อร่อยอิ่มท้องพร้อมชมวิวริมเขื่อน เที่ยวเทศกาลอาหารทะเล "กินปู ดูลำน้ำท่าจีน"

ชวนชม-ชวนเที่ยว
ช่างภาพ: 

สมุทรสาครเพื่อนบ้านที่ถือเป็นเขตปริมณฑลติดเมืองกรุงฯ นับเป็นเมืองเล็กๆ ที่มีเพียงแค่ 3 อำเภอ คือ กระทุ่มแบน บ้านแพ้ว อำเภอเมืองสมุทรสาคร แต่กลับมากด้วยเสน่ห์ที่ดึงดูดผู้คนให้ไปเยี่ยมเยือนกันได้ไม่รู้เบื่อ ล่าสุดทางจังหวัดได้จัดงาน "กินปู ดูลำน้ำท่าจีน" อันเป็นเทศกาลอาหารทะเลประจำปีที่จัดอย่างยิ่งใหญ่เต็มไปด้วยสารพัดเมนูอร่อยลิ้นจากอาหารทะเลสดๆ ที่ใครได้ลิ้มลองเป็นต้องติดใจ จึงนับเป็นเทศกาลใหญ่ของเมืองอีกงานหนึ่ง ที่ผู้คนที่มีความสุขกับการลิ้มรสอาหารทะเลจะต้องใจจดใจจ่อรอเทศกาลสำคัญ

ภายในงานมีการออกร้านอาหารทะเลที่บริเวณริมเขื่อนหน้าศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสมุทรสาคร มีภัตตาคารร้านอาหารทะเลที่มาร่วมออกร้านกันอย่างคับคั่ง ทำให้ผู้คนที่มาร่วมงานทั้งคนในจังหวัดเอง ชาวกรุงเทพฯและเพื่อนบ้านจากจังหวัดใกล้เคียงจำนวนมาก ต่างแห่ไปร่วมชมงานกันอย่างล้นหลาม สุขตาสุขใจที่ได้ชมวิวทัศน์อันสวยงามแล้วยังอิ่มท้องกับบรรดาร้านอาหารที่มาร่วมออกร้านไม่ต่ำกว่า 70 ร้าน แต่ละร้านล้วนขึ้นชื่อเป็นหน้าเป็นตาของคนของเมืองสมุทรสาคร ด้วยฝีมือเชฟมืออาชีพและกุ๊กระดับ 5 ดาว จุดเด่นของงานอยู่ที่การนำเอากุ้ง หอย ปู ปลา สดๆ จากทะเลอ่าวไทยและมหาสมุทรทั่วโลก มาปรุงเป็นอาหารให้ซื้อให้ชิมราคาถูกเป็นพิเศษ เน้นคัดสรรมา ให้ผู้มาเยือนได้เลือกกินแต่เมนูเด็ดๆ โดยเฉพาะเมนูปู ไม่ว่าจะเป็น ปูผัดพริกสด ปูผัดผงกะหรี่ ปูนึ่งนมสด ปูนึ่งจิ้มน้ำจิ้มซีฟู้ด ไปจนถึง ข้าวผัดปู อีกทั้งกุ้งตัวยักษ์ ปลาหมึกสดๆตัวใหญ่ๆเอามาปิ้งย่างผัดทอดกันอยู่หน้าเตามือเป็นระวิง ยิ่งเห็นก็ยิ่งหิวล้วนแต่น่ากินไปเสียทุกอย่าง น้ำลายเรียกน้ำย่อยกันสุดสุด เรียกว่างานนี้ ผู้ที่ได้ไปร่วมในงานต่างอิ่มหนำสำราญกายใจ ก่อนเดินทางกลับบ้านด้วยความประทับใจกันอย่างเต็มที่

