วิถีอันดามันในวันฟ้าสวย

ท่องเที่ยวทั่วไทย

2...ข้าวคั่วอาม้าจานใหญ่ตรงหน้า ดูก็เหมือนกับข้าวผัดธรรมดา โกว่าเด็กภูเก็ตได้ทานกันทุกคน เพราะว่าบ้านใดทอดปลา หมู ไก่ หรือมีอะไรเหลือในตู้กับข้าว ตื่นเช้าแม่ก็แกะเอาแต่เนื้อไปรวน แล้วก็ผัดข้าวให้ลูกกินก่อนไปเรียน ความอร่อยอยู่ที่ใช้ซีอิ๊วของภูเก็ตเท่านั้น แล้วเมนูข้าวคั่วอาม้านั่นละครับ ทำให้รู้วิถีชีวิตของคนภูเก็ต ที่มีความเรียบง่าย สมถะ และรู้จักการประหยัดอดออม เป็นคุณสมบัติของชาวจีนแท้ๆ ที่อพยพเข้ามาเมื่อครั้งทำเหมือง

แล้วมาที่เนื้อตุ๋นถ้วยนี้ละครับ...ผมถามเหมือนตอแยไม่เลิก อาโกแกก็ตอบให้กับทุกคำถามด้วยสิ...คือผมเป็นคนทานเนื้อครับ จึงคิดสูตรเฉพาะของทางร้านเอาไว้เลย เราจะใช้เฉพาะเนื้อเอ็นส่วนน่อง หรือที่เรียกว่าเนื้อน่องลาย เวลาทานจะให้ความรู้สึก...หนืดๆกรุบๆนุ่มๆ คือมันจะนุ่มเหนียวอยู่ภายในตัวเนื้อ ทางร้านเราจะต้มประมาณ 4 ชั่วโมง หรือบางทีอาจต้มเลยกว่านั้นอีก ส่วนผสมก็มีไม่มากอย่างไม้พะโล้ ซีอิ๊วดำ ซอสปรุงรส พริกแห้ง พริกไทย หรือจะใส่น้ำส้มสายชูเล็กน้อย ก็เปลี่ยนรสชาติให้อร่อยไปอีกแบบ

ก่อนเดินออกจากร้านของโกโชติ ต้องรีบเมมเบอร์ 08-1891-2129 เอาไว้กันลืมเสียก่อน เผื่อคราวหน้ากะมาจองโต๊ะทานอีกครั้ง เมื่อท้องป่องเป็งหนังตาก็หย่อนย้อยลงมา พอเอนกายลงบนที่นอนในห้องพัก พร้อมมีแอร์เย็นเป่าให้สบายเนื้อสบายตัว ก็หลับสนิทแบบม้วนเดียวจบถึงเช้าเลย จนเกือบตื่นสายไม่ทันที่พี่บอยนัดเสียแล้ว ในระหว่างห่างจากตัวเมืองไปราว 17 กิโลเมตร ผมแหวกม่านมองออกไปนอกรถ เห็นอากาศปลอดโปร่งท้องฟ้าสีคราม ก็เนื่องจากภูเก็ตอยู่ในเขตศูนย์สูตร จึงรับอิทธิพลเต็มๆจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ทำให้มีอากาศชุ่มชื้นในช่วงฤดูฝน ที่เริ่มกันตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนพฤศจิกายน

ส่วนฤดูร้อนจะได้รับลมมรสุม ที่มาจากทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ในช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงระยะที่บรรยากาศดีที่สุด และก็เหมาะกับการเที่ยวของเราด้วย โปรแกรมการท่องเที่ยวในเช้าวันนี้ เราจึงไปโพสท่าถ่ายรูปกันที่ แหลมพรหมเทพ ว่ากันว่าเป็นจุดชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงามแห่งหนึ่ง ได้มาเยือนเมืองภูเก็ตทั้งทีก็ไม่ควรพลาด โดยเราใช้เส้นทางจากห้าแยกฉลอง แล้วมุ่งหน้าไปตามถนนวิเศษ พอห่างจากหาดราไวย์ไปได้ประมาณ 2 กิโลเมตร ก็มาถึงแหลมที่อยู่ทางตอนใต้สุดของเกาะ ที่ชาวบ้านเรียกกันในนาม "แหลมเจ้า" เป็นบริเวณชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงาม...เขาว่ากันอย่างนั้น

