ชมบ่อน้ำพุร้อน นอนดอยฟ้าห่มปก

ร้อยเรื่องเมืองไทย
ช่างภาพ: 

อุทยานแห่งชาติดอยฟ้าห่มปกเป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อน ทอดยาวในแนวเหนือ-ใต้ โดยเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาแดนลาวค่ะ มีระดับความสูงตั้งแต่ 400-2,285 เมตร จากระดับน้ำทะเล มีภูเขาที่สำคัญคือ ดอยปู่หมื่น ดอยแหลม และดอยฟ้าห่มปก ซึ่งมีความสูงเป็นอันดับ 2 ของประเทศไทย เป็นต้นกำเนิดของลำห้วยที่สำคัญหลายสาย เช่น ห้วยแม่ใจ ห้วยแม่สาว น้ำแม่กึมหลวง น้ำแม่ฮ่าง น้ำแม่แหลง มีอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดทั้งปีประมาณ 25.4 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุดอยู่ในเดือนเมษายนประมาณ 39.1 องศาเซลเซียส และฝนตกชุกระหว่างเดือนพฤษภาคม-กันยายน ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยตลอดทั้งปีประมาณ 1,183.5 มิลลิเมตร อากาศหนาวเย็นในช่วงเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ อุณหภูมิเฉลี่ย 14-19 องศาเซลเซียส ยอดดอยมีอุณหภูมิต่ำสุดในช่วงฤดูหนาวเฉลี่ยประมาณ 2 องศาเซลเซียส ช่วงที่เราไปไม่ใช่หน้าหนาวแต่อากาศยามเช้าก็ยังมีหมอกหนา บ่งบอกถึงความเย็นของอากาศบนยอดดอยค่ะ

เมื่อ พ.ศ.2511สำนักงานป่าไม้เขตเชียงใหม่ ได้ดำเนินการสำรวจและตกแต่งป่าส่วนนี้ให้เป็นสถานที่พักผ่อน ต่อมา พ.ศ.2524 กรมป่าไม้ได้อนุมัติจัดตั้งให้เป็น "วนอุทยาน" โดยใช้ชื่อว่า "วนอุทยานบ่อน้ำร้อนฝาง" มีพื้นที่ครอบคลุมป่าสงวนแห่งชาติป่าลุ่มน้ำฝาง 31 ตารางกิโลเมตร หรือ 19,375 ไร่ จนกระทั่งในปี 2531 กองอุทยานแห่งชาติในขณะนั้นได้จัดส่งเจ้าหน้าที่ของกองอุทยานแห่งชาติมารับงานวนอุทยานบ่อน้ำร้อนฝาง เพื่อดำเนินการสำรวจและจัดตั้งให้เป็นอุทยานแห่งชาติต่อไป ในปี 2543 อุทยานแห่งชาติแห่งนี้ได้รับการประกาศจัดตั้งให้เป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 97 ของประเทศไทยโดยใช้ชื่อว่า "อุทยานแห่งชาติแม่ฝาง" โดยมีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติลุ่มน้ำฝาง 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอแม่อาย อำเภอฝาง และ อำเภอไชยปราการของจังหวัดเชียงใหม่ และมีอาณาเขตติดต่อกับประเทศสหภาพเมียนมาร์ทางด้านทิศตะวันตกยาวประมาณ 70 กิโลเมตร มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 524 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 327,500 ไร่ ต่อมาเมื่อวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ.2549 อุทยานแห่งชาติแม่ฝางได้รับการเปลี่ยนชื่อเป็น "อุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก" เพื่อให้สอดคล้องกับชื่อของ "ดอยผ้าห่มปก" ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีความสำคัญและโดดเด่นของอุทยานฯ และเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2551 ได้เปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น "อุทยานแห่งชาติดอยฟ้าห่มปก" จนถึงปัจจุบัน นอกจาก"ดอยผ้าห่มปก" ซึ่งเป็นยอดดอยที่มีความสูงเป็นอันดับ 2 ของประเทศไทยด้วยความสูง 2,285 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลางแล้วยังมี "บ่อน้ำพุร้อน" ตั้งอยู่ ณ ตำบลโป่งน้ำร้อน เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 จากกรมอุทยานแห่งชาติฯ อีกด้วยค่ะ