การจัดงานเทศกาลนี้ เป็นการแสดงศักยภาพทางด้านการผลิตอาหารทะเลที่ครบครันและได้มาตรฐานรับรองความสะอาดและความปลอดภัยจากกระทรวงสาธารณสุข ที่นำไปสู่การพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยว ทั้งนี้จังหวัดสมุทรสาครร่วมกับชมรมร้านอาหารจังหวัดสมุทรสาคร เทศบาลนครสมุทรสาคร องค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรสาคร สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาคร การท่องเที่ยวสำนักงานสมุทรสาคร หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ได้ร่วมกันจัดงานเทศกาลอาหารทะเลจังหวัดสมุทรสาครประจำปี 2556 ขึ้นมา ภายใต้ชื่อว่า "เทศกาลอาหารทะเลจังหวัดสมุทรสาคร ครั้งที่ 12" งานเทศกาลกินปูดูลำน้ำท่าจีน และมหกรรมสินค้า

เกษตรจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งจัดขึ้นพร้อมกัน และอยู่ภายในบริเวณเดียวกัน เดินชมเชื่อมต่อถึงกันได้ตลอดบริเวณงาน มีการจำหน่ายสินค้าจากชุมชน ร้านค้า OTOP ควบคู่กับการแสดงทางวัฒนธรรมและความบันเทิงต่างๆ ครบครัน โดยมีขึ้นระหว่าง วันที่ 7 - 11 มีนาคม 2556 ณ บริเวณเขื่อนศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสมุทรสาคร ตำบลมหาชัย อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร

นับเป็นการสอดคล้องกับคำขวัญของจังหวัดที่ว่า "เมืองประมง ดงโรงงาน ลานเกษตร เขตประวัติศาสตร์" สมกับเป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์ด้วยสัตว์น้ำ และเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติทั้งทางทะเล และทางด้านการเกษตร จึงกลายเป็นแหล่งทำอุตสาหกรรมแปรรูปจากผลผลิตที่ผลิตขึ้นได้เหล่านี้แหล่งใหญ่ของประเทศ มีโรงงาน และผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง ในจังหวัดเดียวนับได้ถึง 5,000 กว่าแห่ง มีเรือประมงที่ทันสมัยนับพันลำ เป็นจังหวัดที่มีเรือประมงมากที่สุดในประเทศไทย มีการจัดเป็นกองเรือขนาดใหญ่ ออกไปหาปลาในทะเลอ่าวไทย และมหาสมุทรเปิดทั่วโลก เมื่อได้ปลามาแล้วจะนำมาคัดเลือก เพื่อส่งซีฟู้ดไปขายทั่วประเทศและทั่วโลก แต่ละปี มีอาหารทะเล ผ่านตลาดสมุทรสาครปีละ 4,647 ล้านตัน ทำรายได้ให้สมุทรสาครปีละเจ็ดหมื่นกว่าล้านบาท มีโรงงานแปรรูปอาหารทะเล เป็นลูกชิ้น ปูอัด ซูชิ เนื้อปูกระป๋อง ฯลฯ ส่งออกไปขายทั่วโลก นำรายได้กลับเข้าประเทศนับหลายหมื่นล้านบาทต่อปี

อีกทั้งยังเป็นเมืองแห่งประวัติศาสตร์สำคัญและมีความเป็นมายาวนาน ดังที่ถูกบันทึกไว้ในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ในคราวที่พระเจ้าเสือเสด็จประพาสทางชลมารค และเกิดเรื่องราววีรกรรมอันลือลั่นของพันท้ายนรสิงห์ นายท้ายเรือพระที่นั่งผู้ซื่อสัตย์จงรักภักดี ยอมสละชีพเพื่อรักษากฎระเบียบของบ้านเมืองไว้เหนืออื่นใด

