เยือนเมืองฝางพันปี ชมวัดเจดีย์งาม-วัดต้นรุง

ศรัทธาสัญจร
ช่างภาพ: 

ช่วงที่เราไปทำงานในอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่นั้น มีเวลาให้แวบออกนอกเส้นทางไม่มากนัก แต่ภาพวัดงามศิลปะล้านนาที่ผ่านสายตาเราไปเมื่อตอนใกล้ค่ำ ทำให้เราสองคนอดใจไม่ไหว รีบตื่นแต่เช้าโบกรถสองแถวฝ่าหมอกหนา เพื่อออกมาเก็บภาพวัดสวยๆก่อนพระอาทิตย์จะสาดแสงแรงกล้า ก่อนที่เราต้องมีภารกิจอื่นไปทำ

วัดเจดีย์งาม บ้านสวนดอก หมู่ที่ 4 ตำบลเวียง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเป้าหมายหลักของเราค่ะ เมื่อรถจอดส่งตรงหน้าประตูวัด ภาพวิหารงดงามแบบล้านนาก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า เราเดินผ่านสนามหญ้าฉ่ำไปด้วยน้ำค้าง ลุยเข้าไปจนชายกางเกงเปียกชื้น แต่ไม่ได้สนใจกันหรอกค่ะ เพราะมุ่งไปให้ถึงหน้าพระอุโบสถซึ่งงดงามด้วยศิลปะไทล้านนาผสมศิลปะแบบภาคกลาง โดยใช้ไม้สักแกะสลักลงรักปิดทอง ผนังด้านนอกอุโบสถเขียนลายรดน้ำ พระอุโบสถหลังนี้วางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2536 โดย สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญญมหาเถระ ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ เจ้าคณะใหญ่เหนือได้เมตตาเป็นประธานวางศิลาฤกษ์ ใช้เวลาในการก่อสร้างเป็นระยะเวลา 7 ปี (2536-2542) จึงแล้วเสร็จ โดยมีช่างผู้ชำนาญการในการแกะสลักไม้สักทองจำนวน 5 ชุด สิ้นทุนทรัพย์ในการก่อสร้างเป็นจำนวนเงินยี่สิบสองล้านห้าแสนบาท จุดเด่นคือภาพลายรดน้ำพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุยเดช ส่วนผนังด้านในอุโบสถแกะสลักเป็นภาพทศชาติ และมหาชาติทำการลงรักปิดทอง และเขียนภาพไตรภูมิพระร่วง ขนบธรรมเนียมประเพณีชาวล้านนาในอดีต และวิถีชีวิตขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมชาวไทเขินเมืองเชียงตุง พร้อมกันนี้ยังได้เขียนภาพประวัติของพ่อขุนศึกเม็งรายมหาราชผู้ปกครองเมืองฝางไว้ในอุโบสถด้วย

สำหรับประวัติวัดเจดีย์งามนั้น สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2021 เดิมเป็นวัดร้าง ต่อมาเมื่อ พ.ศ.2475 ท่านพระครูโสภณเจติยาราม อดีตเจ้าคณะอำเภอฝาง ได้ทำการบูรณะพัฒนาขึ้นมาเป็นวัด เดิมชื่อว่า "วัดหัวกาด" ต่อมาชื่อว่า "วัดหนองไผ่" (จากคำบอกเล่าถวายของพระเดชพระคุณ พระเทพวรสิทธาจารย์ เจ้าอาวาสวัดสำเภา อดีตเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่) และตั้งชื่อใหม่ว่า "วัดเจดีย์งาม" ตามองค์พระธาตุเจดีย์งาม ได้รับพระราชทานพัทธสีมา เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2475 เขตพัทธสีมา กว้าง 60 เมตร ยาว 80 เมตร และเมื่อวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2541 ได้มีพระบรมราชองค์การโปรดเกล้าฯ ให้วัดเจดีย์งามได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ซึ่งมีความกว้าง 20 เมตร ยาว 30 เมตร ประกาศเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2542 นอกจากนี้ยังมีวิหารเก่าแก่ที่สร้างขึ้น พ.ศ.2480 วิหารแห่งนี้ใช้เวลาในการสร้างสองปีเศษจึงแล้วเสร็จ เป็นสถานที่ประดิษฐานพระพุทธรูปเก่าแก่ และพระประธานที่สร้างขึ้นเมื่อพุทธศตวรรษที่ 21 ปัจจุบันกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณวัตถุเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของเมืองฝาง

ตามที่ตั้งชื่อเรื่องไว้ว่า "เยือนเมืองฝางพันปีฯ" นั้น ไม่ใช่คำกล่าวที่เกินจริงเลยค่ะ เพราะประวัติการสร้างเมืองฝางสันนิษฐานจากที่พระเจ้าลวจังกราช ทรงสร้างเมืองขึ้น ในปี 1184 เป็นครั้งแรกจนถึง พ.ศ.2556 ประมาณอายุเมืองฝางได้ว่ามีอายุสร้าง 1,372ปี หลักฐานต่างๆได้มาจากการขุดพบโบราณสถาน โบราณวัตถุ และศิลปวัฒนธรรมในเมืองเก่า เช่น เวียงฝาง ซึ่งเป็นอาณาเขตของตัวเมืองฝางในปัจจุบันค่ะ นอกจากนี้ยังมีเวียงฮ่อ อยู่ที่ตำบลแม่สูน เป็นเวียงของพวกจีนฮ่อที่ยกกำลังมาช่วยพระเจ้าสุทโธล้อม เมืองฝาง พ.ศ.2177 เวียงหวาย อยู่ที่ตำบลม่อนปิ่น เวียงไชย เข้าใจว่าเป็นเมืองไชยปราการ ที่ พระเจ้าพรหมมหาราช ทรงสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.1599 อยู่ในท้องที่ตำบลปงตำ เวียงสุทโธ เป็นค่ายที่พระเจ้าสุทโธ กษัตริย์เมืองอังวะของพม่าสร้างขึ้นตอนที่ยกทัพมาล้อมเมืองฝาง พ.ศ.2175 อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ห่างจากตัวอำเภอประมาณ 4 กิโลเมตร ปรากฏว่า เป็นเนินดินสูง ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของศาลจังหวัดฝาง และเวียงส้มสุก สร้างในสมัยพระเจ้าอชุตราครองเมืองเชียงแสน พ.ศ.1452-1470 อยู่ในเขตตำบลแม่นาวาง อำเภอแม่อาย อีกด้วยค่ะ

จากนั้นก็เป็นยุคขอมสร้างเมืองอุมงคเสลาง แทนเมืองฝางเก่าที่ร้างไป ระหว่าง พ.ศ.1300 และเสียเมือง ให้พระเจ้าสิงหนวัติ เชียงแสน เมื่อ พ.ศ.1318 ยุคที่ 3พระเจ้าพรหมมหาราช สร้างเมืองไชยปราการ พ.ศ.1599 ตรงเมืองอุมงคเสลางของขอมที่พระองค์ ทรงตีได้แต่สุดท้ายต้องมีอันเสียเมืองนี้ให้แก่ขุนเสือขวัญฟ้ากษัตริย์แห่งอาณาจักรเมา ในสมัยพระเจ้าไชยศิริ ผู้เป็นพระโอรสของพระองค์ พ.ศ.1702 ยุคราชวงศ์เม็งราย เป็นยุคที่ 4 พระเจ้าเม็งรายมหาราช หลังจากสร้างเมืองเชียงราย แล้วใน พ.ศ.1805 เสด็จมา สร้างเมืองฝางใหม่ เมื่อ พ.ศ.1808 ก่อนจะไปสร้างเมืองเชียงใหม่ ร่วมกับ พ่อขุนรามคำแหงมหาราช และ พ่อขุนงำเมือง แห่งอาณาจักรพะเยา พ.ศ.1839 เข้าช่วงยุคที่ 5พม่าปกครองล้านนาไทย (พ.ศ.2000-2191) หลังจากหมดสิ้นราชวงศ์เม็งราย ยุคที่ 6พระเจ้าฝางอุดมสิน พ.ศ.2155-2177 เมืองฝางแข็งเมืองคิดกอบกู้อิสรภาพจากเชียงแสน แต่ก็ต้องพ่ายแพ้แก่พระเจ้าสุทโธ กษัตริย์แห่งกรุงอังวะ ยุคที่ 7พระเจ้ากาวิละ กู้เมืองเชียงใหม่ พ.ศ.2317 และพระยาสุรินทร์ ครองเมืองฝาง พ.ศ.2329 กระทั่งร้างไปเอง ยุคตั้งเมืองฝางใหม่ เป็นยุคที่ 8 โดย พญาสุริโยยศ และเจ้ามหาวงศ์แม่ริมช่วยกันปรับปรุง พ.ศ.2426 เป็นต้นมา รวมไปถึง การปราบปรามกบฏเงี้ยว (ไทใหญ่) และเมืองฝาง ยุคปัจจุบัน เป็นยุคที่ 9