ผมมีเวลาซึมซับธรรมชาติได้สักพัก คงมิอาจรั้งรอถึงตอนพระอาทิตย์อัสดง เพราะต้องเดินทางเที่ยวกันอีกหลายแห่ง เพียงมีเวลาเท่านี้ก็ดีมากแล้วสำหรับผม บรรยากาศแม้สวยงามก็จริงอยู่หรอก แต่ไม่สามารถดึงความสนใจจากผมได้ โดยอันดับแรกตรงเข้าไปกราบต่อ "องค์บิดาของทหารเรือไทย" คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ มีการจัดสร้างขึ้นเป็นอนุสรณ์สถาน ยืนหันหน้าออกไปสู่ห้วงทะเลอันดามัน เพื่อเป็นมิ่งขวัญและกำลังใจ ให้แก่เหล่าทหารเรือและประชาชน

บริเวณริมหน้าผาแหลมพรหมเทพ มีแนวต้นตาลเรียงรายอยู่หลายสิบต้น สามารถเดินเล่นไปจนถึงปลายแหลมได้ เบื้องหน้ามีเกาะแก่งผุดเหนือระดับทะเลอันดามัน พอหันหลังมองกลับมาเห็น ประภาคารกาญจนาภิเษก แหลมพรหมเทพ ที่สร้างขึ้นเมื่อปี 2539 ในโอกาสที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ตัวประภาคารกว้าง 9 เมตร สูง 15 เมตร มีแสงไฟสว่างสาดไกล 39 กิโลเมตรในทุกค่ำคืน

กะเดินไปถ่ายรูปที่ปลายแหลมซะหน่อย ทีมงาน ททท. ดักคอให้เวลาเพียงสิบนาที เลยหันหลังกลับไปรอในรถดีกว่า พอเห็นลุงแก่ๆเดินเลียบมาแถวรถ ก็เลยถามถึงวัดฉลองว่าอีกไกลมั้ย แกว่านับจากตัวเมืองภูเก็ตก็ราว 8 กิโลเมตร เราเลยลุยไปตามทางหลวง 4021 ผ่านสามแยกบริเวณสนามกีฬาสุรกุล แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าทางห้าแยกฉลอง เป้าหมายเราอยู่ซ้ายมือก่อนถึงแยก 4 กิโลเมตร ได้แก่ วัดฉลอง หรือวัดไชยธาราราม วัดที่มีชื่อเสียงอย่างมากของภูเก็ต เห็นได้จากความศรัทธาของผู้คนที่หลั่งไหลมาหลายร้อยคนต่อวัน

ยามมองเพลินๆราวกับงานเอ๊กซโปรซะจริง ซึ่งมีทั้งคนไทย คนประเทศใกล้เคียง จนถึงชาวต่างดินแดนที่ห่างไกล โดยเลื่อมใสต่อหลวงพ่อแช่มและหลวงพ่อช่วง ต่างมากราบไหว้แสดงความเคารพเนืองแน่น ซึ่งรูปหล่อองค์หลวงพ่อแช่ม องค์หลวงพ่อช่วง หรือพระอาจารย์อีกหลายท่าน อยู่ภายในเรือนไทยหลังใหญ่เชียวครับ หลังจากเบียดเสียดนักท่องเที่ยวต่างแดน ออกมาจากกุฏิจำลองหลวงพ่อแช่มได้แล้ว โปรแกรมการหรรษาและทานมื้อกลางวัน อยู่ไกลไปถึงจังหวัดพังงาโน้นเลย ระหว่างเส้นทางจึงม่อยหลับไปได้หลายงีบ