สมุทรสาคร มีลำน้ำท่าจีน ซึ่งถือเป็นแม่น้ำสายสำคัญที่เป็นดั่งหัวใจของชาวเมืองสมุทรสาคร แม่น้ำท่าจีนสายนี้ได้แยกตัวออกจากแม่น้ำเจ้าพระยาที่ตำบลท่าซุง อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานีกับฝั่งตะวันตกที่อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท ไหลผ่านจังหวัดชัยนาท จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดนครปฐม จังหวัดสมุทรสาคร ก่อนจะไหลออกสู่อ่าวไทยที่ตำบลบางหญ้าแพรก อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร รวมความยาวทั้งสิ้นราว 325 กิโลเมตร ลำน้ำท่าจีนยังมีชื่อเรียกออกไปหลายชื่อ ตามช่วงตอนที่ไหลผ่านยังจังหวัดต่างๆ อย่างช่วงที่ไหลผ่านจังหวัดชัยนาท ชาวเมืองชัยนาทก็เรียกกันว่า "แม่น้ำมะขามเฒ่า" ช่วงที่ผ่านมาถึงจังหวัดสุพรรณบุรี ก็เรียกว่า "แม่น้ำสุพรรณบุรี" ผ่านมาสู่จังหวัดนครปฐม ก็เรียกกันในชื่อ "แม่น้ำนครชัยศรี" และเมื่อเข้าสู่ช่วงตอนที่ไหลผ่านจังหวัดสมุทรสาครอันเป็นแหล่งสุดท้ายปลายทาง ก่อนที่จะไหลออกสู่อ่าวไทย ก็เรียกกันว่า "แม่น้ำท่าจีน"

ที่มาของคำว่า "ท่าจีน" มีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา มาจากเดิมเป็นตำบลใหญ่อยู่ติดอ่าวไทย อันเป็นแหล่งที่มีชาวต่างประเทศโดยเฉพาะชาวจีนล่องสำเภาเข้ามาจอดเทียบท่าค้าขายกันมาก จึงได้เรียกกันต่อๆมาว่า บ้านท่าจีน ส่วนที่คนเรียกกันติดปากว่า มหาชัย นั้น เป็นชื่อคลองที่พระเจ้าเสือ หรือสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 โปรดฯให้ขุดขึ้น โดยโปรดฯให้พระยาราชสงคราม คุมไพร่พลจำนวน 3,000 คน ทำการขุดคลองลัดคลองโคกขามที่คดเคี้ยว กว้าง 5 วา ลึก 6 ศอก เพื่อลัดจากเมืองธนบุรีเป็นแนวตรงไปออกปากน้ำบริเวณแม่น้ำท่าจีน แต่การยังไม่แล้วเสร็จทรงสวรรคตเสียก่อน การก่อสร้างจึงได้มาแล้วเสร็จในรัชสมัยสมเด็จพระสรรเพชญที่ 9 หรือพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ ในปี 2252 ได้พระราชทานนามคลองนี้ว่าคลองสนามไชย ต่อมาเรียกเป็นคลองมหาชัย ซึ่งเป็นที่มาของชื่อเมืองมหาชัย แต่ชาวบ้านเรียกว่า "คลองถ่าน" อันเป็นคลองเดียวกับที่ทุกวันนี้ชาวบ้านฝั่งธนบุรี เรียกกันในชื่อ "คลองด่าน"

ความอุดมสมบูรณ์ของเมืองท่าจีน หรือเมืองสมุทรสาครนั้น เกิดจากการเป็นที่รวมลำน้ำนับร้อยๆสายที่มารวมกันเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา อันมีแม่น้ำท่าจีนเป็นสาขาหนึ่ง โดยไหลผ่านคลองเล็กคลองน้อย พัดพาตะกอนดิน ไหลลงสู่ทะเลอ่าวไทย กลายเป็นแหล่งกำเนิดแพลงตอน สัตว์น้ำตัวเล็กที่เป็นอาหารของปลาทะเล ดังนั้น นอกจากเป็นแหล่งที่คลาคล่ำด้วยสัตว์ทะเลที่กลายเป็นทั้งสินค้า และเป็นอาหารหลัก ทั้งน้อยใหญ่อย่างชุกชุมแล้ว ที่สำคัญคือ ยังเป็นแหล่งที่มีปลาทูอยู่ชุกชุม และได้ชื่อว่าเป็นแหล่งที่มีปลาทูที่มีรสชาติอร่อยที่สุดอีกด้วย