เรามาถึงบ่อน้ำพุร้อนในช่วงเวลาบ่าย อากาศรอบๆร้อนจัดมาก ต้องอาศัยร่มเงาจากหมวกผ้า เพื่อเดินฝ่าเปลวแดดไปชมบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติที่เกิดจากความร้อนใต้ดิน มีไอร้อนคุกรุ่นอยู่ตลอดเวลา อุณหภูมิของน้ำประมาณ 40-88 องศาเซสเซียล มีจำนวนมากมายหลายบ่อในพื้นที่ประมาณ 10 ไร่ (บ่อใหญ่มีไอน้ำร้อนพุ่งขึ้นสูงถึง 40-50 เมตร) ที่นี่มีบริการห้องอาบน้ำแร่และอบไอน้ำด้วยค่ะ ค่าบริการเช่าห้อง50 บาท ถ้าอาบกลางแจ้ง ค่าบริการอาบน้ำ 20บาท ราคาถูกกว่า ปลอดโปร่งไม่อับทึบ ทั้งยังมีขุนเขารายล้อมสวยงามมากเลยค่ะ ด้านข้างมี "ไอร้อนพุ่ง" ขนาดใหญ่เป็นลักษณะไอร้อนพุ่งเกเซอร์ที่มีการวางระบบท่อน้ำร้อนและตั้งเวลาการพุ่ง โดยจะพุ่งขึ้นมาเหนือพื้นดิน สูงประมาณ 30 เมตร นานประมาณ 3 นาที และหยุดพุ่งประมาณ 30 นาที จากนั้นจะพุ่งขึ้นมาอีกเป็นระยะ ๆ ตลอดเวลา

จากเอกสารกรมทรัพยากรธรณี (2547) เรื่อง น้ำพุร้อนกล่าวว่า... "น้ำพุร้อน" เกิดจากหินร้อนเหลวที่อยู่ใต้เปลือกโลก (แม็กม่า)ไหลแทรกตามช่องหินขึ้นมาใกลเปลือกโลก ทำให้ชั้นหินบริเวณนั้นมีอุณหภูมิสูงขึ้น เมื่อน้ำบาดาลไหลผ่านชั้นหินรอนดังกล่าว อุณหภูมิของน้ำจึงสูงขึ้นไปด้วย ทำให้เกิดแรงดันมหาศาลดันตัวเองผ่านรอยแยกของหินขึ้นมาบนผิวโลกเกิดเป็นน้ำพุร้อน บางแห่งพุ่งขึ้นสูงเป็นสาย บางแห่งเพียงแค่ผุดขึ้นมาจากผิวดินซึ่งขึ้นอยู่กับความร้อนและแรงดันของแต่ละแหล่ง ประเทศไทย เป็นประเทศที่มีน้ำพุร้อนมาก ปัจจุบันสำรวจพบแล้วไม่ต่ำกว่า 100 แห่ง กระจายอยู่เกือบทุกภาค ตั้งแต่ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ ภาคตะวันตก และภาคตะวันออก มีตั้งแต่อุ่นๆ ประมาณ 40 องศาเซลเซียส จนถึงร้อนมากเกือบ 100 องศาเซลเซียส บ่อน้ำพุร้อนในภาคเหนือเป็นน้ำพุร้อนที่ให้ความร้อนสูงกว่าบ่อน้ำพุร้อนในภาคอื่นๆ บางบ่อร้อนมากจนพุ่งทะลุสูงเป็นลำขึ้นไปในอากาศ เช่นที่อำเภอฝางนี่ละค่ะ

