วิถีอันดามันในวันฟ้าสวย

ท่องเที่ยวทั่วไทย

1...คงไม่ต้องเล่นถึง 20 คำถามหรอกครับ เพียงเอ่ยแค่บางส่วนว่า...ดินแดนที่ยกย่องให้เป็นไข่มุกแห่งอันดามัน พื้นที่ที่เคยทำเหมืองแร่ดีบุกที่สำคัญของประเทศ จุดบรรจบของสองวัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตก หรือเกาะที่ใหญ่ที่สุดทางฟากฝั่งทะเลตะวันตกของไทย เท่านี้ก็ทราบแล้วว่าเป็น ภูเก็ต ซึ่งจะเป็นจุดหมาย "ท่องเที่ยวทั่วไทย" ของผม และยังลั่นล้าเลยไปถึงพังงาโน้นด้วย โดยได้รับการสนับสนุนจาก ททท. อีกเช่นเคยครับ

วันแรกที่ย่างก้าวสู่เมืองภูเก็ต หรือที่เพี้ยนมาจากคำว่า "บูกิ๊ต" หมายถึงภูเขาในภาษามาลายู เราเดินตรงเข้าไปกราบต่อ พระทองหรือพระผุด ที่มีความกว้าง 40 เมตรยาว 80 เมตร ประดิษฐานในพระอุโบสถหลังงาม ซึ่งอยู่ภายในวิสุงคามสีมา 35 ไร่ 68 ตารางวา ของวัดพระทอง อารามที่ตั้งมาเมื่อปี 2328 ต่อมาในปี 2452 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ขณะดำรงพระยศเป็นพระบรมโอรสาธิราช ได้พระราชทานนามวัดแห่งนี้ แล้วยังมีคำบอกเล่าจากผู้เฒ่าผู้แก่ ที่เป็นคนไทยเชื้อสายจีนในภูเก็ตว่า สมัยสองพันปีเศษ ตระกูลเจ้าเมืองจีน (เซี่ยงไฮ้) หล่อองค์พระทำด้วยทองคำชื่อว่า "กิมมิ่นจ้อ"

ต่อมาเซี่ยงไฮ้แพ้สงครามแก่ทิเบต แล้วจะนำองค์หลวงพ่อกลับประเทศตน โดยลงเรือผ่านมาทางมหาสมุทรอินเดีย ระหว่างการเดินทางเกิดพายุพัดแรง ทำให้เรือล่มบริเวณชายฝั่งจังหวัดพังงา องค์หลวงพ่อก็จมลงไปด้วย ต่อมาเกิดการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลก ทำให้บริเวณที่เรือจมเกิดเป็นแผ่นดิน หรือเป็นเกาะภูเก็ตในปัจจุบัน กระทั่งชั้นดินบริเวณองค์หลวงพ่อเกิดทรุดตัว เนื่องจากอยู่ใกล้กับบริเวณลำคลอง องค์หลวงพ่อจึงผุดขึ้นเพียงพระเกตุมาลา มีความสูงประมาณ 1 ศอก ชาวจีนเรียกกันว่า "พู่ฮุก" ส่วนองค์พระยังคงอยู่ใต้ผืนดิน จึงหล่อเป็นองค์พระพุทธรูปครึ่งองค์ สวมองค์พระทองหรือพระผุดเอาไว้

แล้วยังมีตำนาน นิทาน หรือเรื่องเล่าดีละ ที่กล่าวถึงความเป็นมาของพระผุด แต่ผมขอไปนมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์เสียก่อน เริ่มจุดเทียน ธูป และวางดอกไม้ไว้อย่างดี แล้วตั้งนะโม 3 จบ ตามด้วยคำกล่าวบูชาต่อองค์หลวงพ่อว่า "พุทธัง อาราธะนานัง คัจฉามิ ธัมมังอาราธะนานัง คัจฉามิ สังฆังอาราธะนานัง คัจฉามิ อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเส พุทธะนาเมอิ อิเมนา พุทธะตังโสอิ อิโสตัง พุทธะปิติอิ" แต่พอจะโน้มนอบตัวลงกราบ 3 ครั้ง ก็ยินเสียงแว่วมาจากทางด้านหลัง ให้เร่งเสร็จกิจอันเป็นบุญกุศลแก่ตัว เพื่อเดินทางไปทานมื้อกลางวัน