ปลาทูฝูงใหญ่ว่ายจากสุราษฎร์ มาหากินที่ก้นอ่าวสมุทรสาคร เติบโตเต็มวัยในช่วงเดือนพฤศจิกายน ปลาทูสมุทรสาครจึงอ้วน หนังบาง เนื้อนุ่มหอม แตกต่างจากปลาทูอื่นที่ตัวใหญ่ เนื้อหนาแข็งกระด้างกินไม่อร่อย พี่น้องประมงท่าฉลอม จึงภูมิใจกับปลาทูเนื้อดีที่สุดในโลก นึ่งเป็นปลาทูเข่ง ส่งไปขายคนไทยที่อยู่ทั่วโลก วัฏจักรชีวิตของปลาทู จากที่มีการศึกษากันอย่างจริงจังพบว่า ปลาทูจะว่ายไปวางไข่ในบริเวณหมู่เกาะอ่างทอง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นแนวหินใต้ทะเล ที่มีอุณหภูมิ 17 องศาเซลเซียส ความเค็มน้ำทะเล 32.5% ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม

ลูกปลาทูเมื่อเติบโตขึ้น ก็จะพากันว่ายทวนน้ำเข้ามายังฝั่งอ่าวไทย เพื่อมาหาแพลงตอนที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในใต้ก้นอ่าวไทยเป็นอาหาร ผ่านไปอีกราว 5-6 เดือน จากลูกปลาทูตัวเล็กๆก็จะเปลี่ยนขนาดมาเป็นปลาทูโตเต็มวัยขนาดกำลังน่ากิน ซึ่งมักมีแหล่งอาศัยอยู่ในแถบทะเลน้ำกร่อย ตั้งแต่จังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงคราม ไปจนถึงเพชรบุรี และหลังจากปลาทูที่ผสมพันธุ์แล้ว แม่ปลาทูก็จะว่ายกลับคืนสู่ท้องทะเลสุราษฎร์ กลับไปวางไข่ไว้ที่นั้น เพื่อสร้างปลาทูรุ่นใหม่ที่พร้อมจะว่ายกลับมาสู่ท้องทะเลอ่าวไทยอีกครั้ง เป็นวัฏจักรปลาทูไทยที่วนเวียนเช่นนี้มายาวนานกว่า 2,000 ปี มาแล้ว

ปลาทูที่ได้ชื่อว่ามีรสชาติอร่อย เป็นปลาทูที่จับได้ตั้งแต่ช่วงระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ เพราะเป็นปลาทูดีที่สุด มีเนื้อแน่น ให้รสชาติมัน และหอมอร่อยกำลังดี นับเป็นเอกลักษณ์พิเศษของปลาทูไทยที่หาได้ยากจากแหล่งอื่นๆ ปลาทูของเมืองไทยมีการเอาไปแปรรูปเป็นปลาทูเค็มให้เก็บไว้กินได้นานๆ แล้วส่งออกไปขายยังฮ่องกง มาเลเซีย สิงคโปร์ รวมทั้งอินโดนีเซีย กลายเป็นที่นิยมซื้อหากันในราคาแพง จนชาวอินโดนีเซียเรียกว่า IKAN SIAM จะว่าไปแล้ว ปลาทูไทยนั้นนับว่าอร่อยกว่าปลาทูจากแหล่งท้องทะเลอื่นๆทั่วโลกก็ว่าได้ ดังที่ชาวเมืองสมุทรสาครยังได้พร้อมใจกันจัดให้มีเทศกาลกินปลาทู คือเทศกาลปลาทูอร่อยที่ท่าฉลอม ที่มักจะจัดงานกันในช่วงราวเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ปลาทูตัวใหญ่อวบอ้วนเนื้ออร่อยมารวมตัวอย่างอย่างหนาแน่นในแหล่งน้ำกร่อยเมืองสมุทรสาคร โดยจัดงานกันเป็นประจำทุกปี ณ บริเวณริมเขื่อน หน้าวัดช่องลม