มาสะดุ้งตัวตอนรถเข้าโค้งสู่เมืองพังงา จังหวัดหนึ่งทางฟากฝั่งทะเลอันดามัน โดยมีภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นป่าเขา เดิมจังหวัดพังงามีชื่อว่า เมืองภูงา ตามชื่อ เขางา หรือเขาพังงา ที่อยู่ในตัวเมืองพังงาในปัจจุบัน แถวๆศาลากลางจังหวัดบ้านท้ายช้างนั้น ด้านหลังเป็นสถานที่ตั้งของ วัดประจิมเขต ภายในวัดมีถ้ำใหญ่ที่อยู่ใจกลางเขา ซึ่งเป็นโปรแกรมการท่องเที่ยวของเรา แต่ว่าขอกลับรถไปทานอาหารกันก่อน เมนูแกงเหลือง ไข่เจียว น้ำพริกกุ้งเสียบ ปลากะพงราดพริก คั่วกลิ้ง หรือหมูสามชั้นทอดกระเทียม ออกมาจัดวางอย่างงดงามให้ทานกัน โดยเจ้าของร้านหมากพลูซีฟู้ต วันวิสาข์ ขำณรงค์ ออกมาให้บริการด้วยตนเอง

เอาละ!!!แล้วก็ได้เวลาสัมผัสความมหัศจรรย์กัน ซึ่งถ้ำที่กล่าวค้างเอาไว้เมื่อครู่เรียกว่า ถ้ำพุงช้าง ถ้ำแห่งนี้มีตำนานเล่าย่อๆว่า ครอบครัวของตายมดึง สร้างตัวด้วยการทำสวน ทำไร่ ขณะที่ไร่นาออกผลงอกงามใกล้เก็บเกี่ยว กลับมีช้างป่าโขลงหนึ่งมาเหยียบย่ำทำลาย ตายมดึงเสียใจและโกรธเคืองอย่างมาก จึงคว้าหอกตามล่าช้างโขลงนั้นไป แต่กลับพบช้างที่คิดว่าเป็นช้างป่า จึงทำการฆ่าโดยใช้หอกแทงที่ท้อง แล้วนำตับไตไส้พุงมาทำเป็นอาหารกิน รวมถึงได้ตัดงาออกมาอีกด้วย โดยหารู้ไม่ว่าช้างเชือกนั้นไร้ซึ่งความผิด เมื่อตายแล้วจึงกลายเป็นเขาช้าง ส่วนแผลตรงท้องที่ถูกทะลวงแทง กลับกลายมาเป็นถ้ำพุงช้างในที่สุด

ชะอุ๊ย!!!ฟังแล้วรู้สึกเสียวไส้พุงตัวเอง แล้วเดินกุมท้องไปไหว้พ่อตาเขาช้าง ที่สิงสถิตอยู่ภายในศาลใกล้ปากถ้ำ ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านเมืองของจังหวัดพังงา ก่อนที่จะเข้าไปสัมผัสบรรยากาศภายในถ้ำ เจ้าหน้าที่หล่อเข้มได้อธิบายอย่างคร่าวๆว่า ถ้ำพุงช้างเป็นถ้ำขนาดใหญ่ ปากถ้ำมีสองทางด้วยกัน คือ ด้านหนึ่งอยู่ทางทิศตะวันตก อีกด้านอยู่ทางทิศตะวันออกของเขาช้าง ภายในถ้ำมีหินงอกหินย้อย ลักษณะคล้ายช้างในหลากหลายอิริยาบถ ผนังบางแห่งมีผลึกของแคลไซต์ส่องประกายแวววาว เมื่อได้ปะทะกับแสงสว่างของไฟฉาย พื้นถ้ำมีธารน้ำไหลผ่านตลอดทั้งปี บางช่วงมีน้ำลึกต้องใช้เรือหรือแพ จากปากถ้ำจรดปากถ้ำอีกด้านหนึ่ง มีระยะทางประมาณ 1,200 เมตร ใช้เวลาเดินชมราวชั่วโมงกับอีก 20 นาที