เมืองฝางรกร้างมาถึงประมาณ พ.ศ.2416 จึงได้มีเจ้าตระกูลเชียงใหม่ เป็นหัวหน้าคณะล่าสัตว์ มาพบและสร้างค่ายพักอยู่เป็นเวลานาน เก็บได้ทั้งงาช้าง เขาสัตว์ ล่าเสือ และกวางได้หลายตัว และค้นพบโบราณสถาน โบราณวัตถุลายอย่าง พบกำแพงเมืองเก่า ซากปรักหักพังของเจดีย์ วัด วิหาร ร่องรอยของ คุ้มวังกษัตริย์ พระพุทธรูปปางต่างๆ ทั้งชำรุด และสมบูรณ์ก็มีอยู่ไม่น้อย จึงนำกลับเชียงใหม่แล้วนำขึ้นถวาย

"เจ้าหลวงอินทวิชัยยานนท์" ซึ่งครองเมืองเชียงใหม่ อยู่ระหว่าง พ.ศ.2414-2440 พร้อมทั้งทูลเรื่องราวให้ทราบ "เจ้าหลวงอินทวิชัยยานนท์" ตรวจดูจากตำนานเมืองเชียงใหม่ จึงทราบว่าเมืองร้างที่พบนั้น คือเมืองฝาง จึงมอบหมายให้เจ้าราชสัมพันธ์ และคณะล่าสัตว์ที่ค้นพบเดินทางสำรวจอีกครั้ง จนมั่นใจว่าเมืองร้างนั้น คือ "เมืองฝาง" ที่เก่าแก่โบราณและมีคุณค่า พื้นที่กว้างขวาง อุดมสมบูรณ์ เหมาะสำหรับจะทำการเกษตร เพื่อผลิตพืชผลให้เป็นประโยชน์ต่อไปอย่างดียิ่ง จึงให้เกณฑ์ชาวบ้านหลายครัวเรือน ขึ้นมาปรับปรุงซ่อมแซม ตัวเมืองทั้งหมด บุกเบิกให้ดูดีขึ้นกว่าเดิม และปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้เป็นระเบียบเสียใหม่ พอนำคนบุกเบิกแผ้วถาง ได้จนพอใจแล้ว ก็ตั้งคนสนิทของตน 2 คน คือ "พระยาสุริโยยศ" แต่เรียกกันว่า "พระยาหลวง" อีกคนตั้งให้เป็นผู้ช่วย ชื่อว่า "พระยาน้อย" อยู่รักษาเมืองฝาง ส่วนเจ้าราชสัมพันธ์นั้นก็กลับเชียงใหม่ พระยาสุริโยยศปกครอง เมืองฝาง อยู่ประมาณ 10 ปี มีครัวเรือนจนเพิ่มขึ้นเป็น 50 ครอบครัว