เสน่ห์ที่ขาดไม่ได้และไม่ควรพลาดอย่างยิ่งของเมืองนี้ก็คือ การมาเยี่ยมชมสัตว์น้ำสองชนิดที่หาดูได้ยากนั่นก็คือ วาฬบรูด้า และโลมาอิรวดี ที่มักว่ายฉวดโฉมให้เห็นกันเป็นประจำ ตลอดแนวชายฝั่งทะเลของจังหวัดสมุทรสาคร

โดยเฉพาะบริเวณอ่าวไทยตอนบน ห่างจากฝั่งออกไปประมาณ 30 กิโลเมตร แถบหน้าวัดกระซ้าขาว ต.บ้านบ่อ อ.เมือง เป็นแหล่งที่มักพบเห็นวาฬบรูด้าว่ายออกมาหากินเป็นประจำ และมักพบเห็นกันบ่อยเป็นลักษณะคู่แม่ลูกคู่ที่ชอบออกมาหากินสัตว์น้ำจำพวกปลาไส้ตันในแถบนั้น แต่ก็สามารถพบเห็นได้ตั้งแต่บริเวณปากแม่น้ำท่าจีนเรื่อยไปจนถึงปากคลองประมงห่างจากฝั่งตั้งแต่ 4-20 กิโลเมตร พบได้เกือบตลอดทั้งปี แต่ช่วงที่จะได้เห็นถี่ขึ้นจะอยู่ในราวเดือนเมษายนถึงพฤศจิกายน เพราะเป็นช่วงที่ปลากะตักและปลาไส้ตันอาหารโปรดของวาฬบรูด้ากำลังอุดมสมบูรณ์จากที่เคยพบนับได้ถึง 6 คู่ด้วยกัน ทั้งนี้ข้อมูลจากการสำรวจพบว่า ทุกวันนี้จำนวนวาฬบรูด้าที่ว่ายหากินอาหารและอาศัยอยู่ในท้องทะเลไทยจำนวน 30 กว่าตัว กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุว่าพื้นที่อ่าวไทยเป็นแหล่งอาศัยและศึกษาเกี่ยวกับวาฬบรูด้าแหล่งใหญ่ที่สุดในทวีปเอเชีย โดยถือว่าเป็นสัตว์ประจำถิ่นอ่าวไทย

วาฬบรูด้า หรือเรียกในอีกชื่อว่า วาฬซิทตัง หรือวาฬแกลบ เป็นสัตว์น้ำประเภทวาฬทะเลที่เลี้ยงลูกด้วยนม ซึ่งนับเป็นสัตว์หายาก และเข้าข่ายใกล้สูญพันธุ์ วาฬชนิดนี้ไม่มีฟัน แต่มีซี่กรองลักษณะคล้ายไม้กวาด(Baleen plates)ไว้สำหรับกรองกินอาหารขนาดเล็กจำพวกลูกปลาหรือลูกกุ้ง ใต้ท้องมีลักษณะเป็นร่องจากปลายคางถึงสะดือ เมื่อโตเต็มที่ ตัวผู้มีความยาวราว 15 เมตร ตัวเมียยาวกว่าเล็กน้อยราว 16.5 เมตร น้ำหนักมากที่สุด 40 ตัน