น้ำพุร้อนอุดมไปด้วยแร่ธาตุมากกว่าน้ำโดยทั่วไป เพราะเป็นน้ำที่ไหลผ่านชั้นหินชั้นดิน และความร้อนได้ช่วยเสริมการละลายแร่ธาตุจากหินร้อนอีกด้วย น้ำพุร้อนมีแร่ธาตุไม่ต่ำกว่า 50 ชนิด บางชนิดเป็นประโยชน์ บางชนิดเป็นโทษแก่ร่างกาย คนส่วนใหญ่เชื่อว่า การอาบน้ำจากน้ำพุร้อนช่วยรักษาหรือบรรเทาโรคบางอย่างได้ จากการศึกษาพบว่า การอาบน้ำพุร้อนที่มีอุณหภูมิประมาณ 40 องศาเซลเซียส จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตในร่างกายได้ดี ทำให้สดชื่น ถ้าแช่ในน้ำที่ร้อนมากๆ หรือแช่นานเกินไป ความร้อนอาจทำให้ผิวหนังส่วนนอกลอกได้ซึ่งไม่เป็นผลดีนัก เพราะผิวหนังส่วนนอกเป็นชั้นที่ปกป้องผิวหนังส่วนในที่อ่อนแอกว่า ส่วนการซึมของแร่ธาตุจากน้ำเข้าไปในผิวหนัง ต้องใช้เวลานาน คือต้องแช่ในน้ำไม่ต่ำกว่า 6-7 ชั่วโมง แต่การที่ต้องแช่น้ำนานขนาดนั้นก็ไม่เป็นผลดีต่อผิวหนังเช่นกัน

วิธีพิสูจน์อุณหภูมิในบ่อน้ำร้อนแบบไทยๆก็คือการต้มไข่ค่ะ ไม่แนะนำให้รับประทานไข่ที่ต้มในบ่อน้ำพุร้อน เพราะน้ำพุร้อนบางแห่งตรวจพบมีสารหนูละลายอยู่ ซึ่งถ้าดื่มเข้าไปจะทำให้เกิดโรคไข้ดำได้ ฉะนั้นการรับประทานไข่หรือหน่อไม้ที่ต้มในน้ำพุร้อนโดยตรงจำเป็นต้องตรวจสอบก่อนว่า น้ำพุร้อนแหล่งนั้นมีสารพิษต่อร่างกายเจือปนหรือไม่ ในการนำน้ำพุร้อนมาใช้ ควรปฏิบัติตามข้อกำหนดการใช้น้ำบาดาลของกรมทรัพยากรธรณี และ ของกระทรวงสาธารณสุขด้วยนะคะ

จากเว็บไซต์http://www.east.co.jp/dip-e/ante/onsen/what.htmlกล่าวว่าประโยชน์ของการอาบน้ำพุร้อนไม่ได้เป็นที่ยืนยันว่าต้องรักษาโรคได้กับทุกคนหรือรักษาโรคตามที่ระบุข้างต้นแล้วต้องหายเป็นปลิดทิ้ง การรักษาโรคยังต้องประกอบด้วยปัจจัยอีกหลายชนิด ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์สุรพงษ์ ตันธนศรีกุล เขียนในข่าวสาร สาธารณสุข สำนักงานสาธารณสุขกาญจนบุรี และติดแสดงไว้บริเวณที่อาบน้ำร้อนวัดวังขนาย ว่า "คุณสมบัติของน้ำที่มีอุณหภูมิ 42 องศาเซลเซียส มีความสอดคล้องกับการรักษาทางการแพทย์ ที่เรียกว่า ธาราบำบัด โดยอาศัยหลักการที่ว่า การใช้น้ำที่มีอุณหภูมิสูงในระดับที่เหมาะสมจะช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต มีผลต่อการผ่อนคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ เป็นผลให้รู้สึกสบายตัวยิ่งขึ้น เมื่อร่างกายรู้สึกสบายขึ้น ความตึงเครียดน้อยลง ย่อมมีผลต่อสภาพจิตใจ เป็นการลดความเครียดได้วิธีหนึ่ง"