แต่การทำเกษตรยุคนั้นไม่ค่อยได้ผลมากนัก เพราะหมูป่า ลงกินพืชไร่เป็นฝูงๆจนเสียหาย งูพิษ และเสือร้ายคอยขบกัดผู้คนอยู่เสมอ จนชาวบ้านชาวเมืองไม่กล้าออกจากเขตเวียง ประกอบกับเจ้าเมือง คือพระยาสุริโยยศ แก่ชราภาพ มากแล้ว ไม่มีผู้ใดควบคุมดูแลให้ได้ พระยาสุริโยยศ จึงมีหนังสือถึงพ่อเจ้าอินทวิชัยนนท์ ขอให้ส่งคนอื่นมาปกครองแทนตนเอง ดังนั้น เจ้าเมืองเชียงใหม่ จึงโปรดให้ "เจ้าหลวงมหาวงษ์ แม่ริม" เรียกกันว่า "เจ้าหลวง" ขึ้นมาปกครองเมืองฝางแทน พ.ศ.2426 เจ้ามหาวงษ์แม่ริม พร้อมด้วย "เจ้าแม่กัลยา" ผู้เป็นชายา "เจ้าคำตั๋น" น้องชาย และ "เจ้าแก้วมุงเมือง" บุตรชาย พร้อมทั้งบริวาร มีพยาพิทักษ์ ท้าวเสมอใจ ท้าวธนู แสนเมืองขว้าง ท้าวอุด ท้าวชัยมงคล กับครอบครัวทาส 25 ครัวเรือน และนิมนต์ "พระเกษรปรมติกาจารย์เถระ" เจ้าคณะสงฆ์พร้อมพระสงฆ์อีกหลายรูปออกเดินทาง สู่เมืองฝาง

การอพยพเคลื่อนย้ายครั้งนี้ ใช้ขบวนคาราวานช้าง ประมาณ 50 เชือก และคนหาบอีกจำนวนไม่น้อย ออกเดินทาง รอนแรมจากเชียงใหม่ขึ้นมาทางเมืองพร้าว ตั้งค่ายพักแรมเมืองพร้าวหลายคืน เจ้าหลวงเมืองพร้าวนามว่า "พระยาเขื่อนคำ" เกี่ยวดองเป็นเครือญาติกับเจ้าหลวงมหาวงษ์ ได้ให้การต้อนรับอย่างดี พอออกจากเมืองพร้าว ก็เคลื่อนขบวนมาทางถ้ำตับเตา ซึ่งพระยาสุริโยยศได้เกณฑ์ราษฎร ทำถนนจากเวียงฝางไปถึงแม่สูน คอยต้อนรับอยู่ ถนนสายนี้นับเป็นถนนสายแรกของเมืองฝาง และทำพิธีเรียกขวัญเจ้าหลวงมหาวงษ์ที่ตำบลนี้ตามประเพณี สืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน พอพระยาสุริโยยศมอบตำแหน่งให้ไม่นานนัก เจ้าหลวงมหาวงษ์ก็ได้แบ่งเขตการปกครองของเมืองฝางออกเป็นแคว้นๆ และให้คนที่ภักดีมีต่อตนเองเข้าไปตั้งบ้านเรือนอยู่ตามแคว้นนั้น เป็นผู้ควบคุมดูแลแทน เรียกว่า "นายแคว้น" นานเข้า คำว่าแคว้นเปลี่ยนไปเป็น แคว่น หรือ "พ่อแคว่น" ได้แก่ กำนันในปัจจุบัน แคว้นในสมัยเจ้ามหาวงษ์ มี 7 แคว้นด้วยกัน คือแคว้นในเวียง แคว้นม่อนปิ่น แคว้นแม่นาวาง แคว้นแม่สาว แคว้นแม่สูน แคว้นแม่งอน แคว้นแม่ทะลบ