ก็ดีเหมือนกันเพราะอิ่มใจอิ่มบุญแล้ว ก็ไปต่อด้วยการอิ่มท้องให้พุงกางเลย ซึ่งเป็นร้านอาหารริมทะเลอากาศดีเชียว เมนูที่สั่งมาสนองความรู้สึกหิวโหยของเรา จึงหลีกหนีไม่พ้นเป็นพวกกุ้ง หอย ปู ปลา สดๆน่าทานทั้งนั้น จากนั้นช่วงบ่ายๆของการเที่ยวเตร่ เราขับรถเดินหน้าไปตามถนนสายกะทู้-เกาะแก้ว เพื่อแวะเข้าไปชม พิพิธภัณฑ์เหมืองแร่ภูเก็ต ก็อย่างที่ผมได้เกริ่นตั้งแต่ต้นแล้วว่า ภูเก็ตเคยเป็นพื้นที่ทำเหมืองแร่ดีบุกที่สำคัญ จึงมีชาวต่างชาติทะลักทลายเข้ามาจำนวนมาก โดยเฉพาะชาวจีนและชาวตะวันตก

สิ่งตามมาให้พบเห็นจนถึงปัจจุบัน คือ อิทธิพลการสร้างบ้านแปงเมือง ที่ตึกรามบ้านช่องภายในเมืองภูเก็ต มีลักษณะโดดเด่นสไตล์ที่เรียกว่า "โคโลเนียล" หรือ "ชิโนโปรตุกีส" เป็นสถาปัตยกรรมยุโรปผสมลายแบบจีน เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์เหมืองแร่ภูเก็ต เอก-ศรัญวิษฐ์ ฉั่วสกุล เข้ามาทักทายและพาชมในพิพิธภัณฑ์ฯ ที่เกิดขึ้นภายใต้แนวคิดเพื่อการอนุรักษ์ โดยเฉพาะชุมชนตำบลกระทู้ในอดีต ต่างทำเหมืองแร่ดีบุกเกือบทั่วพื้นที่ จึงแฝงด้วยจิตวิญญาณของบรรพชน อันสะท้อนคุณค่าภูมิปัญญาจากร่องรอยที่เห็น

ดังนั้น ทางเทศบาลเมืองกะทู้ จึงก่อตั้งพิพิธภัณฑ์เมื่อกลางปี 2549 แล้วเสร็จสิ้นกลางปี 2551 ซึ่งภายในอาคารศิลปะชิโนโปรตุกีสชั้นครึ่ง ที่เรียกว่า "อังมอเหลานายหัวเหมือง" มีการจัดแสดงนิทรรศการแบบกึ่งมีชีวิต ผมเริ่มต้นเดินชมที่ห้องนายหัวเหมือง ซึ่งมีการจัดตกแต่งสิ่งของเครื่องใช้ ที่มีศิลปวัฒนธรรมไทย-จีน ถัดมาเป็นห้องเรืองดารากร แสดงการกำเนิดโลก สรรพสิ่งมีชีวิต รวมถึงการเกิดหิน ดิน แร่ อันเป็นที่มาการทำเหมืองแร่ต่างๆ ขณะที่ห้องปฐพีเหมืองแร่ใกล้กัน จัดแสดงการทำเหมืองแร่ต่างๆ อย่างเหมืองแล่น เหมืองปล่อง เหมืองรู เหมืองอุโมงค์ เหมืองหาบ เหมืองสูบ เหมืองฉีด หรือเหมืองเรือขุด

แล้วเราก็กรูเข้ามาในห้องเล่นแร่แปรธาตุ ที่กล่าวถึงขั้นตอนการถลุงแร่ดีบุก ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากดีบุก และอุปกรณ์ในการทำความสะอาดแร่ ส่วนที่สนใจกันมากเป็นห้องวิถีชีวิตชุมชน ที่แสดงความเป็นอยู่คนไทยจีนในอดีต ในสมัยที่เหมืองแร่กำลังรุ่งเรือง มีตลาดร้านค้า ศาลเจ้า การละเล่น และอาชีพต่างๆของชุมชน ที่สำคัญกล่าวถึงการถือศีลกินผัก ซึ่งเป็นแห่งแรกในประเทศไทย โดยมีคณะงิ้วที่มาจากเมืองจีน ประกอบพิธีที่โรงงิ้วอย่างย่อๆ เพื่อทำการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ ชาวบ้านมีความเลื่อมใสในพิธีกรรม จึงถือปฏิบัติพิธีอย่างสมบูรณ์ ในปี 2398 ซึ่งชาวภูเก็ตเรียกประเพณีการกินเจว่า "กินผัก" หรือ "เจี๊ยะฉ่าย"