สิ่งที่สำคัญ และควรพิจารณาก่อนการอาบน้ำพุร้อนคือ การคำนึงถึงความสะอาด เนื่องจากน้ำพุร้อนหลายแห่งจัดเป็นห้องอาบน้ำรวม หรือแยกเป็นห้องอาบน้ำสำหรับผู้หญิงและห้องอาบน้ำสำหรับผู้ชาย ห้องอาบน้ำพุร้อนมี 2 แบบใหญ่ๆ ได้แก่ ห้องอาบน้ำร้อนแบบปิด จัดเป็นห้องส่วนตัวที่มีอากาศถ่ายเทได้น้อยมาก และห้องอาบน้ำร้อนแบบเปิดไม่มีกำแพงล้อมรอบทำให้อากาศไหลถ่ายเทได้สะดวก ขณะเดียวกัน สภาพของร่างกายก็เป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึง กล่าวคือ คนที่มีร่างกายอ่อนเพลียหรือคนที่เพิ่งเสร็จจากการออกกำลังกายมาใหม่ๆ ควรอาบน้ำพุร้อนในสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเทได้อย่างสะดวก เนื่องจากมีความต้องการอากาศออกซิเจนมากกว่าคนที่มีสภาพร่างกายปกติ

ขณะเตรียมตัวก่อนลงอาบน้ำพุร้อน ควรสังเกตป้ายหรือข้อความต่างๆ ที่แสดงบอกไว้บริเวณบ่ออาบน้ำพุร้อน ควรทราบอุณหภูมิของน้ำพุร้อน จากนั้นจึงชำระร่างกายให้สะอาดในบริเวณที่อาบน้ำภายนอกที่ได้จัดเตรียมไว้ให้ ก่อนการอาบน้ำพุร้อนควรทดสอบอุณหภูมิของน้ำร้อนโดยการจุ่มมือลงในบ่อน้ำและหย่อนตัวลงในบ่อน้ำร้อนอย่างช้าๆ เพื่อให้ร่างกายปรับสภาพให้เข้ากับน้ำร้อน แช่และผ่อนคลายความเครียดตามอัธยาศัย การแช่น้ำร้อนนานเกินไปอาจทำให้รู้สึกอึดอัด ระหว่างการอาบน้ำร้อนอาจขึ้นมาพักผ่อนคลายความเครียด หรือชำระร่างกายในห้องอาบน้ำภายนอกด้วยสบู่และแชมพู แล้วกลับลงมาอาบน้ำพุร้อนอีกครั้ง จนท่านรู้สึกว่าร่างกายเบา โปร่ง และกระปรี้กระเปร่า จึงขึ้นมาเช็ดตัว และเปลี่ยนเสื้อผ้า

นอกจากเป็นแหล่งนันทนาการและแหล่งท่องเที่ยวแล้ว น้ำพุร้อนยังสามารถนำไปใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า เช่น โรงไฟฟ้าพลังความร้อนใต้พิภพฝาง ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ประมาณปีละ 1,200,000 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมงถือเป็นโรงไฟฟ้าแห่งแรกในประเทศไทย และแถบเอเชียอาคเนย์ที่ใช้พลังงานน้ำพุร้อน นอกจากนั้นยังมีการนำน้ำพุร้อน ไปใช้ในการอบแห้งผลผลิตการเกษตร เช่น อบลำไย อบพริก เป็นต้น ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่าการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงประเภทอื่นอย่างมาก...สอบถามข้อมูลต่างๆก่อนออกเดินทางได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ 0-5345 -3517และ08-4483-4689 หรือ อี-เมล : doiphahompok.np@hotmail.com ค่ะ