ในแต่ละแคว้นเหล่านี้มีหัวหน้าปกครองอยู่ทุกแห่ง ใกล้บ้างไกลบ้างตามแต่ถิ่นที่อยู่ อาศัยของ ชาวบ้านในที่นั้น ช่วงนี้นั้น เมืองฝางเริ่มก่อตัวขึ้นมาในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะการจัดวางแผนพัฒนาอย่างมีระบบของผู้นำ ดังนั้น จึงมักจะมีพวกโจรเงี้ยวและชาวฮ่อ จากที่รอบๆเมือง ยกพวกมาปล้นรบกวนอยู่บ่อยๆ เหตุเนื่องมาจากชาวเมือง เริ่มมั่งคั่งมีทรัพย์สินมาบ้างเจ้ามหาวงษ์จึงมีคำสั่งมาให้ประชาชนขุดเอาอิฐตามวัดร้างต่างๆมาก่อกำแพงเมือง ปรับปรุงซ่อมแซมทั้งกำแพงและประตูให้ดีกว่าเดิม เพื่อไม่ให้พวกโจรเข้าปล้นได้ง่าย เจ้ามหาวงษ์ออกตรวจเยี่ยมท้องที่ ดูภูมิประเทศของเมืองอยู่มิขาด และเมื่อพบที่ใด สมควรจะบุกเบิกปรับปรุงให้เป็นไร่นาได้ ก็จ้างพวกขมุและแขกมาแผ้วถาง แต่ที่ใดมีพงหญ้ามาก เป็นป่าแขม ป้าอ้อ ป่าเลา ไม่สามารถจะตัดได้หมด ก็ใช้ช้างที่มีอยู่ประมาณ 100 เชือก ขึ้นเหยียบให้ราบ พร้อมกันนั้นยังขุดเหมืองเอาน้ำเข้าที่บ้านห้วยงู ซึ่งยังปรากฏอยู่ทุกวันนี้ เมื่อปรับปรุงบ้านเมืองเข้าที่ดีแล้ว จึงเริ่มบูรณปฏิสังขรณ์ ปูชนียสถานประจำเมือง เช่น สร้างพระพุทธรูป ที่ถ้ำตับเตา ปรับปรุงวัดพระบาทอุดม และวัดเสาหิน เป็นต้น ทำให้เมืองฝางเจริญขึ้นมาก พลเมืองเพิ่มขึ้นเป็น 8,000 พันกว่าคน มีพวกมูเซอ ยางแดง (กะเหรี่ยง) ประมาณ 300 คน จากประชากรทั้งหมดที่มีอยู่เดิมเพียง 3,500 คน โดยใช้ระยะเวลาเพียง 8 ปีเท่านั้น ราษฎรส่วนมากย้ายถิ่นฐานมาจาก พร้าว เชียงดาว ลำพูน เชียงราย เชียงแสน เชียงตุง เมืองปั่น เมืองสาด เมืองพม่าก็มีบ้าง เกี่ยวกับการเก็บภาษีอากรส่วนใหญ่จะได้จากค่าข้าวเปลือก ค่าพริก ค่าฝ้าย ค่านุ่น ค่าน้ำผึ้ง ค่าภาษีหนองปลา ค่าอนุญาตการค้าสัตว์ ค่าเก็บต๋งการพนัน และโรงกลั่นสุรา เป็นหลัก ภาษีทุกอย่างเก็บจากการขาย หรือรายได้ค่าของสิ่งนั้นๆจะหักเอาร้อยละสิบไม่มีเว้น เมื่อเก็บได้เท่าไหร่จะแบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกให้กับ เจ้าหลวงเชียงใหม่ ส่วนที่สองให้เจ้าหลวงเมืองฝางและเจ้านายฝ่ายใน อีกส่วนสุดท้ายให้กับนายแคว้นต่างๆของเมือง