วาฬขนาดใหญ่ชนิดนี้พบกระจายพันธุ์ในท้องทะเลเขตอบอุ่นทั่วโลก ส่วนในประเทศไทยพบอาศัยอยู่ในทะเลฝั่งอ่าวไทย สามารถพบได้ในจังหวัดชายทะเลเกือบทุกจังหวัด แต่ที่พบได้บ่อยก็บริเวณอ่าวไทยตอนในที่หน้าวัดกระซ้าขาว สมุทรสาคร รวมทั้งทะเลบ่อนอก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และบริเวณแหลมผักเบี้ยจังหวัดเพชรบุรี ส่วนโลมาอิรวดีนั้นก็เป็นสัตว์น้ำหายากอีกชนิดหนึ่งที่สามารถมาดูชมได้ที่ท้องทะเลมหาชัย โลมาอิรวดีหรือโลมาหัวบาตร พบว่าออกว่ายหากินกระจายเป็นกลุ่มๆ ตลอดแนวชายฝั่งพื้นที่อ่าวไทยตอนใน มักโผล่หัวหรือครีบหลังขึ้นมาเหนือผิวน้ำในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงเล็กๆ 2 ถึง 5 ตัว หรือบางครั้งยังพบเห็นรวมฝูงขนาดใหญ่ ประมาณ 10-20 ตัว ขนาดความยาวราว 2ถึง 2.75 เมตร ลำตัวมีสีเทาดำหัวกลมมนไม่มีจะงอยปาก พบได้ทั้งในท้องทะเลบริเวณน้ำกร่อย ไปจนถึงในน้ำจืดก็มี ในเมืองไทยมักพบตามชายฝั่งทะเลตั้งแต่จังหวัดชลบุรีถึงจังหวัดเพชรบุรี แต่ส่วนใหญ่จะพบมากบริเวณปากแม่น้ำที่สำคัญ ช่วงฤดูหนาวพบได้ตลอดทั้งปี แต่จะเห็นชุกมากขึ้นในช่วงเดือนตุลาคม ถึงเดือนกุมภาพันธ์ แหล่งที่พบเห็นได้บ่อยในย่านท้องทะเลมหาชัย คือแถบชายฝั่งหน้าวัดกระซ้าขาว ด้านหน้าตำบลโคกขาม ใกล้กับแนวปักไม้ไผ่ชะลอคลื่น จนถึงปากคลองประมง ซึ่งโลมาอิรวดีอาศัยแหล่งน้ำย่านนี้เป็นแหล่งอาหาร แหล่งผสมพันธุ์ ออกลูก และเลี้ยงดูลูกอ่อน เนื่องจากเป็นบริเวณที่อุดมสมบูรณ์มีอาหารชุกชุม ชื่อโลมาอิรวดีมาจากแหล่งที่พบครั้งแรกโดยชาวตะวันตกในแม่น้ำอิรวดี

ปัจจุบัน "โลมาอิรวดี" เป็นสัตว์ในพระบรมราชินูปถัมภ์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และได้รับการจัดให้เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองในลำดับที่ 138 คือห้ามล่า ห้ามค้า ห้ามครอบครอง หรือห้ามเพาะพันธุ์ เว้นแต่ได้รับอนุญาตก่อนแล้วเท่านั้น

ถ้าต้องการเดินทางมายลโฉมปลาหายากก็ต้องทำใจเผื่อไว้ด้วย เพราะเจ้าสัตว์หายากเหล่านี้จะโผล่มาให้เห็นได้ทุกเมื่อ ต้องเข้าใจสภาพวิถีชีวิตตามธรรมชาติของสัตว์เหล่านี้ด้วยซึ่งขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศ กระแสน้ำที่ขึ้นลงและคลื่นลม ความสมบูรณ์ของแหล่งอาหารในช่วงนั้นๆด้วย บางคนอาจต้องมาหลายครั้งถึงจะได้เห็นแต่บางคนก็โชคดี มาครั้งเดียวได้เจอตัวเป็นๆเลยก็มีไม่น้อย เพราะฉะนั้นใครที่อยากจะมาสบตากับปลาหายากทั้งสองชนิดนี้ สามารถมาดูชมได้ใกล้ๆกรุงเทพฯ ที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา เมืองสมุทรสาครนี่เอง มีบริการล่องเรือออกไปชม โดยชาวบ้านที่อาศัยใกล้กับแหล่งที่พบเห็นสัตว์น้ำทั้งสองชนิดเป็นประจำ