ด้วยภายในถ้ำยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง หรือที่ชาวบ้านเขาเรียกกันว่า ถ้ำเป็น จึงขอความร่วมมือนักท่องเที่ยวห้ามถ่ายภาพ เพราะแสงแฟลชจากกล้องถ่ายภาพ อาจไปรบกวนการเจริญของหินงอกหินย้อยได้ แต่ก็มีภาพเล็กน้อยให้ใช้ในการประชาสัมพันธ์ แล้วในการเข้าไปทัศนาความพิศวงนั้น จะมีไฟฉายติดที่ศีรษะของแต่ละคนเลย ทำให้ทัศนาตามซอกมุมได้ตามอัธยาศัยกัน ไม่เหมือนบางถ้ำที่มีแสงไฟเฉพาะคนนำทาง หลังจากเตรียมพร้อมผจญความเปียกแฉะกันแล้ว จึงเริ่มตะกายลงนั่งในเรือยาง 2-3 คนต่อลำ

นั่งเรือยางชมถ้ำผ่านไปไม่กี่นาที ก็เปลี่ยนมาเป็นนั่งแพไม้ไผ่กันบ้าง โดยมีเจ้าหน้าที่คอยจูงลากไปพักใหญ่ แล้วนาทีระทึกใจของเราก็เริ่มต้นขึ้น คือเราจะต้องลงเดินด้วยตัวเองกันบ้างละ แรกปลายเท้าที่จุ่มลงไปในธารน้ำ ให้รู้สึกเย็นราวกับน้ำแช่ในตู้เย็น อากาศภายในที่คิดว่าคงอึดอัด กลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงเลยครับ กระทั่งเพื่อนข้างๆรำพึงให้ได้ยินว่า เย็นสบายเท้าแล้วยังหายใจปลอดโปร่งอีก อย่างงี้เดินเที่ยวได้นานเป็นชั่วโมงเลยละ ระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่ที่รู้จุดไฮไลท์ ก็เริ่มส่องไฟให้ชมพร้อมใช้จินตนาการตามด้วย

เพราะมีหลายจุดมากเหลือเกินพ่อคุ้ณ ที่พอจะจำได้ก็มีเสาหินโขลงข้าง ซึ่งมีลักษณะเป็นตัวช้างต่อซ้อนขึ้นไปหลายร้อยเชือก ถัดมาหน่อยเป็นลายหินละม้ายคนตกปลา อันนี้ผมยืนเพ่งอยู่นานก็ยังไม่โอ.เค. ส่วนจุดนี้เด็ดหน่อยเป็นแอ่งน้ำใสเย็น เจ้าหน้าที่บอกว่าดื่มกินได้ด้วยครับ แต่เราก็ขอแค่จิ้มมาดูดหน่อยเดียว โน้นมีประกายระยิบระยับเห็นมาแต่ไกล เป็นหินที่มีเกล็ดสะท้อนกับแสงไฟ แลดูราวกับเพชรน้ำงามหลายร้อยกะรัต แล้วมาสุดทางเป็นแอ่งน้ำตกหลั่นเป็นชั้น ซึ่งไม่ใช่ช่วงหน้าฝนน้ำจึงแห้งขอดไปหมดแล้ว

เจ้าหน้าที่หล่อเข้มใจดีบอกว่า ตรงจุดนี้บริเวณผนังถ้ำมีหัวช้างด้วย ซึ่งไม่ต้องอาศัยการจินตนาการใดเลย เราต่างส่องไฟหาด้วยความอยากเห็น แต่พอแสงไฟฉายดวงแรกส่องเจอ ดวงต่อๆมาก็ส่องรวมกันเป็นจุดใหญ่ แลเห็นหินหัวช้างชูงวงทำตาวิ๊งใส่เรา ในการเข้ามาชื่นชมภายในถ้ำพุงช้างนั้น นอกจากเป็นการหย่อนใจที่น่าประทับใจแล้ว คนโบราณยังกล่าวเอาไว้ว่า การลอดท้องช้างถือเป็นการสะเดาะเคราะห์ หรือเสริมสร้างสิริมงคลให้แก่ตนเอง แล้วการเข้ามาเที่ยวในพุงช้างของเราล่ะ กลับไปเงินเดือนขึ้นหลายตังค์เป็นแน่

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า