ใน พ.ศ.2434 "พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5" ทรงแต่งตั้งให้เจ้าหลวงมหาวงศ์ เป็นอำมาตย์เอกที่ "พระยามหิธวงศาราชบดี" เจ้าเมืองปกครองเมืองฝาง องค์ที่ 1 ซึ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานสัญญาบัตร ด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง นับว่าเป็นเกียรติประวัติของชาวเมืองฝางเป็นอย่างยิ่ง และเป็นตำแหน่งอันทรงเกียรติสูงสุด ที่เจ้ามหาวงศ์เคยได้รับมา ส่วนเจ้าคำตั๋นเป็นรองอำมาตย์เอกที่ "พระยาราชวงศ์" เจ้าแก้วมุงเมือง ได้รับพระราชทาน เป็นรองอำมาตย์เอกที่ "พระจาราชบุตร" ให้อยู่ในสังกัดกระทรวงมหาดไทย และพระยามหิธวงศาราชบดี ดำรง ตำแหน่ง "นายอำเภอฝาง คนแรก" พระยาราชวงศ์ (คำตั๋น) เป็นปลัดขวา พระยาราชบุตรแก้วมุงเมือง เป็นปลัดซ้าย ขึ้นตรงต่อเมืองเชียงใหม่แต่นั้นมา

ก่อนออกจากอำเภอฝาง เราได้เดินทางไปยัง วัดต้นรุง (วัดจองตก) ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอฝาง ประมาณ 1 กิโลเมตร อยู่ใกล้ๆกับอนุสาวรีย์พระเจ้าฝาง-พระนางสามผิว วัดนี้เป็นวัดที่สร้างขึ้นใหม่ วาศิลาฤกษ์เมื่อวันที่1 มีนาคม พ.ศ.2536 โดยชาวไทใหญ่ ชื่อ นายจองจาย ปานหมอก พร้อมญาติมิตรหลายครอบครัว ชาวไทใหญ่กลุ่มนี้ได้อพยพมาจากเชียงของ รัฐฉาน ประเทศพม่า แต่เดิมก่อนนั้นมีวัดชาวไทใหญ่เพียงวัดเดียว คือวัดจองแป้น (จองออก) เมื่อมีผู้มีจิตศรัทธาได้ร่วมกันสร้างวัดแห่งใหม่ขึ้นในทางทิศตะวันตกของวัดเดิม เพื่อที่จะเรียกชื่อวัดได้ถูกต้องและเข้าใจง่าย จึงให้ชื่อว่า "วัดจองตก" สำหรับคำว่า "จอง" เป็นภาษาไทใหญ่ แปลว่า ที่อยู่อาศัย ซึ่งหมายถึง วัด หรือบ้านก็ได้ ถ้าเป็นที่อยู่อาศัยของพระ ก็หมายถึงวัด ถ้าเป็นที่อยู่อาศัยของคน ก็หมายถึงบ้าน ส่วนชื่อว่า วัดต้นรุง เนื่องมาจากบริเวณหน้าวัดแห่งนี้มีต้นนกสร่างขึ้นอยู่หลายต้น ชาวไทใหญ่เรียกต้นนี้ว่า "ต้นไม้ฮุง" ชาวบ้านจึงเรียกว่าติดปากว่า วัดต้นรุง เป็นวัดที่มีความสวยงามของสถาปัตยกรรมแบบไทใหญ่ เนื่องจากบริเวณนี้จะมีชาวไทใหญ่มาอยู่อาศัยกันมาก มีวัดเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวพุทธ ช่วงงานบุญใหญ่ จึงมีชาวไทใหญ่นิยมมาทำบุญกันมากค่ะ...ไปเที่ยวเชียงใหม่ครั้งหน้า หาโอกาสขึ้นไปเยือนเมืองฝางพัน (กว่า) ปี กินสุกี้ยูนนาน ชมวัดเจดีย์งามและวัดต้นรุง เป็นกำไรให้ชีวิตนะคะ