิยมเหมือนในอดีตค่ะ

ขับรถหาตลาดนี้ไม่ยาก ถ้ามาจากกรุงเทพฯใช้ถนนสุขุมวิท (สายเก่า) หรือบางนา-ตราด ตรงเข้าตัวเมืองชลบุรี จนถึงสามแยกไฟแดง ไม่ต้องเลี้ยวนะคะ ขับตรงไปจนมองเห็นซุ้มประตูโรงเรียนสุขบทกับวัดเขาพระพุทธบาทบางทราย ตรงไปอีกประมาณ 600-800 เมตร พยายามหาที่กลับรถ จากนั้นขับมาชิดซ้ายไว้มองหาป้ายซอยบางทราย 16 ถ้าเลยมาเจอซอยบางทราย 18 หรือบางทราย 20 ก็เลี้ยวได้เพราะทะลุถึงกันค่ะ จากนั้นถึงสามแยกให้เลี้ยวซ้ายเข้า "ถนนเลียบชายทะเล" ตรงมาอีกหน่อยพยายามมองแยกขวามือจะมีป้ายบอกทางไปตลาดประมงท่าเรือพลี ตรงนี้เป็นซอยบางทราย 37 สุดซอยนี้จะเชื่อมกับสะพานข้ามทะเลไปถึงตลาดประมงท่าเรือพลีได้เลย หรือจำง่ายๆ ว่าจากเส้นทางบางนา-ตราด มุ่งหน้าชลบุรีถึงค่ายนวมินทราชินี ก็เลี้ยวขวาเข้าชุมชนมุ่งหน้าสู่ท่าเรือ ถ้าใช้เส้นทางมอเตอร์เวย์ หรือสุขุมวิทแต่มาทางเลี่ยง เมื่อถึงแยกที่ตัดเข้าทางหลวงหมายเลข 344 ให้เลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 344 มุ่งหน้าตัวเมืองชลบุรี เข้าในเมืองแล้วมุ่งหน้าทิศตะวันตก เมื่อมาถึงถนนสุขุมวิทในเมืองชลบุรีจะเลี้ยวซ้ายแล้วไปเลี้ยวขวาแยกถนนโรงพยาบาลเก่าตรงไปเรื่อยๆ ทางบังคับเลี้ยวขวาไปที่สะพานข้ามทะเลไปเรื่อยๆ ก็ถึงตลาดค่ะ

ชาวบ้านแถวนี้เรียกตลาดประมงท่าเรือพลีกันว่า "สะพานศาลเจ้า" เพราะมีสองศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์คือ ศาลเจ้าฮกเกี้ยนเป็นเถ้า (ตั้งอยู่ต้นซอย) และศาลเจ้าทีตี้เปบ้อ (อยู่ท้ายซอย) เป็นที่เคารพนับถือค่ะ ในอดีตท่าเรือพลี เป็นท่าเทียบเรือที่สำคัญของจังหวัดชลบุรี มีเรือสินค้า เรือสำเภาขนส่งขนาดใหญ่มาจอดเทียบท่าเพื่อขนถ่ายสินค้า ต่อมาเปลี่ยนมาเป็นท่าเรือประมง โดยมีชาวประมงจับกุ้ง หอย ปู ปลามาขึ้นที่ท่าเรือนี้ค่ะ แต่เดิมนั้นชาวบ้านในพื้นที่ตำบลบางปลาสร้อย มะขามหย่ง บ้านโขด บางทราย และตำบลบ้านสวน ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลส่วนใหญ่ ประกอบอาชีพประมงเชิงอนุรักษ์ โดยใช้เรือขนาดเล็กและอุปกรณ์แบบภูมิปัญญาท้องถิ่นในการจับกุ้ง หอย ปู ปลา จนเป็นสินค้าและเอกลักษณ์ของชาวชลบุรี เมื่อมีการเปิดตลาดประมงท่าเรือพลี ตามนโยบายด้านการฟื้นฟูตลาดประมงของอำเภอเมืองชลบุรี เพื่อส่งเสริมการค้าอาหารทะเล การประกอบอาชีพประมง เสริมสร้างเศรษฐกิจชุมชน และสร้างรายได้ให้กับประชาชนในชุมชนชาวเลให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ท่องเที่ยวเข้ามาเลือกซื้ออาหารทะเลสดจากเรือประมง และรับประทานอาหารท่ามกลางบรรยากาศริมทะเล พร้อมกับชมวิวยามพระอาทิตย์อัสดงและวิถีชีวิตชาวเล จึงมีการตอบรับด้วยดี มีนักท่องเที่ยวให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก

ขับรถหาตลาดไม่ยาก แต่หาที่จอดรถค่อนข้างยาก คงเพราะเปิดแค่วันเสาร์เพียงวันเดียว ทำให้ใครต่อใครอยากมาเที่ยว นั่งกินอาหารทะเลชมวิวพระอาทิตย์ตกแบบชิวชิว ในสถานที่ที่จัดเป็นรูปแบบตลาดนัด ที่มีร้านขายอาหารทะเลปรุงสำเร็จ ตั้งร้านอยู่อย่างแน่นขนัดสองฟากฝั่ง แล้วพื้นที่ตรงกลางจัดเป็นโต๊ะ เก้าอี้ ให้เราซื้อหาอาหาร เครื่องดื่มมานั่งรับประทานกันอย่างง่ายๆ อาหารที่ขายดีมีคนรอคิวคงเป็นปลากะพงทอด มีทั้งตัวขนาดกลางราคา80บาท ไปจนถึงตัวบิ๊กเบิ้มสองร้อยกว่าบาท ปลาเผาราคาเริ่มต้นตัวละ 80-200 บาท หอยหวาน หอยเชลล์ ปูนึ่ง กรรเชียงปู ปลาหมึกไข่ย่าง ปลาหมึกกล้วยย่าง เป็นอาหารที่ใครๆ มาก็ต้องซื้อหามานั่งรับประทาน สำหรับน้ำจิ้มซีฟู้ดนั้น เราพบว่าบางร้านใช้น้ำส้มสายชูบ้าง น้ำมะนาวขวดบ้าง ทำให้รสชาติอาหารไม่แซบกลมกล่อมเท่าที่ควร อาหารหาทานยาก อย่างเช่น แมงดาทะเล กลับมีมากมายที่นี่ แมงดาทะเลในประเทศไทยมีอยู่ 2 ชนิด แมงดามีสาร tetrodotoxin ที่มีพิษคือแมงดาถ้วย (แมงดาไฟ หรือเห-รา) ขนาดโตเต็มที่ไม่เกิน 18 เซนติเมตร ลักษณะหางกลมและเรียบ แมงดาอีกชนิดหนึ่งเป็นแมงดาที่ไม่มีพิษ เรียกว่า แมงดาจาน ชาวบ้านนำมาทำเป็นอาหาร แมงดาจานตัวโต ขนาดเต็มที่อาจโตถึง 30 เซนติเมตร ส่วนหางถ้าดูหน้าตัด หางจะเป็นสามเหลี่ยม มุมด้านบนของสามเหลี่ยมจะเป็นรอยหยักชัดเจน

หลังจากเดินถ่ายรูปจนน้ำลายสอ (ฮ่า ฮ่า ฮ่า) เราสองคนก็เก็บกล้องถ่ายรูปเตรียมตัวจองโต๊ะ จองที่นั่ง และช่วยกันเดินจ่ายตลาดค่ะ หอบหิ้วกันพะรุงพะรังทั้งปลากะพงทอด ส้มตำข้าวโพด ปลาหมึกย่าง หอยเชลล์เสียบไม้ย่าง ราคา 3 ไม้ 100บาท ปิดท้ายมื้อดินเนอร์ใต้แสงพระอาทิตย์อัสดง ด้วยเฉาก๊วยนมสด ซื้อคนละแก้วแล้วเดินชิมพร้อมกับชมวิวบ้านเรือนและวิถีชีวิตชาวเลโดยรอบไป...เป็นวันเสาร์ที่สุดแสนโรแมนติค คุ้มกับที่หนีจากเมืองอันแสนร้อนระอุไปพึ่งเย็น (กินง่ายอยู่ง่าย) ริมทะเลค่ะ