ปัญหาอย่างหนึ่งที่ชาวบ้านมีแหล่งอาศัยอยู่ริมชายฝั่งต้องเผชิญ คือปัญหาที่ดินทำกินบริเวณชายฝั่งทลายไปจนต้องหมดหนทางทำอาชีพที่เคยทำกิน เพราะชายฝั่งแผ่นดินจมหายไปเป็นพันๆไร่แม้กระทั่งบ้านเรือนที่อยู่อาศัยยังต้องพังทลายลง จากการกัดเซาะของน้ำทะเลชายฝั่งอย่างรุนแรง ทำให้เกิดการรวมตัวกันของชาวประมงพื้นบ้าน ดังเช่นในย่านโกรกกราก พันท้ายนรสิงห์และโคกขาม ที่ได้รวมตัวกันหลายร้อยชีวิต เพื่อหันมาหาทางออกร่วมกัน ด้วยการทำกิจกรรมฟื้นฟู และอนุรักษ์ชายฝั่งอย่างเช่น กันพื้นที่ชายฝั่งเป็นที่สงวนให้ชาวประมงทำมาหากินแบบพื้นบ้าน ห้ามใช้เรืออวน ปักไม้ไผ่เลี้ยงหอยแมลงภู่ ซึ่งช่วยในการชะลอคลื่นและสะสมตะกอน มีการจัดตั้งธนาคารปูม้า เพื่อเพิ่มประชากรสัตว์น้ำวัยอ่อนในทะเล รวมไปถึงยอมเสียสละที่ดินเพื่อกันเป็นพื้นที่ปลูกป่าชายเลน การสร้างแนวกันคลื่น เพื่อลดปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง เป็นต้น กิจกรรมเหล่านี้ล้วนกำลังผลิดอกออกผล และเป็นทางออกหนึ่งของปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่ง ที่ทำให้ได้เห็นชาวมหาชัยมีรอยยิ้มและความสุขที่กลับคืนมา

ใครมีโอกาสได้ไปเยี่ยมเยือนชาวเมืองมหาชัย นอกจากจะได้ชิมอาหารทะเลอร่อยแล้วยังอาจมีโอกาสได้ชมโลมาอีกด้วย เพราะชาวประมงมหาชัยได้ร่วมเป็นหูเป็นตารายงานการพบโลมาและวาฬให้กับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และเป็นกำลังสำคัญส่วนหนึ่งในการฟื้นฟูชายฝั่งทะเล เพื่อฟื้นคืนความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ ต้อนรับการกลับมาของโลมา และสัตว์ทะเลหายากในอ่าวไทยตอนใน มหาชัยวันนี้จึงไม่เพียงมีความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเล ที่ทำให้มี กุ้ง หอย ปู ปลา หลากหลายชนิดเป็นจำนวนมาก ทำให้ชาวประมง และผู้คนในท้องถิ่นมีรายได้มากขึ้น ที่สำคัญคือ มีการปรากฏของวาฬบรูด้า และโลมาอิรวดี ที่กลับเข้ามาหากินตามชายฝั่งทะเล ยังบอกเล่าถึงความสมบูรณ์ของห่วงโซ่อาหาร สะท้อนถึงความสำเร็จในการร่วมกันอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลของท้องถิ่นได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

ท่ามกลางสถานการณ์การค้าสัตว์ป่าที่รุนแรงมากขึ้นในเมืองไทย โดยเฉพาะเรื่องของการค้างาช้างที่มีเครือข่ายโยงใยเกี่ยวข้องกับการค้างาช้างแอฟริกันที่ทำกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน จนกลายเป็นขบวนการค้าข้ามโลก กระทั่งล่าสุดมีกลุ่มเคลื่อนไหว ที่เรียกร้องให้รัฐบาลไทยหยุดเพิกเฉย หันมาใส่ใจและป้องกันปราบปรามขบวนการค้างาช้างอย่างจริงจัง บรรยากาศที่เกิดขึ้นจากความร่วมแรงร่วมใจของชาวเมืองมหาชัยแห่งนี้ จึงนับเป็นความชื่นใจ และช่วยกู้ภาพลักษณ์ที่ดีงามของคนไทยให้กลับคืนมา ตลอดจนสร้างสรรค์บรรยากาศที่น่าเที่ยวให้กับเมืองไทย เติมความน่าอยู่ให้กับสังคมไทยยิ่งขึ้น