ด้วยสถานที่พักแรมค่ำคืนของเรา อยู่ห่างจากตรงนี้ไปอีกไกลสักหน่อย จึงจำต้องเร่งรีบเดินทางกันต่อ โดยไม่ลืมเรื่องความปลอดภัยเป็นหลัก พอมาเข้าถึงตัวเมืองของจังหวัดภูเก็ต เราเลี้ยวเข้าที่พักไปเก็บสัมภาระ แล้วรีบมาร่วมตัวอย่างพร้อมหน้าตา เพื่อให้ พี่บอย-อุภัย สาระศาลิน หัวหน้างานสื่อมวลชนสัมพันธ์ในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พาไปตะเวนหาของกินให้อิ่มท้อง เรื่องอาหารการกินที่ไหนอร่อย ไม่ว่าจะร้านเล็กตั้งเป็นเพิง ร้านข้าวตามตึกแถว หรือร้านอาหารอวลบรรยากาศดีๆ พี่บอยเค้าจะรอบรู้ไปหมดละครับ ทำให้มักจะอุ่นอกอุ่นใจกันเสมอๆ ที่ทุกครั้งคราได้ร่วมเดินทางมาด้วยคน

มีข้อมูลกล่าวถึงประชากรในภูเก็ตว่า เมื่อก่อนถ้าเทียบกับประชากรแท้ๆ ก็ราว 80 เปอร์เซ็นต์ เป็นคนจีนฮกเกี้ยน ทำให้วัฒนธรรมการกิน หรือความเป็นอยู่จึงติดตัวบรรพบุรุษมาจากเมืองจีนด้วย ต่อเมื่อมาอาศัยอยู่ในเมืองไทยแล้ว อาจปรับปรุงสูตรอาหารตามความเหมาะสม อย่างที่ ร้านโชติรส แถวสี่แยกอ่าวเกระหว่างถนนรัษฎากับถนนพังงา ที่พี่บอยพามากะให้ปรีดิ์เปรมกันเต็มที่ ก็มีหลากเมนูอาหารในสไตล์จีนฮกเกี้ยน ซึ่งเจ้าของร้านทำสุดฝีมือให้ลูกค้าทาน และก็เป็นจริงในความเป็นเลิศด้านรสชาติ

เมนูอาทิ เกี้ยนทอด หมี่หุ้นแกงปู เต้าหู้ซาอี๋ หน่อไม้น้ำผัดกุ้ง ปูผัดมะนาว ปลาทับขนุนนึ่งซีอิ๊ว แล้วก็...ขอลงมือหม่ำกันก่อนดีกว่าครับ เพราะหน้าตาชวนน้ำลายสอเหลือเกิน หลังจากอิ่มเอมกับอาหารอร่อยขั้นเทพ แล้วเข้าไปจูงมือ โกโชติ ตั้งวินิต มาจากในครัว เพื่อมาพูดคุยเรื่องราวอาหารของภูเก็ต แล้วผมก็เริ่มเอยก่อนเลยว่า...จานไหนเป็นเมนูของภูเก็ตบ้างครับ อาโกกล่าวพร้อมชี้ที่โต๊ะ...เกี้ยนทอด หมี่หุ้นแกงปู เต้าหู้ซาอี๋ แล้วก็ข้าวคั่วอาม้า ผมตกใจกับจานสุดท้ายแล้วอุทานว่า...ฮ่ะ!!! มีแค่เศษข้าวติดจานหน่อยยังรู้อีก

โกหัวเราะชอบใจแล้วก็บรรเลงยาวเลย...เกี้ยนทอดจะหน้าตาละม้ายแฮ่กึ๊น ตัวไส้จะมีความใกล้เคียงกัน แต่ตัวที่ห่อหุ้มจะต่างกัน ทางแฮ่กึ๊นจะใช้ฟองเต้าหู้ แต่เกี้ยนทอดจะใช้พังผืดหมู จึงให้ความกรุบกรอบผสมนุ่มหนืดคนละอย่าง แล้วน้ำจิ้มก็เป็นเอกลักษณ์ของจีนฮกเกี้ยน ที่ภูเก็ตจะจิ้มน้ำจิ้มแต่ชนิดนี้เท่านั้น คือมีน้ำมะขามเปียกเป็นหลัก ตามด้วยพริกแห้งบด น้ำตาล และเกลือ แล้วก็ปรุงรสให้เปรี้ยวนิดๆ มีหวานตาม ส่วนหมี่หุ้นแกงปูดั้งเดิมคนภูเก็ตแกงทั้งกระดองปูเลย เพื่อความสะดวกในการทาน ผมจึงเอาแต่เนื้อที่แกะแล้ว แล้วจะใช้เฉพาะปูม้า หรือปูที่มาจากอวนลาก จะทานคู่กับขนมจีน ข้าวสวย หรือเส้นหมี่ลวกก็ได้

แล้วเต้าหู้ซาอี๋ล่ะครับ...ผมเอยด้วยมีความชอบส่วนตัว แล้วโกโชติก็ทำการบรรยายต่อว่า ก็ด้วยคนจีนฮกเกี้ยนไม่ค่อยทานกระเทียม แต่จะหนักไปทางทานหอมแดง แม้ผัดข้าวก็ใช้หอมแดงแทนกระเทียม แล้วมักมาโรยหน้าอาหารหรือขนมเสมอ แต่เวลามาโรยหน้าในเต้าหู้ ผมจะผสมด้วยแคบหมู และกุ้งแห้ง ปรุงรสชาติด้วยซีอิ๊วขาวและน้ำตาลอีกนิดหน่อย ส่วนตัวเต้าหู้ก็เป็นความบังเอิญเหมือนกัน ที่มีคนจากเบตงย้ายมาอยู่ที่ภูเก็ต จึงมีเต้าหู้สูตรทางเบตงที่อร่อยกว่าทางภูเก็ต ผมนำไปนึ่งให้มีความนุ่มลิ้นก่อน แล้วก็โรยหน้าด้วยหอมแคบหมู และกุ้งแห้ง อ้อ!!! หากเด็กไม่ชอบทานเต้าหู้ จะเปลี่ยนไปเป็นผักบุ้งก็ได้นะ

นักข่าวสาวนางหนึ่งเอยขึ้นบ้างว่า...แล้วสองสามจากตรงนี้ล่ะคะ โกแกก็หันไปตอบทันควันว่า...นั่นเป็นแกงส้มปลากะพงแสมหรือปลาคูดคูด เป็นปลาอเนกประสงค์ในท้องถิ่นแถวนี้ จะเผาก็อร่อย แกงส้มก็อร่อย หรือนำไปนึ่งก็ยังอร่อย เพียงแต่ให้มีความสดเท่านั้นเอง แล้วตัวแกงส้มจะต่างกับทางนครหรือสงขลา เพราะทางนี้จะใช้พริกแห้งแต่ทางโน้นใช้พริกสด จึงทำให้มีความอร่อยกันคนละอย่างไป แล้วถัดไปอีกจานเป็นน้ำพริกโจร ทางภูเก็ตเค้าเรียกว่า น้ำชุบหย่ำ ไว้ทานกับผักพื้นบ้านอย่างมะมุด ซึ่งไม่ใช่มะม่วงแล้วก็ไม่ใช่ละมุด เวลาสุกจะมีกลิ่นหอมรุนแรง ถ้ากลัวสุกแล้วจะเน่าไม่ทันกิน ก็เอาเฉพาะลูกอ่อนๆมากิน โดยหัดแช่ในน้ำเย็นหรือน้ำปูนใส เพื่อไม่ให้ยางกัดปากเวลากิน ส่วนหน่อผุดที่คล้ายสายบัว จะขึ้นอยู่ตามชายป่าตอนหน้าฝน เริ่มหายากแล้วตอนนี้ เอาเฉพาะหน่อขึ้นแค่สามใบมากิน

ผมเขยิบจานข้างตัวแล้วเอ่ยว่า...ปูผัดผงกะหรี่นี่ล่ะครับ โกโชติมองแล้วก็บอกว่า อ๋อ!!! ไม่ใช่ปูผัดผงกะหรี่ นั่นเป็นมันปูผัดมะนาว ที่เหมือนกับปูผัดผงกะหรี่ แต่ผมไม่ได้ใช้ผงกะหรี่เลยนะ จะเผ็ดด้วยพริกสดผสมกับกระเทียม แล้วก็มีไข่ไก่ที่ทำให้ข้นเหมือนใส่ผงกะหรี่ รวมถึงน้ำพริกเผา น้ำมะนาว รสชาติเผ็ดนำแล้วหวานตาม แต่เมนูนี้ไม่ใช่ของชาวจีนฮกเกี้ยนนะครับ ผมเห็นที่อื่นทำอร่อยเลยเลียนแบบมา แล้วกาเป้กหรือผัดหน่อไม้น้ำ เมื่อก่อนมีการปลูกที่พังงาและภูเก็ต เข้าใจว่าคงนำพันธุ์มาจากเมืองจีน ต้นมันคล้ายกับต้นกกที่อยู่ในน้ำ แล้วนำมาลอกเอาแต่ส่วนอ่อนๆ จะมีความหวานกรอบเวลามาผัด

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า